คุยกับผีตัวที่ ๒๑ ท่านท้าวทศพักตร์พรหม...พาเที่ยวพรหมโลก
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
Share this topic on FacebookShare this topic on MySpaceShare this topic on TwitterShare this topic on GoogleShare this topic on
ผู้เขียน หัวข้อ: คุยกับผีตัวที่ ๒๑ ท่านท้าวทศพักตร์พรหม...พาเที่ยวพรหมโลก  (อ่าน 2558 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กระเบนท้องน้ำ
ปรมาจารย์
*****

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« เมื่อ: 09 กุมภาพันธ์ 2012, 09:50:05 AM »

เรื่องราวต่อไปนี้จะป็นเรื่องราวของการได้พบกับเทวดาในชั้นพรหม ก่อนที่จะเล่าเรื่องผู้เขียนขอฝากกำลังใจไปยัง ท่านนักปฏิบัติทั้งหลายที่สนใจปฏิบัติ ขออย่าได้ท้อแท้ในการปฏิบัติ ขอจงตั้งใจทำให้เต็มที่ในเวลาที่เข้าปฏิบัติ จงเป็นผู้เสียสละตัวเอง และเสียสละเวลาที่เหมือนจะมีค่าในโลกของตัวเอง แต่ถ้าเทียบกับความรู้ที่จะได้มาจากการปฏิบัติแล้ว เวลาที่ท่านคิดว่ามีค่าในโลกนั้นมันเทียบไม่ได้เลยกับความรู้แจ้งเห็นจริงในจิต อย่ามัวแต่กล้ว ท้อแท้ หรือโทษตัวเอง แต่จงลงมือทำ ทำ มากบ้างน้อยบ้างอย่าไปกังวล ค่อยๆเก็บสะสม เวลายังเดินเป็นวินาที ที่เรารู้สึกว่าน้อยมาก แต่หลายวินาทีก็กลายเป็นนาที และหลายๆนาทีก็กลายเป็นชั่วโมงได้ กุศลจากการปฏิบัติ น้อยก็เป็นวินาที มากก็เป็นชั่วโมง เป็นวันขึ้นมาได้ แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่ได้นั้นก็ดีคุณอนันต์มากเหลือคณานับ

ผู้เขียนเคยแสดงความมากน้อยของบารมีที่เกิดขึ้นเป็นหลักคิด เป็นตัวอย่างของการเปรียบเทียบจากการทำความดีให้กับบรรดาที่สนใจประพฤติปฏิบัติ และที่ยังไม่อาจสละเวลามาปฏิบัติ ให้เห็นอานิสงส์ หรืออานุภาพ หรือประโยชน์ที่จะได้รับจากการปฏิบ้ติที่เราท่านมักเรียกกันว่าการเจริญสมาธิ การนั่งสมาธิ เอาไว้ แต่ก่อนอื่นต้องรู้จัก บุญกิริยาวัตถุ คือสิ่งที่กอปรแล้วทำแล้วเป็นบุญเป็นกุศลว่ามีอะไรบ้าง บุญกิริยาวัตถุ (อ่านว่า บุน-ยะ-กิ-ริ-ยา-วัด-ถุ) แปลว่า เหตุเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หมายถึงเหตุเกิดบุญ, วิธีการทำบุญ, วิธีที่เมื่อทำแล้วได้ชื่อว่าทำบุญและจะได้รับผลเป็นความสุข บุญกิริยาวัตถุกล่าวโดยพิสดาร มี ๑๐ ประการ คือ ๑.ทานมัย การให้ทาน ๒.ศีลมัย การรักษาศีล ๓.ภาวนามัย การอบรมจิตใจ ๔.อปจายนมัย การอ่อนน้อมถ่อมตน ๕.เวยาวัจมัย การช่วยเหลือผู้อื่น ๖.ปัตติทานมัย การแผ่ส่วนบุญ ๗.ปัตตานุโมทนามัย การอนุโมทนาบุญ๘.ธัมมัสสวนมัย การฟังธรรม ๙.ธัมมเทสนามัย การแสดงธรรม ๑๐.ทิฏฐุชุกรรม การทำความเห็นให้ถูกต้อง,ดีงาม แต่ตอนนี้ผู้เขียนจะแสดงอานิสงส์โดยใช้บุญกิริยาวัตถุกล่าวโดยย่อมี ๓ ประการคือ ๑.ทานมัย การให้ทาน ๒.ศีลมัย การักษาศีล ๓.ภาวนามัย การอบรมจิตใจ ที่เรามักเรียกกันโดยทั่วไปว่า ทาน ศีล ภาวนา ผู้เขียนจะขอแสดงอานิสงส์เกี่ยวกับบุญทั้ง ๓ นี้ เจตนาเพียงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายและชัดเจนขึ้น และยังอาจจะช่วยกระตุ้นการปฏิบิติในท่านผู้ปรารถนาบุญอันยิ่งขึ้นไปมีความเพียรมากขึ้นเท่านั้น. ผู้เขียนได้เปรียบไว้ดังนี้ ๑.บุญกิริยาที่เรียกว่า ทาน การทำบุญทำทาน ผู้เขียนเปรียบว่า เหมือนเราทุกคนมีเข่งคนละใบผูกติดหลัง

การทำทานในแต่ละครั้งนั้นก็เหมือนการที่เรานั้นเก็บผลมะยมใส่ในเข่งที่อยู่ข้างหลังของตัวเอง เก็บไปเรื่อยๆกว่าจะเต็มก็ต้องใช้เวลา จะนานแค่ไหนก็อยู่ที่กำลังของแต่ละคน ๒.บุญกิริยาที่เรียกว่า ศีล การรักษาตนให้เป็นปกติ การรักษาศีล ผู้เขียนเปรียบว่า เหมือนเราทุกคนมีเข่งคนละใบผูกติดหลัง ในการรักษาศีล ก็เหมือนเราเก็บผลขนุนใส่ในเข่ง ท่านทั้งหลายคิดว่า ต้องใช้เวลาแค่ไหนในการเก็บจึงจะเต็มเข่ง ต่อไป๓.บุญกิริยาที่เรียกว่า ภาวนา การเจริญภาวนาหรือการเจริญสมาธิ การภาวนาทำให้เกิดสมาธิ สมาธิเป็นผลจากการภาวนา ผู้เขียนเปรียบว่า การภาวนาจนได้สมาธิ คือ จิตที่เป็นสมาธิจากการภาวนาตั้งอัปปนาสมาธิขึ้นไปนั้น แม้เพียงชั่วเวลาไม่นาน (ไม่กี่วินาที)ที่เป็นสมาธิจากภาวนาจริงๆ เปรียบเหมือนผู้เจริญได้สร้างเจดีย์ทองคำ ๙ ยอดเอาไว้ นั่นเป็นการแสดงอานิสงส์เพื่อให้เห็นชัดเจนมากขึ้นสำหรับนักปฏิบัติที่คาดหวังผลแต่ยังมัวย่อท้ออยู่ อาจจะมีหลายท่านสงสัยว่าไม่กี่วินาที ก็ได้อานิสงส์อย่างนี้มันยังไง มีผู้รู้ได้เปรียบเปรย เวลาของสมาธิแม้สั้นๆไว้ว่า ชั่วเวลาที่เท่ากับ นกกระพือปีก ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น สมาธิแม้เพียงเท่านั้นก็มีอานิสงส์มากมีอานุภาพมาก ลองคิดกันดูถ้าเรายิ่งหมั่นทำให้ได้มากขึ้นนานขึ้น มันจะเป็นอย่างไร มันก็มีผล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา เป็นฌาณ เป็นญาณ ซึ่งมีค่ามากกว่าเจดีย์ทองคำ ๙ ยอดขึ้นไปอีกนะสิ รู้อย่างนี้แล้วอย่ามัวแต่รีรอ อ่อแต่ บุญกิริยาตัวอื่นต้องทำด้วยนะ เพราะบุญแต่ละตัวถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ทานก็ให้มีกินมีใช้ ศีลก็ให้ความสวยความงาม ภาวนาก็ให้ความฉลาดหลักแหลม บุญตัวอื่นก็ให้อานิสงส์แตกต่างกันไปครับ ทำให้ได้ทุกตัวก็สมบูรณ์เลย ได้ครบถ้วน

อ้าวนี่นอกเรื่องไปซะไกลเชียวกลับมาที่เดิมดีกว่า เดี๋ยวจะไม่ได้เที่ยวพรหมโลก ต่อเลย ก็ขณะที่ผู้เขียนกำลังพิจารณาทางเข้าทางออกของสมาธิจิตอยู่เพลินๆนั้น ก็พลันได้ยินเสียงๆหนึ่งดังแว่วๆมาไกลๆจากเบื้องบนและเสียงนั้นค่อยใกล้เข้ามาๆ จนมาหยุดอยู่ ณ ที่หนึ่งเป็นระยะที่ไม่ห่างจากผู้เขียน แต่เป็นระยะพอสมควรแก่การสนทนากัน เสียงนั้นที่ดังมาแต่ไกลจนเข้ามาใกล้ได้กล่าวว่า “กำลังพิจารณาเรื่อง รูปพรหมและ อรูปพรหม อยู่หรือ อยากที่เข้าใจอย่างชัดเจนมากขึ้นหรือเปล่า ว่าพวกพรหมและพวกอรูปพรหมที่อยู่กันสูงๆนั้นเขาอยู่กันอย่างไร” ผู้เขียนได้ยินดังนั้นก็ถามออกไปว่า “ท่านคือผู้ใดกันที่กล่าวอย่างนี้ เราปฏิบัติอย่างตั้งใจ มีใจแน่วแน่เพราะต้องการให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ที่ท่านกล่าวนั้นหมายความว่าอย่างไร” เสียงนั้นตอบมาว่า “ท่านจงดูเราเถิด เราคือท้าวทศพักตร์พรหมผู้เป็นใหญ่ในพรหมโลก” ผู้เขียนมองไปตามที่มาของเสียงนั้น รูปที่ปรากฏให้ผู้เขียนเห็นนั้นสว่างไสวเจิดจ้า รัศมีแห่งรูปกายนั้นแผ่ซ่านไป ประดุจสายฟ้าแลบ เป็นประกายแดงอมม่วง เปล่งออกเป็นวงกว้าง ผิวกายกายงดงามหมดจด ผ่องใส ประดับประดาไปด้วยสร้อยเพชร แลสังวาลย์ ทรงผ้านุ่งสีระยับเป็นประกาย มีปรากฏนั้นมี ๒ แขน แต่ที่เศียรนี่สิน่าสนใจ เศียรนั้นปรากฏมี ๑๐ หน้า เรียงกันขึ้นไปเป็นชั้นนับได้ ๓ ชั้น ชั้นที่ ๑ ปรากฏ ๔ หน้า ชั้นที่ ๒ ปรากฏ ๔ หน้า และชั้นที่ ๓ ปรากฏ อีก ๒ หน้า รวม ๑๐ หน้า แต่ละหน้าทรงชฎาด้านหน้าและทรงมงกุฎที่ยอด “ท่านว่าท่านคือท่านท้าวทศพักตร์พรหมหรือ หลายปีมาแล้วเราเคยรู้จักท่านท้าวมหาพรหม ผู้มีหน้า ๔ หน้า ซึ่งเป็นผู้มีรัศมีกายเป็นสีแดงสดสว่างไสว งดงามหาที่เปรียบไม่ได้ แต่เมื่อเทียบกับท่านแล้ว ท่านกลับมีความสว่างไสวกว่า” “ถูกแล้ว เราย่อมสว่างไสวกว่าอย่างแน่นอน ท่าวมหาพรหมนั้นอาศัยอยู่พรหมโลกหรือสวรรค์ชั้นที่ ๙ ซึ่งเรียกว่า ชั้นมหาพรหมา ส่วนเราอยู่ในพรหมโลกหรือสวรรค์ชั้นที่ ๑๒ และชั้นที่เราอยู่เรียกว่า ชั้นอาภัสสราพรหม แต่ก็ล้วนเป็นรูปพรหมด้วยกันทั้งนั้น ส่วนรูปกายทิพย์ที่ท่านเห็นว่าแตกต่างกันนั้นเกิดจากความต้องการที่แตกต่างกันของจิตพรหมแต่ละดวง ว่าจะบันดาลรูปของตนนั้นให้ปรากฏอย่างไร บ้างก็ ๑ หน้า ๒ หน้า ๓ หน้า ๔ หน้า ๕ หน้า หรือเหมือนเรา ๑๐ หน้า หรือมากกว่า ก็มี หรือไม่มีหน้าเลยก็มี ส่วนแขน ก็ ๒ , ๓ , ๔ , ไปจน ๘ หรือ ๑๐ หรือมากกว่าก็มี ส่วนกายบ้างก็มีกาย บ้างก็มีแต่เศียรคือมีแต่หัวก็มี หรือไม่มีรูปอย่างที่เห็น คือไม่มีหัว ไม่มีกาย ไม่มีหน้า ไม่มีแขนก็มี คือเป็นอัธยาศัยความต้องการจากพวกจิตพรหมทั้งสิ้น ที่เรามาปรากฏต่อหน้าท่านก็เพราะ ต้องการช่วยให้ท่านเข้าใจพวกพรหมมากยิ่งขึ้น

และเป็นท่านในฐานะผู้รู้จึงเป็นหน้าที่ของเหล่าเทพพรหมทั้งหลายที่ต้องคอยให้ความรู้แก่ผู้รู้ให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง” “ท่านก็เลยจะพาเราไปยังพรหมโลกหรือ” ผู้เขียนถาม “ใช่แล้ว ถึงเวลาที่ท่านต้องได้รู้เห็นพรหมโลกด้วยตัวท่านเองอย่างชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการถ่ายทอดความรู้อันเป็นสัจจะ คือความจริงที่เป็นไปในโลกทั้ง ๓ คือ มารโลก เทวโลก และพรหมโลก ท่านพร้อมจะไปหรือยัง” “ถ้าเป็นความต้องการของฟ้าดิน และเทพพรหมทั้งหลาย ที่ต้องการเปิดเผยแก่เรา และเห็นประโยชน์จากการที่เรารู้ ว่าจะช่วยสรรพชีวิตทั้งหลายในกาลต่อไปได้ เราก็คงต้องไป ขอท่านจงนำเราไปเถิด” แล้วผู้เขียนก็ไปกับท่านท้าวทศพักตร์พรหม สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เคลื่อนผ่านเทวตาภูมิ แต่ละชั้นขึ้นไปจนเข้าเขตพรหมโลก จนมาถึงดินแดนอันเป็นที่อยู่ของท่านท้าวทศพักตร์พรหมคือพรหมโลกชั้นที่ ๖ หรือสวรรค์ชั้นที่ ๑๒ เรียกว่า อาภัสราพรหม “มาถึงแล้ว ที่นี่แหละ คือ อาภัสราพรหม” ท้าวเธอประกาศออกมา ผู้เขียนพยักหน้ารับคำ บรรยากาศโดยทั่วไปรอบๆตัวผู้เขียนนั้น มันเงียบสงัดมาก แทบจะไม่มีเสียงอะไรมากระทบโสตให้ได้ยินเลยแม้แต่น้อย “เงียบมาก” ผู้เขียนพูดออกมาเบาๆ “ท่านพูดเบาๆหน่อย ท่านพูดดังมาก” มีเสียงเตือนแว่วมาไกลๆ

“ท่านท้าวทศพักตร์พรหม ท่านพูดกับกระผมหรือเมื่อครู่” “เปล่า ไม่ใช่เสียงเรา เป็นเสียงของพวกพรหมท่านอื่นที่มีอยู่มากมายเป็นจำนวนโกฏิ กำลังตั้งใจบำเพ็ญเพียรกันอยู่” “แต่กระผมพูดเบาๆเอง” “ที่นี่ เป็นแดนทิพย์ พรหมทั้งหลายล้วนแต่มี ทิพยโสต(หูทิพย์)ทั้งสิ้น เสียงที่คิดในจิตเบาๆพวกเขายังได้ยิน นับประสาอะไรก็เสียงที่เปล่งออกมาเบาๆมันจึงดังมากสำหรับพวกเขา เอาเป็นว่าท่านดูบรรยากาศโดยรอบไปอย่างเงียบๆแล้วกัน ถ้าสงสัยจริงค่อยถามในใจแล้วเราจะตอบท่านเอง” ผู้เขียนรับคำและขอเดินไปชมทั่วบริเวณเท่าที่จะเข้าไปถึงได้ โดยมีท่านท้าวทศพักตร์พรหมตามไปด้วยห่างๆ งานนี้มีแต่ความเงียบ เงียบจริงๆก็คงต้องเป็นการบรรยายสิ่งที่ได้เห็น บรรยากาศส่วนใหญ่เป็นธรรมชาติ มีต้นไม้ ภูเขา โขดหิน ลำธาร น้ำตก ไม่มีสิงสาราสัตว์ใดๆเลย หรือแม้แต่พรหมทั้งหลายที่ท่านท้าวทศพักตร์พรหมบอกว่ามีอยู่เป็นจำนวนมากก็ไม่เห็นเลยแม้แต่ท่านเดียว “พวกเขาอยู่ตรงไหนกันหนอ”ผู้เขียนตั้งคำถามในใจด้วยความสงสัย “เราอยู่ที่นี่ เราอยู่ที่นี่ เราอยู่ที่นี่ๆๆๆ...ฯ” เสียงที่ได้ยินนี้มาจากทุกทิศทุกทางทั้งใกล้ตัวและไกลตัว โดยรอบของผู้เขียน ผู้เขียนจึงถามในใจขึ้นอีกว่า “ที่ไหนกันแน่ มันเยอะแยะไปหมด ขอท่านใดก็ได้ช่วยอธิบายทีว่ามันคืออะไร” “ก็เป็นอย่างที่ได้ยินนั่นแหละ พวกเรามีอยู่กันอย่างมากมายในทุกอณูของทุกสรรพสิ่งที่ท่านเห็น ในขณะที่ท่านคิดเราต่างก็ได้ยิน

ในขณะที่ท่านถามเราต่างก็ตอบคำถามมันจึงมากมายอย่างนี้เอง” เสียงนั้นตอบ “แล้วท่านที่ตอบเราเป็นใคร” “ก็เราเองท้าวทศพักตร์พรหมที่เดินอยู่กับท่านนี่แหละ” “ท่านก็ได้ยินความคิดกระผมด้วยหรือ” ผู้เขียนถาม “ก็บอกแล้วทิพยโสตเป็นสิ่งที่พรหมทั้งหลายมีเป็นสมบัติของตน”ท้าวทศพักตร์พรหมตอบผู้เขียน“แล้วทำไมกระผมถึงไม่เห็นเหล่าพรหมทั้งหลายที่มีอยู่อย่างมากมายเลยแม้แต่ท่านเดียว นอกจากท่าน”  นั่นเพราะเราปรารถนาให้ท่านเห็น แต่พวกพรหมทั้งหลายไม่ได้ปรารถนาให้ท่านเห็น “แล้วถ้ากระผมอยากเห็น ท่านเหล่านั้นจะให้กระผมเห็นหรือเปล่า” ผู้เขียนถามในใจต่อ “ท่านก็ลองขอให้ท่านเหล่านั้นปรากฏให้เห็นสิจะได้รู้ ว่าเป็นอย่างไร” ท่านท้าวทศพักตร์แนะนำ ผู้เขียนจึงตั้งจิต และกล่าวในใจว่า “พรหมผู้สูงส่งเหล่าใดก็ดีที่สถิตย์อยู่ทั่วบริเวณนี้ปรารถนาจะให้เราได้เห็นได้รู้ความจริง ท่านจงเมตตาปรากฏให้เรารู้ให้เราเห็น แม้ท่านใดไม่ปรารถนาให้เห็นก็เป็นแต่เพียงนิมิตให้รู้ว่าท่านอยู่ ณ ที่นั้น เพื่อยังประโยชน์แก่เราผู้ยังแสวงหาความจริงอันประเสริฐ” สิ้นคำอธิษฐานก็ปรากฏรูปแห่งพรหมทั้งหลาย มากมายค่อยผุดขึ้นแลหายไปสลับกันไปทั่วทั้งบริเวณมากมายสุดคณานับ

แม้สุดลูกหูลูกตา ก็ปรากฏ ประดุจเลื่อมสลับลายระยิบระยับไปทั่ว ส่วนพวกที่ไม่ปรารถนาให้เห็นรูปก็ปรากฏเพียงนิมิต ตามตำแหน่งอากาศ แก่งหิน ก้อนหิน ในน้ำลำธาร ตามต้นไม้ รูปร่างแห่งพรหมทั้งหลายนั้นแตกต่างกันไปมีมากมาย จนไม่อาจจะสรุปได้ว่าแท้จริงแล้ว พรหมมีรูปร่างอย่างไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆทั้งหมดนั้นเป็นรูปพรหมทั้งสิ้น แต่ถ้าจะให้ผู้เขียนบรรยายรูปแห่งพรหม ผู้เขียนคงจนปัญญา ที่จะเขียนเพราะไม่รู้ว่ามีรูปลักษณ์เฉพาะตนแตกต่างไปมากมายเพียงใด แต่ที่แน่ๆความเชื่อในพระพรหมองค์เดียวหรือมีองค์เดียวคือท้าวมหาพรหมนั้นไม่ใช่แน่นอน และความเชื่อที่ว่าพระพรหมสร้างโลกก็ไม่ใช่ เพราะพรหมส่วนใหญ่คือผู้บำเพ็ญเพื่อหมดกิเลส คงไม่ปรารถนาสร้างโลกเป็นแน่แท้ “ต้องขอขอบคุณในความเมตตาและขออภัยในท่านทั้งหลาย ที่กระผมมาอาจเป็นการรบกวนการบำเพ็ญของท่านทั้งหลาย โปรดอโหสิแก่กระผมผู้ยังเป็นมนุษย์ต่ำต้อยคนนี้ด้วยเถิด” “อย่ากล่าวอย่างนั้น มนุษย์มิได้ต่ำต้อย พวกเราทั้งหมดล้วนต้องมาจากความเป็นมนุษย์ทั้งสิ้น ต้องเป็นมนุษย์ที่บำเพ็ญเพียรจนได้ฌาน เมื่อสิ้นใจก็จะมาอุบัติในพรหมโลกตามแต่กำลังของฌานที่บำเพ็ญได้ ท่านเองก็เฉกเช่นกันมีพรหมโลกเป็นที่หวังได้หากปรารถนา จงอย่าดูถูกตัวเองเลย”

 ผู้เขียนรับคำ “อีกอย่างเมื่อท่านท้าวทศพักตร์พรหมเลือกที่นำพาท่านมาที่นี่นั่นย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่า ท่านมีคุณสมบัติที่คู่ควรกับพรหมโลกในชั้นนี้ จึงได้นำท่านมารู้จัก ความเป็นอยู่และสภาพทั่วไปแห่งพรหมโลกชั้นนี้ แต่มันยังไม่สิ้นสุดที่นี่เป็นแน่หากท่านยังปรารถนาที่จะไปให้สูงกว่านี้ เพราะท่านยังมีโอกาสบำเพ็ญต่อไปอีกจนกว่าจะหมดอายุขัยในโลกมนุษย์ ถึงเวลานั้นก็จะรู้เองว่าจะไปสถิต ณ ที่ใด ซึ่งอาจหมายความว่าที่สุดแห่งการบำเพ็ญในชาตินี้ของท่านอาจจะไปได้สูงกว่าพวกเราก็ได้ แล้วอย่างนี้เรียกว่าท่านเป็นผู้ต่ำต้อยได้อย่างไร” พระพรหมที่มีเฉพาะใบหน้าสถิตที่ก้อนหินขนาดใหญ่กล่าวกับผู้เขียน มันทำให้ผู้เขียนรู้สึกซาบซ่านไปทั่วทั้งตัว มันเหมือนกับว่ามีกำลังใจที่จะบำเพ็ญต่อไป แต่ตรงนี้ถ้าจะอธิบายให้ผู้อ่านได้เห็นภาพก็คือ ก้อนหินพูดได้นั่นเอง แต่นั่นคือพรหมที่มีรูปเป็นก้อนหิน “พอเข้าใจรูปพรหมหรือยัง” ท่านท้าวทศพักตร์พรหมถามผู้เขียน “มันเกินคำบรรยาย และเกินความคาดหมายเป็นอย่างมาก มันไม่ใช่อย่างที่คิด ถึงจะคิดได้ก็คงไม่ได้อย่างนี้ นับเป็นความรู้อีกอย่างที่ยอดเยี่ยมมาก

ต้องขอขอบคุณท่านท้าวทศพักตร์พรหมมาก ที่ได้นำพามาให้รู้เรื่องราวแห่งพรหมโลกถึงแม้จะเป็นแค่ ๑ ใน ๒๐ ชั้นพรหมโลกก็ตาม” “แล้วยังอยากจะรู้อะไรอีก ถามได้” ท่านท้าวทศพักตร์พรหมถามขึ้น “ถ้ากระผมจักไปต่อในชั้นแห่งพรหมโลกที่สูงขึ้นผมจะไปได้หรือเปล่า ไหนๆก็มาถึงนี่แล้ว” ผู้เขียนถาม “นั่นไง ว่าแล้ว ว่าท่านต้องถามเรื่องไปต่อไม่หยุดที่พรหมโลกชั้นนี้แน่นอน ได้สิด้วยกำลังของท่าน ท่านสามารถไปได้ทั้งพรหมชั้นอรูปพรหม อาจจะต่อไปยังโลกธาตุอื่นได้ด้วยก็ได้ อันนี้ท่านต้องลองดู” ท่านท้าวทศพักตร์พรหมตอบ “งั้นถ้ากระผมจะไปต่อท่านคงไม่ว่า” “ไม่ มันเป็นฐานะของท่านอยู่แล้ว” “งั้นกระผมคงต้องขอขอบคุณท่านท้าวทศพักตร์พรหมและเหล่าพระพรหมทั้งหลาย และขอลาไปยังดินแดนแห่งพรหมที่สูงขึ้นไปกว่านี้เพื่อเป็นประสบการณ์และความรู้ กระผมขอลาตรงนี้เลย” “ไปเถอะ ขอท่านจงเดินทางโดยสวัสดิภาพ และขอความเป็นที่สุดจงมีแด่ท่าน” ท่านท้าวทศพักตร์พรหมและเหล่าพระพรหมทั้งหลายอำนวยพร เมื่อผู้เขียนได้ลาจากท่านท้าวมหาพรหมแล้วก็ตั้งจิตเดินทางไปยังพรหมโลกที่สูงขึ้นไป ส่วนเรื่องราวที่ผู้เขียนได้ไปต่อนั้นจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนจะเขียนเล่าให้ฟังใน คุยกับผีตัวต่อๆไปแล้วกันสำหรับ เรื่องนี้ขอจบเพียงเท่านี้




ไว้พบกันใหม่ในเรื่องผีตัวที่ 22...โปรดติดตามกันต่อไป...

ขอขอบคุณท่านเจโต สำหรับเรื่องราว…ที่นำมาเล่าถ่ายทอดเพื่อเป็นวิทยาทาน



thxby128157Siripat_Jantarmonkol
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 กันยายน 2016, 09:05:11 AM โดย กระเบนท้องน้ำ » บันทึกการเข้า
Siripat_Jantarmonkol
แฟนพันธุ์แท้
*

1901
ออฟไลน์ ออฟไลน์


ตอบกระทู้: 3098
สมาชิกลำดับที่: 982

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 45 : Exp 29%
HP: 0%


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2012, 11:10:14 AM »

....จงลงมือทำ ทำ มากบ้างน้อยบ้างอย่าไปกังวล ค่อยๆเก็บสะสม....
ชอบบบบบจังคำๆนี้...


 



อ.อ้ออออ

thxby128184กระเบนท้องน้ำ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: