คุยกับผีตัวที่ ๒๐ ผีพระเทวทัตผู้กำเนิดอยู่ในอเวจีมหานรก
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
Share this topic on FacebookShare this topic on MySpaceShare this topic on TwitterShare this topic on GoogleShare this topic on
ผู้เขียน หัวข้อ: คุยกับผีตัวที่ ๒๐ ผีพระเทวทัตผู้กำเนิดอยู่ในอเวจีมหานรก  (อ่าน 4874 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กระเบนท้องน้ำ
ปรมาจารย์
*****

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« เมื่อ: 05 สิงหาคม 2011, 18:30:26 PM »

เรื่่องราวของผีตัวที่ ๒๐ เป็นประสบการณ์จริงของผู้เขียนเมื่อหลายปีก่อน เป็นเรื่องราวของผู้ที่ได้เคยเป็นถึงพระญาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้บวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาตลอดจนได้เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ตายในผ้าเหลือง แต่เนื่องจากได้ทำความชั่วอย่างมหันค์ที่เรียกว่า อนันตริยกรรม ตามพระพุทธบัญญัติ ที่ทรงพระบัญญัติไว้ อนันตริยกรรม...คือ (ครุกรรม) กรรมที่หนักที่สุดของฝ่ายบาปอกุศลมีผลเป็นทุกข์โทษฉับพลันทันทีห้ามสวรรค์ห้ามนิพพานอย่างเด็ดขาด...อันประกอบด้วย :มาตุฆาต ฆ่ามารดา ๑ :ปิตุฆาต ฆ่าบิดา ๑ :อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ ๑ :โลหิตุปบาท ยังพระโลหิตพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ห้อ ๑ :สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน ๑ >>
คำว่า อนันตริยกรรม เป็นคำยืมจากภาษาสันสกฤต มาจากคำว่า อนนฺตริย ซึ่งแปลว่า ไม่มีช่องว่าง กับคำว่า กมฺม ซึ่งหมายถึง การกระทำที่ทำด้วยความจงใจ คำว่า อนันตริยกรรม มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า การกระทำที่ไม่มีช่องว่าง หมายถึง การกระทำที่ไม่มีช่องว่างระหว่างกรรมที่กระทำลงไปแล้วกับวิบากหรือผลที่จะตามมา ปกติโดยทั่วไปแล้วกรรมที่ไม่ถึงอนันตริยกรรม

เมื่อทำลงไปแล้วมักจะมีช่องว่างที่ห่างจากวิบากคือผลของกรรมที่ได้กระทำ คือผู้ที่กระทำกรรมอันเป็นบาปหรือกรรมชั่วนั้น เมื่อทำแล้วจะยังไม่ได้รับผลในทันที อาจจะต้องให้เวลาอีกสักระยะหนึ่งจึงจะให้ผล คนที่ทำกรรมอันเป็นบาปหรือกรรมชั่วจึงมักได้ใจว่าทำแล้วไม่เห็นเป็นอะไรจึงไม่เชื่อ บางทีกว่าที่กรรมนั้นจะให้ผลก็นานจนลืมไปเลยว่าตนได้เคยทำไว้ เราจึงเห็นกันบ่อยๆว่าคนทำชั่วบางทีทำไมเค้ายังมีความสุขความเจริญอยู่ได้ไม่เห็นได้รับผลของกรรมเลย อย่าชะล่าใจมันเป็นแค่การเว้นช่องของกรรมกับวิบากเท่านั้นเมื่อมันถึงเวลาของมัน ที่มันให้ผลเมื่อไหร่มันก็จะสนองทันที ส่วนผู้ที่ประกอบแต่กรรมดีก็เช่นกันก็มักจะคิดกันไปว่าทำแต่ความดีอยู่เสมอทำไมไม่เห็นได้รับความสุขความเจริญบ้างเลยอันนี้ก็เป็นเพราะช่องว่างของกรรมกับวิบากเช่นกัน ที่บางครั้งคนทำความดีแล้วมักจะเดือดร้อนนั้นนั่นเป็นเพราะ ขณะที่ทำกรรมดีหรือความดีนั่นระหว่างช่องว่างมีวิบากคือผลของกรรมชั่วเก่าที่เคยกระทำไว้เข้ามาสนองคนทั้งหลายไม่เข้าใจจึงคิดเข้าข้างตัวเองว่าทำความดีแล้วกลับได้รับผลชั่ว ตรงนี้ต้องโทษความไม่รู้โดยฝ่ายเดียวเลย ดังนั้นท่านผู้อ่านทั้งหลายควรเร่งทำความเข้าใจในส่วนของกรรมคือการกระทำและวิบากกรรมคือผลของกรรมที่ตนได้เคยกระทำไว้ให้มากๆจะได้มีสติยั้งคิดก่อนที่จะลงมือกระทำกรรมอะไร และจะได้ไม่ตีโพยตีพายกลายเป็นคนขาดสติไป การขาดสติเป็นการซ้ำเติมความไม่รู้อย่างร้ายกาจเลยทีเดียว

ดังนั้น อนันตริยกรรมจึงมิได้หมายถึงกรรมโดยทั่วๆ ไป แต่หมายเอาเฉพาะกรรมชั่วที่ร้ายแรงที่สุดเท่านั้น กรรมนั้นเป็นกรรมที่ต้องได้รับผลกรรมอย่างฉับพลันไม่มีช่องว่างให้กรรมอื่นใดมาแทรกให้ผล เพราะเป็นการกระทำที่มีผลกระทบถึงศรัทธาของมหาชนมีผลทันทีแน่แท้ในภพชาติปัจจุบัน ไปอบายภูมิอย่างเดียว วันนี้ผู้เขียนจึงขอเอาเรื่องหลังความตายของพระเทวทัตผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้ทำอนันตริยกรรมเอาไว้ จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปพบเจอท่านในอเวจีมหานรกมาเล่าให้ฟัง เมื่อครั้งในสมัยพุทธกาลพระเทวฑัตที่ผู้เขียนกำลังพูดถึงนี้ได้กระทำอนันตริยกรรมไว้ ๒ อย่างคือ ๑.กระทำโลหิตุปบาทยังพระโลหิตให้ห้อที่พระบาทพระพุทธเจ้า โดยการกลิ้งหินจากยอดเขาคิชกูชลงมาหมายประหารพระพุทธเจ้า ๒.ทำสังฆเภทยังหมู่สงฆ์ให้แตกกันแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ผู้เขียนแนะนำว่าให้อ่านเรื่องอัตตชีวประวัติของพระเทวทัตประกอบไปด้วยจะยิ่งทำให้เข้าใจหลักของกรรมที่พระเทวทัตได้กระทำได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ลำดับต่อไปผู้เขียนก็จะเริ่มเล่าเรื่องราวของพระเทวทัตที่ได้พบกันในอเวจีมหานรก ให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกันต่อไป มันเป็นความตั้งใจที่ผู้เขียนต้องการที่จะรู้ว่าคนที่ทำอนันตริยกรรมอย่างพระเทวทัต ซึ่งใน ๑ พุทธกาลนั้นจะมีแค่คนเดียวเท่านั้น ที่จะกระทำได้ ดังนั้นในทุกพุทธุบาทกาล ก็จะมีพระอย่างเทวทัต ๑ คนเท่านั้น ที่ทำร้ายพระพุทธเจ้าให้ห้อพระโลหิตได้ คือกระทำชั่วที่สุด นี่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนอยากรู้ เมื่อคิดอย่างนั้นผู้เขียนจึงทำสมาธิยังจิตให้บริสุทธิ์ เข้าสมาธิอันเป็นฌาน ทำญาณอันเป็นตัวรู้ให้บังเกิดขึ้น แล้วไปสู่อเวจีมหานรกอันเป็นแดนที่พระเทวทัตต้องอยู่ในปัจจุบัน แต่จากที่เราท่านทั้งหลายได้เคยได้ยินได้ฟังได้รู้กันมาบ้างว่า อเวจีมหานรกนั้นเป็นที่สุดของการลงโทษคนที่ทำบาปร้ายแรงกันสุดๆ เป็นมหานรกขุมที่ร้อนระอุ แห้งแล้ง อุดมไปด้วยกระแสธารแห่งเปลวเพลิง พวกสัตว์ที่อยู่ที่ ณ ที่นี้นั้นต้องอยู่กันอย่างสุดแสนจะทรมานและนานแสนนาน รูปร่างของสัตว์นรกเหล่านั้นก็สุดแสนที่จะน่าอัปลักษณ์ น่าเกลียดน่ากลัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ นี่เป็นความรู้ความเข้าใจที่ผู้เขียนก็มีความเข้าใจอย่างนั้นตลอดมาเช่นกันก็ที่จะเข้าไป

และเมื่อผู้เขียนได้เข้าไปจริงๆมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ขณะที่ผู้เขียนได้ผ่านนรกขุมต่างๆกว่าจะไปถึงขุมนรกที่เรียกว่าอเวจีมหานรกนั้น ได้พบได้เห็นความทุกข์ทรมานของสัตว์นรกอย่างมากมาย ในขุมนรกต่างๆ สัตว์นรกเหล่านั้นช่างน่าสมเพช ทำเอาผู้เขียนนั้นสลดหดหู่ใจ และเกิดความเกรงกลัวต่ออำนาจของบาป กรรมอันชั่ว อย่างมากและไม่มีความปรารถนาที่จะมาอยู่ ณ ที่นี้เลย เรื่อยไปๆ จนกระทั่งมาถึงปากทางเข้าอเวจีมหานรกซึ่งกอรปไปด้วยเปลวเพลิงของไฟนรกร้อนแรง กระแสลมที่พัดผ่านเอาความร้อนของเปลวเพลิงพัดผ่านผู้เขียนไปนั้นร้อนแรงมาก แต่ด้วยอำนาจของฌาน ความร้อนนั้นจึงไม่ระคายผิวแห่งกายทิพย์ แต่ก็ไม่วายที่จะรับรู้อำนาจความร้อนแห่งเปลวเพลิงนั้น บรรยากาศภายในนั้นมีลักษณะ พื้นที่สูงๆต่ำๆ พื้นผิวขรุขระไปทั่ว สัตว์นรกรวมตัวกันเป็นฝูงบ้าง กระจายกันไปบ้าง ต่างพากันร้องโหยหวน ด้วยความลำบาก

โดยเฉพาะจากความหิวโหยอย่างยาวนานจากความอดอยากที่ได้รับ มีการฆ่ากินเนื้อกันเองนอกเหนือจากการถูกลงทัณฑ์อย่างหนักแล้ว ยังต้องระวังภัยจากพวกสัตว์นรกด้วยกัน เรียกว่า อยู่ด้วยความหวาดกลัวกันทุกเวลา ไหนจะต้องรับโทษทัณฑ์ที่ตนกระทำด้วย บางพวกก็มีเพลิงเผาตัวเองตลอดเวลา บางพวกก็มีหอกแหลมของมีคมทิ่มแทงตลอดเวลา เรียกว่าเป็นปกติ และยังต้องโดนลงทัณฑ์ควบไปอีกตามความผิดของตน มันถึงได้ทรมานกันอย่างแสนสาหัส ผู้เขียนได้แต่แผ่เมตตาด้วยความสงสารแต่ไม่อาจห้ามหรือยับยั้งอะไรได้ เพราะเป็นอำนาจของบาปอกุศลกรรมของสัตว์เหล่านั้นที่จักต้องได้รับ เรื่อยไปๆผ่านช่วงต่างๆไปลึกลงไป ลึกลงไป ลึกลงไป เรื่อยๆเรื่อยๆเรื่อยๆ จนมาถึงแดนหนึ่งที่ไม่เคยอยู่ในการรับรู้ เพราะในโลกไม่เคยมีใครเอ่ยหรือเล่าขานให้ได้ยินมาก่อนเลยนอกจากพระพุทธเจ้า สุดเขตแดนที่สว่างไสวไปด้วยเพลิงอันร้อนแรง


thxby126846Ting_60, Siripat_Jantarmonkol
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 พฤษภาคม 2015, 13:47:31 PM โดย ศิลปัญณกวีย์ » บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
ปรมาจารย์
*****

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 05 สิงหาคม 2011, 18:32:00 PM »

ฉับพลันกลับมืดมิดไม่มีแสงสว่างแม้แต่แสงเดียว นอกจากแสงแห่งกายทิพย์ที่ทำให้มองเห็นทางไป โดยไม่กระทบกระทั่งต่อสิ่งใด ขณะเดียวกันนั้นกระแสลมเอื่อยก็พัดพาความหนาวเย็นยะเยือกกว่าจุดเยือกแข็ง หรือที่เรียกว่าติดลบก็ว่าได้ สถานที่ต่างๆในขุมนรกที่มาถึงนี้นั้นมีลักษณะสูงๆต่ำๆและปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งที่มีความหนา ความหนาวเย็นจัดจับขั้วหัวจิตหัวใจ นี่ถ้าไม่ได้ความอบอุ่นของฌานที่ห่อหุ้มกายทิพย์และพลังแห่งจิตแล้วผู้เขียนคงต้องหนาวตายที่นั่นอย่างแน่นอน ยิ่งลึกเข้าไปยิ่งมืดยิ่งหนาว คงได้แต่อาศัยอำนาจทางจิตนำทางแต่เพียงอย่างเดียว เพราะอาศัยอย่างอื่นภายนอกไม่ได้ จึงมา ณ ที่นี้ได้ ความมืดชนิดที่ไม่เคยพบไม่เคยเจอ ความมืดในโลกในคืนเดือนมืด ยังมีระดับความเข้มอ่อนของวัตถุที่แตกต่างกันให้สังเกต แต่ที่นี่เท่ากันหมดไม่มีเข้มอ่อน มีเข้มข้นอย่างเดียวเท่านั้น ดวงตาธรรมดาของสัตว์มืดมอดสนิททันที มีแต่ดวงตาแห่งฌานเท่านั้นที่จะมองเห็นได้ในสถานที่นี้ และในที่แห่งความยากลำบากในการมาก็มาหยุดลง ณ สถานที่หนึ่ง เท่าที่จะรับรู้ได้นั้น มันมีลักษณะเป็นห้องไม่ใหญ่นัก

พอที่คนคนหนึ่งหรือสัตว์นรกตัวหนึ่งนั้นจะพำนักอยู่ได้เท่านั้น โดยการรับรู้ทางจิตพึงรู้ได้ว่ามาถึงแล้ว จึงหยุดอยู่แล้วพิจารณาไปในความมืดอย่างช้าๆ รับรู้ได้ว่ามีบางสิ่งอยู่เบื้องหน้า จึงเพ่งกระแสจิตลงไปเพื่อให้เห็นสิ่งที่อยู่ข้างหน้านั้น ภาพที่ผู้เขียนได้เห็นอยู่นั้นเป็นภาพของสัตว์นรกตนหนึ่งอยู่ในลักษณะที่ถูกตรึงด้วยโซ่ล่ามเอาไว้อยู่กลางอากาศ กลางห้องนั้น โดยที่แขนสองข้างถูกโซ่ขึงไว้ซ้าย-ขวา ส่วนขาก็ถูกโซ่ขึงไว้ซ้าย-ขวาเช่นกัน ลักษณะเป็นตัว X ลอยอยู่กลางอากาศ สัตว์นรกนั้นหัวโล้น มีผ้ากาสายะอันขาดวิ่นคลุมกาย เนื้อตัวเต็มไปด้วยมูตรคูถ และน้ำเลือดน้ำหนอง มีแต่เพียงหนังหุ้มกระดูก สัตว์นรกตนนั้นไม่รู้เลยว่าบัดนี้มีมนุษย์คนหนึ่งมาอยู่ในที่เดียวกับเขา ขณะที่ผู้เขียนกำลังพิจารณาสัตว์นรกตัวนั้นอยู่ ท่ามกลางความมืดมิดและความเหน็บหนาวอยู่นั้น พลันได้ยินเสียง “ฟึ๊บ” เสียงนั้นผ่านไปเร็วมาก พร้อมเสียง “อึบ” ที่น่าจะเป็นเสียงของสัตว์นรกนั้น มันคืออะไร ผู้เขียนถามตัวเอง แล้วเสียงที่ว่าก็ดังขึ้นอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สม่ำเสมออย่างต่อเนื่องและคาดว่าน่าจะยาวนานที่เป็นอยู่อย่างนี้แล้วจะยังคงดำเนินต่อไป ในที่สุดผู้เขียนก็มั่นใจว่านี่คงเป็น ท่านพระเทวทัตแน่แล้ว จึงเอ่ยถามขึ้นไปว่า “ท่านคือพระเทวทัตหรือ” "ใครนั่นใคร ใครมาที่นี่ นานมากแล้วที่เราไม่ได้พบใครที่ไหนเลย ท่านเป็นใคร ถึงมาถึงที่นี่ได้" “ท่านคือพระเทวทัตใช่หรือไม่” สัตว์นรกตัวนั้นพยักหน้าแล้วตอบว่า “ใช่ เราคืออดีตพระเทวทัต ที่ก่อกรรมหนัก อันเรียกว่าอนันตริยกรรมแล้วท่านเป็นใคร ทำไมมาถึงที่นี่ได้” “กระผมเป็นผู้แสวงหา” “แสวงหาอะไร”พระเทวทัตถาม “แสวงหาความจริงแห่งสิ่งทั้งหลายภายใน อันอาศัยพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะและเป็นเครื่องนำทาง” “สาธุ สาธุ สาธุเป็นความเห็นอันชอบแล้ว”

พระเทวทัตกล่าวชื่นชม “ขึ้นชื่อว่าความจริงอันประเสริฐจักหาได้จากพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ เท่านั้นข้อนี้ประเสริฐแล้ว” พระเทวทัตกล่าวต่อ “เราคิดว่าท่านก็คงไม่ใช่ผู้แสวงหาธรรมดาเป็นแน่ถึงมาถึงที่นี้ได้” ผู้เขียนตอบว่า “ส่วนกระผมคิดว่ากระผมยังเป็นแค่ผู้แสวงหาธรรมดาคนหนึ่งที่มีหนทางดำเนินอีกไกล ซึ่งอาจจะไกลกว่าท่านในกาลข้างหน้าก็ว่าได้” “เอาเถอะท่านจะเป็นใครก็ช่าง แต่เราก็ถือว่าท่านต้องไม่ใช่ธรรมดา เพราะท่านมาถึงที่นี่ได้ ตั้งแต่ที่เราถูกธรณีสูบคราวนั้นที่ตรงหน้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระสมณโคดม เราก็มาอุบัติอยู่ที่นี่ และตั้งแต่นั้นเราไม่เคยได้พบเจอใครอีกเลย แม้กระทั่งพวกนายนิริยะบาล ก็เพิ่งมีท่านนั่นแหละที่มา ไม่ว่าท่านจะมาด้วยเหตุผลใดเราก็ซาบซึ้งที่ท่านมา ว่าแต่ว่าท่านมาทำไมที่นี่” พระเทวทัตพูดทั้งน้ำตา “ที่นี่มืดมาก และหนาวเย็นมาก ท่านหนาวและมองเห็นอะไรบ้างมั้ย” “เราหนาวมากหนาวจนขาดใจตายไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว การเกิดดับของเรายังมีอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องการมองเห็น เรามองไม่เห็นมาตลอดยาวนาน มันชินเสียแล้ว ทุกวันนี้เราอยู่ได้ด้วยสามัญสำนึกอันดีที่มีต่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเท่านั้น เราจึงอยู่ได้ เราเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัสยากเกินกว่าที่จะมีใครเข้าใจ เราเหน็บหนาว เราหวาดกลัวภัยที่เรามองไม่เห็นอยู่ตลอดเวลา แต่เราก็เข้าใจว่ามันเป็นเพราะบาปหนักที่เราได้ทำเอาไว้กับพระพุทธเจ้า” “ท่านเทวทัต ที่ท่านว่าท่านหนาวกระผมเข้าใจ ที่ท่านว่าท่านมืดบอดกระผมก็เข้าใจ แต่ที่ท่านว่าท่านเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสนั้นกระผมไม่เห็นว่าท่านจะได้รับโทษทัณฑ์ในเรื่องนั้นเลย แล้วท่านเจ็บปวดเพราะอะไร” “ชูวว์ ท่านลองเงียบและฟังดู” พระเทวทัตบอก

ผู้เขียนจึงเงียบและทำตามคำบอก ในความเงียบนั้นผู้เขียนก็ได้ยินเสียง “ฟึ๊บ” และ “อึบ” ดังเป็นระยะ ห่างกันพอสมควร ผ่านไปหลายครั้ง พระเทวทัตก็พูดขึ้นว่า “ได้ยินเสียงนั้นหรือเปล่า” “ได้ยิน แล้วมันคืออะไร” ผู้เขียนถาม “เสียงแรกคือเสียงของวัตถุที่พุ่งมาเสียบทะลุร่างของเรา เสียงที่สองคือเสียงความเจ็บปวดที่เราอดกลั้นเอาไว้ซึ่ง มันเจ็บปวดทรมานมาก โดยเฉพาะในช่วงแรกๆเราร้องโหยหวน จนขาดใจตายไปแล้วเกิดขึ้นมาในลักษณะเดิมซ้ำซากอยู่อย่างนี้จนกว่าจะครบระยะเวลาแห่งการลงทัณฑ์” “แล้วทำไมตอนนี้จึงไม่โหยหวนและขาดใจตายไปแล้วหล่ะ” “ก็เพราะพุทธานุภาพที่เราระลึกเป็นสติอย่างต่อเนื่องน่ะสิ จึงทำให้หนักเป็นเบาได้ ความเจ็บปวดยังเหมือนเดิม แต่จิตเข้มแข็งขึ้น การข่มจิต การยอมรับโทษทัณฑ์ด้วยความเต็มใจ” พระเทวทัตตอบ “แล่วท่านรู้หรือเปล่าว่าวัตถุที่วิ่งเข้ามาเสียบทะลุรางของท่านมันคืออะไร” “รู้สิ มันคือเข็มเล็กๆจำนวนมากมายนับไม่ได้ ที่ลอยไปมาอยู่ในอากาศไม่มีที่มาที่ไป พุ่งเข้ามาทุกทิศทุกทาง ผ่านร่างของเรา ทิ้งไว้แต่ความเจ็บปวดมหันต์ เกินกำลังที่ใครจะทนได้ และจักเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแสนนาน ท่านเอ้ยนี่แหละที่สุดแห่งความทรมาน ท่านลองคิดดูเถอะขนาดเข็มเล่มเดียวทิ่มเรา ยังทิ้งความเจ็บปวดเอาไว้ให้ นี่เข็มจำนวนนับไม่ได้ เสียบแทงทะลุร่างของเรา มันจะเจ็บปวดแค่ไหน” เมื่อท่านพระเทวทัตพูดดย่างนี้ ผู้เขียนก็คิดตามถึงเข็มเย็บผ้าที่แทงเรามันปวดจริงๆ แสดงว่าที่ท่านได้รับอยู่ตอนนี้น่าจะเจ็บปวดเป็นที่สุด “ความมืดมนอนตกาล ความมืดบอด คือโมหะ ความหลงผิด ความเหน็บหนาวแทบขาดใจ คืออุบายแยบคายที่จิตคิดชั่วในบาปอกุศล เข็มจำนวนมากไม่มีทิศทาง คือ ความคิดประทุษร้ายในท่านที่ไม่ประทุษร้าย ความเจ็บปวดที่ได้รับที่เกินประมาณ คือ อาการเจ็บจากการห้อพระโลหิตของพระพุทธเจ้า ความที่อดทนอยู่ได้ คือการสำนึก การยอมรับในบาปที่ได้ก่อเอาไว้ บัดนี้การลงทัณฑ์ที่เราได้รับ ได้ทำให้เราได้รู้ตามความเป็นจริงในบาปอกุศลทั้งหลาย

เวลานี้เราทำได้เพียงอดทนรอเวลาไปจนกว่าที่เราจะได้พ้นโทษ และไปค้นหาทางออกที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง และวันนี้เราเองได้ผ่านความเสียใจมาสู่ความไม่เสียใจแล้ว และเฝ้ารอวันที่เราจะได้เป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้าตามพุทธพยากรณ์ ในครั้งสุดท้ายก่อนที่เราจะถูกธรณีสูบให้จมดิ่ง จากการที่เราสำนึกผิดและประกาศเอาพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกตลอดไป จนถึงการที่ได้ถวายคางจรดศีรษะของเราเป็นพุทธบูชา กุศลกรรมในครั้งนั้น ทำให้เรามาอยู่ที่นี้ ไม่ต้องอยู่ด้วยเพลิงแห่งไฟโลกันต์ ซึ่งความหนาวก็น่าจะสบายกว่าความร้อนเป็นแน่แท้ นี่คือความเข้าใจในกรรมและผลของกรรมอันเกิดจากการกระทำของเรา บัดนี้เราจึงเชื่อว่า กฎแห่งกรรมนั้นเที่ยงตรง ตัดสินด้วยความเป็นธรรมที่สุด ท่านพอเข้าใจใช่มั้ย” ผู้เขียนพยักหน้ารับพร้อมกับพูดว่า “สาธุ สาธุ สาธุ ท่านมีความเห็นชอบแล้ว การที่กระผมมาที่นี่ก็เพื่ออยากจะรู้ว่า ผู้ที่ได้ทำอนันตริยกรรมไว้ แต่กลับได้รับการพยากรณ์ว่า จักได้เป็นพระปัจจเกพระพุทธเจ้า มันหมายความว่าอย่างไร วันนี้กระผมได้ประจักแก่ใจแล้ว อนึ่งในเมื่อกระผมได้มาถึงที่นี่ก็หวังจะอุทิศความดีที่กระผมได้กระทำมาแล้วไม่มากก็น้อยมายังท่าน ผู้ที่เคยได้ชื่อว่าพระที่ชั่วที่สุดในครั้งพุทธกาลนี้ด้วย” “ขอบใจ ขอบใจท่านมากๆที่อุตส่าห์มีใจคิดระลึกถึงเรา ไม่เท่านั้นยังมาสู่สถานอันไม่น่ารื่นรมย์แห่งเรา ที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ท่านนับว่าเป็นบุรุษที่หาได้ยาก ชั่วชีวิตแห่งเรามิค่อยได้เคยพบเจอเลย

ขอท่านจงเป็นผู้ประสบแต่ความสุขความเจริญอยู่ในฐานะอันประเสริฐตลอดกาล และได้สมประสงค์ตามความปรารถนาที่ตั้งไว้ทุกประการเถิด” ผู้เขียนน้อมรับคำของสัตว์นรกผู้ที่จะได้เป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้านั้น พร้อมกับคำว่าขอบคุณ “ก่อนที่ท่านจะจากไปเรามีเรื่องให้ช่วย” พระเทวทัตกล่าว “เรื่องอะไรหรือท่าน” “เราขอให้ท่านช่วยเปิดเผยเรื่องราวของเรา ณ ที่นี่ ให้ชนทั้งหลายได้รับรู้ด้วย เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้ชนทั้งหลาย ตลอดไปถึงฝ่ายนักบวชว่าอย่าประพฤติชั่ว ที่ผิดไปแล้วให้แล้วไป กลับตัวกลับใจประพฤติให้ถูกให้ตรงทั้งโลกและธรรม ความเห็นผิดย่อมนำไปสู่ความย่อยยับ ความเห็นถูกนำพาไปสู่ชัยชนะ ทั้งภายในและภายนอกกรรมคือการกระทำให้ผลทั้ง ๒ ฝ่ายมีผลเป็นสุขหรือทุกข์ ขึ้นอยู่ที่เหตุที่กระทำ ให้ดูเราเป็นตัวอย่าง อีกเรื่องการบุญกุศลใดๆก็ตามที่ท่านจักพึงกระทำในกาลนี้หรือกาลใดๆต่อไปเราขอมีส่วนร่วมในกุศลกรรมเหล่านั้นด้วย ท่านจะให้เราได้มั้ย” “ได้สิท่าน กระผมจะนำเรื่องราวของท่าน ณ ที่แห่งนี้ไปบอกแก่ชาวโลกเมื่อถึงเวลาอันควร และจะอุทิศความดีมายังท่าน และเสมอเหมือนว่าท่านได้ร่วมในการประกอบกุศลกรรมอันดีไปพร้อมกับกระผมไปตลอด” “สาธุ สาธุ สาธุ ขอบคุณในความเมตตาของท่านมากๆเลยนะ

thxby126847Ting_60, Siripat_Jantarmonkol
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 พฤษภาคม 2015, 13:48:42 PM โดย ศิลปัญณกวีย์ » บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
ปรมาจารย์
*****

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 05 สิงหาคม 2011, 18:35:27 PM »

พระเทวทัตกล่าวขอบคุณผู้เขียน ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มมีความหวัง ไม่น่าเชื่อใช่หรือเปล่าครับ ท่านผู้อ่านทั้งหลาย ว่าสัตว์นรกตนหนึ่งที่ต้องตกระกำลำบากรับชะตากรรม จากผลกรรมของตนที่ได้กระทำกรรมอันที่เรียกว่า อนันตริยกรรมไว้ จักอยู่กับความลำบากของตนอย่างไม่สะทกสะท้านและมีจิตใจที่เข้มแข็งและมีความหวัง กับผลบุญที่ได้ถวายคางเพื่อบูชาในพระพุทธเจ้า จนได้รับพุทธพยากรณ์ว่า ต่อไปในภายภาคหน้าพระเทวทัตผู้นี้จักได้อุบัติเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ในชาติสุดท้าย นับว่าพระเทวทัตเองก็มีหัวใจแห่งยอดคนที่ไม่ย่อท้อ กล้าเผชิญโชคชะตาของตน แล้วท่านผู้อ่านหล่ะครับมีหัวใจอย่างไร “ถึงเวลาที่กระผมต้องกลับแล้ว”

ผู้เขียนบอกกับพระเทวทัต “ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ ขอพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ จงอำนวยพรแก่ท่าน” พระเทวทัตกล่าวและผู้เขียนกล่าวต่อ “กระผมก็ขอให้ท่านพึงรักษาจิตของตนให้อยู่ในความไม่ประมาทตลอดไป” ผู้เขียนออกจากสถานที่นั้นที่ที่มีแต่ความมืดมิด กลับมาสู่สภาวะปกติในเวลาไม่นาน พร้อมทั้งระลึกเรื่องราวที่ไปประสบมาตลอดจนระลึกถึงท่านพระเทวทัตพระภิกษุผู้ได้ชื่อว่าชั่วร้ายที่สุดในศาสนานี้ ด้วยความสงสาร พร้อมทั้งระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ท่านผู้อ่านทั้งหลายครับ วันนี้คนที่จะทำอนันตริกรรมที่จะเทียบเท่าพระทวทัตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าไม่มีแล้ว แต่บาปที่ชื่อว่าอนันตริยกรรมยังมีอยู่อีก ๔ ข้อนะครับ คือ ฆ่ามารดา๑ ฆ่าบิดา๑ ฆ่าพระอรหันต์๑ ทำสังฆเภท๑ ยังมีอยู่ ขอฝากท่านผู้อ่านทั้งหลายว่า อย่าได้หลงไปกระทำเด็ดขาดนะครับ ถ้าหลงไปทำแล้วอาจจะไม่โชคดีอย่างพระเทวทัตก็ได้ คนที่เดือดร้อนที่สุดอย่างพระเทวทัตตอนนี้ยังมีใจต่อสู้ แล้วท่านผู้อ่านที่คิดว่าตัวเองลำบากเหมือนตกนรกคิดท้อแท้สิ้นหวังกับอุปสรรค ขอให้คิดใหม่ผู้เขียนคิดว่าคงไม่มีใครลำบากเท่าพระเทวทัตแล้วหล่ะในเวลาอย่างนี้ ฉะนั้นอย่าท้อแท้สิ้นหวังนะครับตราบใดที่เรายังมีความหวัง สักวันหนึ่งชัยชนะจักเป็นของเราท่านทั้งหลายเองนะครับ



ไว้พบกันใหม่ในเรื่องผีตัวที่ 21...โปรดติดตามกันต่อไป...

ขอขอบคุณท่านเจโต สำหรับเรื่องราว…ที่นำมาเล่าถ่ายทอดเพื่อเป็นวิทยาทาน

thxby126848Ting_60, Siripat_Jantarmonkol
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 กันยายน 2016, 09:06:02 AM โดย กระเบนท้องน้ำ » บันทึกการเข้า
Siripat_Jantarmonkol
แฟนพันธุ์แท้
*

1901
ออฟไลน์ ออฟไลน์


ตอบกระทู้: 3098
สมาชิกลำดับที่: 982

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 45 : Exp 29%
HP: 0%


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 03 กุมภาพันธ์ 2012, 14:55:00 PM »

ยังมีคนอ่านและคอยยยยยอยยยยู่นะครับบบ

 

อ.อ้อออออ

thxby128119กระเบนท้องน้ำ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: