คุยกับผีตัวที่ ๑๘ แปดนาคบาล ,แปดนางฟ้าสรงสนาน กับ ๑ ยอดพระอรหันต์แห่งยุค
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
Share this topic on FacebookShare this topic on MySpaceShare this topic on TwitterShare this topic on GoogleShare this topic on
ผู้เขียน หัวข้อ: คุยกับผีตัวที่ ๑๘ แปดนาคบาล ,แปดนางฟ้าสรงสนาน กับ ๑ ยอดพระอรหันต์แห่งยุค  (อ่าน 2193 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กระเบนท้องน้ำ
ปรมาจารย์
*****

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« เมื่อ: 03 มกราคม 2011, 16:36:48 PM »

ขอเริ่มด้วยคำว่า “สวัสดีปีใหม่ปี ๒๕๕๔” กับท่านผู้อ่านทุกท่าน สำหรับเรื่องเล่าต่อไปนี้ก็เป็นประสบการณ์ทางจิตอีกครั้งที่เกิดขึ้นกับผู้เขียน ต้องยอมรับว่าสมัยหนึ่งนั้น ผู้เขียนเองก็มีความมุ่งหวังแสวงหาผู้รู้และทางพ้นทุกข์ แต่ต่างกับคนส่วนใหญ่ที่มักจะไปพบไปหาครูบาอาจารย์ที่มีชื่อเสียงและเฝ้าสวดอ้อนวอนขอให้ตัวเองพ้นทุกข์แต่พฤติกรรมในการดำเนินชีวิตกลับตรงกันข้ามกับทางพ้นทุกข์ คนส่วนใหญ่มักพูดคำเดียวกันว่า อยากนิพพาน เพราะเบื่อโน่นเบื่อนี่เบื่อนั่น ไม่ชอบไอ้นี่ไอ้ อยากนิพพาน อยากเป็นพระอรหันต์ และต้องเอาในชาตินี้ให้ได้ด้วยใครพูดขัดอะไรก็เคืองและหาว่าไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจ แต่ในขณะที่อยากเป็นพระอรหันต์ก็อยากรวย อยากเป็นเศรษฐี อยากมีชื่อเสียง อยากสวย อยากหล่อ อยากต่างๆนาๆไปด้วย แล้วมันจะเป็นได้อย่างไรมันคนละทางกัน ที่พูดมานี่ก็ประกอบไปด้วยตัณหา ๓ เต็มๆ โดยไม่รู้ตัว ก็ตัณหา ๓ ประกอบไปด้วยอะไร ก็ประกอบไปด้วย ๑.กามตัณหา ความปรารถนาในกามคุณ ๕ อยากสวยอยากหล่อชอบคนสวยชอบคนหล่อชอบเพศตรงข้าม อยากมีเนื้อคู่ อยากเจอเนื้อคู่ อยากมีคนรัก อยากมีกิ๊ก

อันเป็นต้นเหตุแห่งอารมณ์รักๆใคร่ๆ ต้องการความสุขอันเกิดมาจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ใคร่ ทั้งหลาย แต่อยากเป็นพระอรหันต์แต่หยุดให้ตัวเองไม่สวยไม่หล่อไม่ได้ ต้องตกแต่งเครื่องประดับประดาเพื่อความสวยความหล่อกันใหญ่ สร้อย แหวน นาฬิกา ซึ่งเหล่านี้ยิ่งเป็นไปตามฐานะด้วยยิ่งรวยยิ่งประดับมาก และมักมีจิตคิดว่าของข้าดีและมีราคากว่าคนอื่น ขณะไปพบครูบาอาจารย์ก็แสดงความอยากเป็นพระอรหันต์กันเต็มที่ แต่ก็ยังไม่เลิกที่จะห่วงสวยห่วงหล่อกัน ไม่เลิกห่วง หวงทรัพย์สมบัติกันเลยแม้แต่น้อย แล้วจะไปได้ยังไง นี่แหละกามตัณหา ๒.ภวตัณหา ความอยากที่ไม่จบไม่สิ้น อยากรวย อยากเป็นเศรษฐี อยากมีรถป้ายแดง อยากมีโทรศัพท์มือถือที่ทันสมัย อยากได้ BB อยากได้คอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คและต้องเอาที่ดีที่สุด ต้องเป็นหนี้ต้องผ่อนก็ต้องเอาให้ได้ เพื่อความมีหน้ามีตา อยากมีบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ๆ อยากมีคอนโดหรูๆ อยากโน่นอยากนี่อยากนั่น อยากไปหมด ไปหาครูบาอาจารย์พูดคุยเรื่องอยากเป็นพระอรหันต์ฟุ้งแต่ในมือถือโทรศัพท์ที่มีราคาแพงกันไม่ยอมปล่อย ไม่กล้าวางไว้ที่ไหนเลยกลัวหาย บางคนต้องขับรถหรูที่สุดไปเพื่ออวดว่าข้านี่รวย

และที่สำคัญคือที่ไปหาครูบาอาจารย์โดยเฉพาะที่มีชื่อเสียงก็เพราะ อยากได้บุญเยอะๆจะได้รวยๆ มันใช่ที่ไหน นี่เรียกว่า ภวตัณหาทั้งนั้น ๓.วิภวตัณหา ความไม่อยากแบบไม่จบไม่สิ้น ไม่อยากจน ไม่อยากให้คนอื่นดูถูก ไม่อยากแพ้ ไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า ไม่อยากเป็นลูกจ้าง ไม่อยากมีแฟนไม่ดี ไม่อยากใช้รถเก่า ไม่อยากใช้มือถือเก่าตกรุ่น ไม่อยากอยู่บ้านเก่าๆๆ ไม่ชอบคนโน้น ไม่ชอบคนนั้น ไม่ชอบนักการเมืองนั่น ไม่ชอบอาจารย์นั่นอาจารย์นี่ ไม่อยากเจอคนนั้นคนนี้ ไม่อยากกินนั่นไม่อยากกินนี่ ไม่อยากมีภรรยาสามีอย่างนั้นอย่างนี้ และไม่อยากอีกมากมาย ก็เป็นวิภวตัณหาทั้งนั้น ก็เลยหลงทางกันไปหมด ระวังกันให้ดีนะพวกที่อยากนิพพานอยากเป็นพระอรหันต์ ได้แต่อยากแต่ไม่ประพฤติปฏิบัติไปให้ถูกตรงตามทางสายกลางแห่ง มรรคอันมีองค์อยู่ ๘ ประการเท่านั้น อันประกอบด้วย สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จึงจะไปได้ ไปด้วยทางอื่น ไปไม่ได้นะ ไม่ลดไม่ละไม่เลิกเสีย ก็อาจจะต้องไปอยู่บนพานให้นายนิริยะบาลทั้งหลายเชือดนะจะหาว่าไม่เตือน ฉะนั้นถ้าอยากเป็นพระอรหันต์ต้องเดินทางนี้ทางเดียว ไม่ใช่ทางสะสมอะไรทั้งสิ้น พระอรหันต์หรือผู้ที่จะปฏิบัติเพื่อที่สุดคือพระอรหันต์ ท่านไม่ได้คิดสะสมอะไรแล้ว เมื่อท่านเหล่านั้นไม่สะสม ท่านจึงไม่เหลืออะไรท่านจึงหมดสิ้นทุกอย่าง ไม่เหลืออะไรให้ต้องห่วงใยกันอีก มันก็หมดก็จบก็เท่านั้น ที่ยังไม่หมดก็คือร่างกายที่ยังไม่สิ้นอายุไขต้องรอไปตามเวลาก็เท่านั้น เมื่อยังต้องอยู่ก็แค่ทำที่เหลืออยู่ให้มีสาระต่อเพื่อนร่วม โลกก็เท่านั้น เท่านี้เอง เริ่มมาก็เกริ่นเรื่องพระอรหันต์มาซะยาว กลับมาเข้าเรื่องราวที่จะเล่าให้ฟังเรื่องต่อไปกันเลยดีกว่า.

ครั้งหนึ่งเมื่อประมาณ ๖-๗ ปีที่แล้ว ผู้เขียนได้มีโอกาสเรียกว่าตั้งใจหาโอกาสไปเลยก็ว่าได้ ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพเท่าไหร่นักเป็นวัดที่มีเจดีย์บรรจุพระธาตุของพระอรหันต์ที่มีชื่อเสียงมากแห่งยุคองค์หนึ่ง ถ้าเอ่ยชื่อพระอรหันต์รูปนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนต้องรู้จักอย่างแน่นอน แต่ผู้เขียนจะไม่เอ่ยชื่อพระอรหันต์รูปนั้นก็แล้วกัน เป็นอันว่าผู้เขียนตั้งใจไปที่วัดแห่งนั้นตามความตั้งใจของตัวเอง เพื่อไปกราบพระธาตุของพระอรหันต์รูปนั้น เมื่อผู้เขียนไปถึง ก็ได้เข้าไปในเจดีย์ด้านใน ที่ทางวัดได้สร้างไว้ให้ สาธุชนได้เข้าไปกราบไหว้พระธาตุที่บรรจุอยู่ด้านบนยอดเจดีย์ ส่วนที่เป็นโถงด้านล่างที่เปิดให้เข้าไป เป็นรูปหล่อรูปเหมือนของพระอรหันต์รูปนั้น ให้ได้กราบไหว้เป็นสิริมงคลกัน และยังใช้บริเวณโถงที่กล่าวมานั้นเป็นที่สำหรับทำวัตร ของพระและผู้มาปฏิบัติธรรมกันด้วย เป็นเจดีย์ที่สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหมด ภายในโถงจึงไม่ร้อน ไม่อึดอัด กลับเย็นสบาย ประตูหน้าต่างรอบทิศ เอาเป็นว่าผู้เขียนชอบเพราะเป็นที่ที่เหมาะแก่การเจริญพระกรรมฐานอีกที่หนึ่ง และได้อยู่ใกล้กับพระอัฐิธาตุของพระอรหันต์ด้วย ยิ่งทำให้รู้สึกถึงพลังแห่งความดีงามอยู่รายรอบบริเวณนั้น

หลังจากที่ผู้เขียนได้กราบพระสวดมนต์ และทำประทักษิณเดินเวียนขวารอบเจดีย์ด้านในจนครบ ๙ รอบ เพื่อระลึกถึงคุณ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์แล้ว ก็ได้หามุมสงบ เพื่อนั่งทำสมาธิต่อตั้งใจว่าจะทำอยู่ประมาณ สักครึ่งชั่วโมง และตั้งใจว่าการเข้าสมาธิในครั้งนี้จะขอพบพระอรหันต์รูปนี้ให้ได้เพื่อจะขอถามข้อธรรมที่ท่านใช้จนท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพื่อเป็นแนวทาง แก่ผู้เขียนที่ตั้งใจแสวงหาหนทางนั้นเหมือนกัน ผู้เขียนเข้าสมาธิ พร้อมกับความปรารถนาที่จะพบกับพระอรหันต์รูปดังกล่าว เมื่อจิตของผู้เขียนสู่สภาวะแห่งฌาน สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือ ภาพแห่งพระสถูปเจดีย์ที่มีลักษณะคล้ายกันกับเจดีย์ที่ ผู้เขียนนั่งกรรมฐานอยู่ แต่ต่างกันตรงที่วิจิตรพิสดารมากกว่าหลายเท่านัก แต่นั่นยังไม่สร้างความประหลาดใจให้ผู้เขียนเท่ากับที่ตอนนี้ตรงหน้าของผู้เขียน ปรากฏภาพแห่งพญานาคราชที่มีขนาดมหึมา กำลังแยกเขี้ยวทั้ง ๔ ด้วยหมายใจจะขู่หรือจะประหารผู้เขียนให้ตายไปในคราวนนั้นที่บังอาจบุกรุกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ อันเป็นที่พำนักแห่งองค์พระอรหันต์ ซึ่งถ้าจะบรรยายขนาดให้ท่านผู้อ่านได้เห็นก็พิจารณาเอาก็แล้วกันว่าพญานาคราชนั้นตัวใหญ่เพียงใด โดยลำพังเฉพาะแค่เพียงเขี้ยวทั้ง ๔ ที่ มุมปาก ที่พญานาคราชนั้นอ้าออกหมายจะฉกขย้ำผู้เขียนให้จมเขี้ยวนั้น มีความยาวเขี้ยวที่สูงกว่าผู้เขียนประมาณ ๒ เท่า ผู้เขียนสูง ๑๘๐ เซนติเมตร

ท่านผู้อ่านคิดเอาเองเถอะว่าเขี้ยวนั้นยาวเท่าไหร่ แล้วลองประมาณขนาดของหัวและลำตัวของพญานาคราชนี้กันเอาเองเถิด เรียกว่าทำเอาผู้เขียนสะท้านไปเหมือนกัน แต่ด้วยจิตที่ฝึกมาดีพอสมควรที่ไม่เคยหวาดหวั่นต่อความตาย ความมีศรัทธาในศีล สมาธิ ปัญญา ที่ตนเองได้สั่งสมอบรมมา จึงทำให้ผู้เขียนไม่มีความหวาดกลัวเลย พญานาคราชนั้นหาได้เพียงแค่แยกเขี้ยวยิงฟันแต่อย่างเดียวก็ไม่ใช่ ยังคำรามแผดเสียงดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ลมพายุโหมกระหน่ำใส่ผู้เขียนปานว่าจะให้ลอยกระเด็นไปไกลๆ แต่ลมนั้นก็ไม่อาจพัดพาหรือทำให้ร่างกายผู้เขียนขยับแม้แต่น้อย ยังคงนั่นนิ่งดูฤทธานุภาพแห่งพญานาคราชนั้นสำแดงออกมา ทั้งสะบัดหัวหางไปมาให้ดูน่ากลัว ผู้เขียนก็ไม่สะทกสะท้าน ต่ออาการแห่งนาคนั้น เมื่อพญานาคนั้นเริ่มรู้สึกว่าไม่สามารถจะทำให้ผู้เขียนหวาดกลัวได้ จึงแผดเสียงแล้วพูดขึ้นว่า “เจ้าจงกลับไปเสีย ที่นี่ไม่ต้อนรับพวกกายหยาบ สกปรก เหม็นสาบ ที่นี่เป็นแดนทิพย์อันหมดจด พวกมนุษย์มีใจบาปหยาบช้า จงกลับออกไป” ผู้เขียนยังคงนิ่ง พญานาคราชนั้นพูดต่อว่า “ถ้าไม่เชื่อจะกัดให้จมเขี้ยวตายไปเลย” พูดพร้อมกับเงื้อเขี้ยวขึ้นด้วยอาการอ้าปากกว้างที่สุด ด้วยหมายใจว่าจะฝังลงที่ร่างของผู้เขียนจนสุดเขี้ยวหวังให้ผู้เขียนตายด้วยเขี้ยวอันใหญ่โตและแหลมคมนั้น ผู้เขียนก็ยังคงนิ่ง “พูดไม่รู้เรื่องหรือไง เจ้ามนุษย์เหม็นสาบ ไม่กลัวตายหรือ” ผู้เขียนจึงถามกลับไปว่า “ท่านพญานาคราชผู้เป็นใหญ่ ที่ท่านจะประหารเราให้ตายไปนี้ เพราะอะไร เพราะที่เราเป็นมนุษย์เท่านั้นเองหรือ” พญานาคราชนั้นไม่ตอบกลับขู่และคำรามหนักขึ้น เมื่อผู้เขียนถามออกไป ส่วนผู้เขียนก็ถามต่อไปว่า “ที่ท่านว่ามนุษย์มีกายหยาบตัวเหม็นสาบ สกปรกนั้น

ท่านก็คงใช้แต่ตาเนื้อของท่านมองละสิ มนุษย์ทุกผู้ทุกนามล้วนมีกายทิพย์หรือกายละเอียด ที่ชาวเราเรียกว่าจิตด้วยกันทั้งสิ้น แต่ก็อีกนั่นแหละไม่เพียงแต่กายหยาบที่สกปรก กายทิพย์ของมนุษย์บางพวกที่ประกอบตัวมัวเมาอยู่ในความชั่วก็อาจจะสกปรกและเหม็นสาบเหมือนกัน แต่ในมนุษย์บางพวกแม้จะมีกายหยาบที่สกปรก เหม็นสาบจากเหงื่อไคล แต่กายละเอียดหรือกายทิพย์ กลับสะอาดสะอ้านและมีกลิ่นหอม มีรัศมีอันงดงาม กว่าเหล่าทวยเทพเทวา ที่มีแต่กายละเอียดแต่ยังประพฤติชั่วช้า บางพวกด้วยซ้ำ ท่านว่ามั้ย เพราะมนุษย์ที่มีกายละเอียดที่หอม และงดงามกว่าทวยเทพเหล่านั้น ได้อาศัยน้ำคือพระธรรม อันเกิดแด่องค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้ชำระสิ่งสกปรกที่หมักหมมอยู่ภายในจิตใจ ค่อยๆลดค่อยๆละค่อยๆคลาย กำหนัดความชั่วทั้งหลายลงตามลำดับ จนมนุษย์บางพวกเหล่านั้น บังเกิด อิทธิปาฏิหาริย์ ตลอดจนอภิญญาทั้งหลาย ก็ต้องอาศัยกายละเอียดหรือกายทิพย์หรือจิตที่สะอาดนี้ จึงจะบังเกิดสิ่งเหล่านั้นขึ้นได้ นั่นหมายความว่า กายละเอียดหรือกายทิพย์หรือจิตของพวกเขาย่อมมีความสะอาดกันอย่างแน่นอน แต่จะสะอาดกันแค่ไหนนั้นก็สุดแท้แต่ความเพียรแต่ละคนไป และท่านพญานาคราชหากท่านเข้าใจอย่างนี้แล้วท่านลองดูเถิด ลองใช้ตาในของท่านเพ่งพิจารณา ให้เห็นเข้าไปในกายละเอียดของเราดูเถิดว่าสกปรกเหม็นสาบอย่างที่ท่านคิดหรือไม่” ผู้เขียนท้าให้พญานาคราชนั้นพิสูจน์ดู และพูดต่อไปว่า “ถ้าท่าเห็นความสกปรก ในจิตของเราแล้วไซร้ เราจะยอมกลับไป” แล้วผู้เขียนก็ยังจิตให้บริสุทธิ์ เพื่อให้พญานาคราชนั้นเห็นกายทิพย์อันละเอียดด้วยกำลังสมาธิ พญานาคราชนั้นเมื่อได้ยินและได้เห็นความจริงดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ท่านผู้มีกายทิพย์ ท่านสะอาดตามที่ท่านพูด เราต้องขอโทษท่านด้วย แต่เราก็ยังให้ท่านเข้าไปไม่ได้เพราะเป็นหน้าที่เราที่จะไม่ยอมให้ใครก็ตามเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต” “ให้เข้ามาเถิด พญานาคราช จิตเขาสะอาดพอที่จะเข้าแดนนี้ได้ เมื่อเขาอยากจะพบเรา ก็ให้เขาเข้ามา เราอนุญาต” เสียงที่ดังขึ้นมาบอกให้ผู้เขียนเข้าไปได้นั้น เป็นเสียงทรงพลัง และเป็นเสียงที่บ่งบอกให้รู้ว่าผู้พูดนั้นเป็นผู้มีอายุ และมีน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตา สิ้นเสียงนั้นพญานาคราชก็ถอยไปยังที่ที่ตนมา นั่นคือหน้าประตูทางเข้าซึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าไม่ใกล้ไม่ไกลจากผู้เขียนเท่าไหร่ และยังปรากฏพญานาคราช ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าทวารบาลทั้งสิ้น ๘ ตน ซึ่งทั้ง ๘ ตนนั้นได้เนรมิตกายเป็นพญานาคราชที่มีรูปร่างใหญ่โต เหมือนตนแรกทั้งสิ้นแสดงความน่าเกรงขามแห่งนาคบาลที่ยากที่จะมีใครบุกรุกผ่านเข้าไปในแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ง่ายๆ คงต้องรบกันจนตายไปข้างหนึ่ง เมื่อพญานาคราชถอยไปก่อนที่ผู้เขียนจะก้าวเท้าล่วงเข้าไปในแดนนั้นก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณและกล่าวชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถของพญานาคราชทั้ง ๘ ด้วยความจริงใจ นาคราชทั้ง ๘ น้อมเศียร ลงให้เป็นนัยว่ายอมรับเช่นกัน แล้วผู้เขียนก็เข้าไปในแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น ทางเข้าไปก็เป็นประตูใหญ่ แต่ข้างหน้ากลับไม่มีทางเดินแต่กลับเป็นสระบัวขนาดใหญ่ ที่มีน้ำใส ดูแล้วเย็นสบาย เห็นฝูงปลาแหวกว่าย ดอกบัวทิพย์เรียงรายงดงามรายรอบสระน้ำนั้น ในขณะที่ผู้เขียนกำลังเพลิดเพลินกับการชมความงามร่มรื่นของสระบัวในแดนทิพย์อยู่นั้น

ก็พลันได้ยินเสียงของสตรีดังขึ้น นางพูดว่า “ดูกร ท่านผู้มีกายหยาบ แดนนี้เป็นแดนกายทิพย์ หากท่านจะเข้าไปท่านจำต้องชำระล้างกายหยาบแห่งความเป็นมนุษย์ ของท่านเสียก่อน ท่านจึงจะเข้าไปได้” “เราต้องทำอย่างไรหรือ” ผู้เขียนถามตามเสียงนั่นโดยยังไม่ได้เห็นเจ้าของเสียง “พวกเราจะเป็นผู้ชำระและทำความสะอาดท่านเอง” ก็ปรากฏภาพแห่งนางสวรรค์ ๘ ตน ในชุดผ้าแพรบาง โปร่ง จนมองเห็นทรวดทรงองค์เอวทั่วเรือนร่างทุกสัดส่วน แต่ละนางงดงามเกินคำบรรยาย สตรีในโลกที่เคยเห็นมากมายที่ว่างดงามอย่างพวกนางงามทั้งหลายเทียบไม่ได้ นางสวรรค์เหล่านั้น ตรงเข้ามาที่ผู้เขียนแล้วถอดเสื้อผ้าที่ผู้เขียนสวมใส่ออกจนหมดไม่เหลืออะไรติดกายเลยแม้แต่ชิ้นเดียว แล้วก็พาผู้เขียนลงสู่สระบัวที่อยู่ตรงหน้า น้ำในสระบัวนั้นมีกลิ่นหอมมาก น้ำใสเย็น ในน้ำมีกลีบดอกไม้นานาพันธ์ ลอยอยู่ทั่วประดุจโปรยปรายมาจากฟากฟ้า นางสวรรค์ทั้งแปดทำการขัดถูตามร่างกายทุกสัดทุกส่วนของผู้เขียนอย่างไม่รังเกียจ อาจเป็นด้วยหน้าที่ของนาง ร่างกายของผู้เขียนสัมผัสกระทบกับร่างกายของนางสวรรค์ทั้ง ๘ ร่างกายของพวกนางนั้นนุ่ม ผิวละเอียดและมีกลิ่นหอมทุกนาง สัมผัสทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนตอนนี้นั้นเป็นสิ่งที่เกินคำบรรยาย และผู้เขียนไม่เคยคิดว่า ตัวเองจะได้มาเจอแบบนี้เลย แต่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มีอาการหรือปฏิกิริยาไปในทางชู้สาวหรือทางกามมารมย์เลยแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นสัมผัสแห่งการยอมรับความดีงามต่อกันและกันมากกว่า นี่แหละมั้งที่เขาเรียกว่าสัมผัสอันเป็นทิพย์ ของเหล่าเทวดานางฟ้าทั้งหลาย หลังจากอาบน้ำชำระกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางสวรรค์เหล่านั้นก็พาผู้เขียนขึ้นจากสระน้ำ แล้วแต่งองค์ทรงเครื่องผู้เขียน ชุดที่นางสวรรค์ได้นำมาสวมใส่ให้ผู้เขียนเป็นชุดทรงเทวดา ที่เทวดา ทั้งหลายสวมใส่กัน

จึงถามนางสวรรค์เหล่านั้นไปว่า “นี่นางฟ้า ทำไมท่านจึงให้เราสวมใส่ชุดนี้ นี่มันชุดเทวดานี่” “ใช่แล้วทายผู้มีกายทิพย์ ผู้มีกายทิพย์ย่อมเหมือนเทวดา ย่อมคู่ควรกับชุดเทวดา” นางไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ พูดอีกเพียงว่า “ท่านรอ ณ ที่นี้ก่อน พระอรหันต์ที่ท่านอยากพบ จะออกมาพบท่านอีกสักครู่”พูดแล้วพวกนางทั้ง ๘ ก็เดินหายจากไป ในขณะที่ผู้เขียนนั่งรอ อยู่นั้นก็ได้พิจารณาดูสิ่งต่างๆรอบตัว ซึ่งดูสงบราบเรียบ แต่มีความงดงามไปเสียทุกอย่าง อากาศเย็นสบาย และรู้สึกถึงความสุขในส่วนลึกของจิตอย่างบอกไม่ถูกว่าเพราะอะไร แต่ก็ไม่วายที่จะเก็บความรู้สึกสุขนั้นไว้นานๆ โดยขณะที่รอไม่ได้กังวลเรื่องเวลาเลย ไปเรื่อยๆ ท่านจะมาตอนไหนก็ตอนนั้น แต่ตอนนี้ขอสุขสงบไว้ก่อน ขณะคิดอะไรไปเพลินๆ ก็มีเสียงพูดขึ้นมาว่า “หลวงปู่มาแล้ว” แล้วปรากฏภาพดอกบัวขนาดใหญ่อยู่บนท้องฟ้า ค่อยๆลอยลงมา ลอยลงมา จนถึงพื้นที่ผู้เขียนยืนอยู่ ดอกบัวมีสีขาวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร มีลักษณะบานออก บนดอกบัวปรากฏรูปของพระภิกษุรูปหนึ่งนั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ ท่าทางสงบเย็นอย่างพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านยิ้มมุมปากเล็กน้อยให้ผู้เขียน พร้อมกับพูดขึ้นว่า “เจริญพร ท่านผู้มาเยือน” “นมัสการขอรับหลวงปู่” ผู้เขียนรับคำพร้อมก้มลงกราบ “ท่านอุตส่าห์มานะที่จะมาหาเรา มีธุระอะไรหรือ” หลวงปู่ถาม “ก่อนอื่น กระผมต้องขอประทานโทษที่มารบกวนองค์ท่าน แต่กระผมอยากรู้ธรรมบางอย่าง ชนิดที่พระภิกษุธรรมดา หรือแม้แต่พระอริยะที่ยังไม่ได้พระอรหันต์คงไม่สามารถจะให้ผมได้ ผมคิดว่ามีแต่ผู้ที่เป็นพระอรหันต์เท่านั้นจึงจะให้ธรรมนั้นได้ ผมจึงมาหาหลวงปู่” “แล้วเธอรู้ได้ไงว่าและมั่นใจได้ไงว่าเราเป็นพระอรหันต์” “จากหลักฐานคือพระอัฐิธาตุ และจากครูบาอาจารย์ลูกศิษย์ลูกหา และผู้เลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่ และที่สำคัญ จากสิ่งที่ประสบพบเจอมาเมื่อสักครู่ และจิตของกระผมที่ได้สัมผัสในเวลานี้” “เอาหล่ะ เข้าใจแล้ว เอาเถอะ มีอะไรสงสัยจะถามก็ถามมา ถ้าเป็นสาระไปสู่ความพ้นทุกข์ หลวงปู่จะบอกให้” “ไม่ถามอะไรหลวงปู่ให้มากความดอกขอรับ กระผมจะถามคำถามเดียวแค่ว่า หลวงปู่พิจารณาธรรมใด ก่อนที่จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ผมต้องการรู้แค่นี้แหละขอรับ”

ผู้เขียนถามคำถามที่อยากรู้ หลวงปู่ท่านยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดว่า “ดี สั้นและห้วนแต่ได้สาระดี ผู้ปรารถนาความพ้นทุกข์ไม่ถามมาก แต่ปฏิบัติมากกว่า เพราะถามมากยังไงก็ไม่เห็นถ้าไม่ปฏิบัติ แต่ปฏิบัติน้อยหรือมากขอให้ลงมือกระทำก็เห็นได้ ดีแล้วดีแล้ว สำหรับธรรมที่ปู่พิจารณาก่อนที่จะพ้นทุกข์ทั้งปวง เข้าสู่นิพพานอันเป็นยอดแห่งธรรม หลวงปู่พิจารณาว่า กายจิตดับ รูปนามสลาย กลับกลายเป็นธาตุ จำไว้ให้ดี พิจารณาแตกเมื่อไหร่ก็จะเข้าใจทุกอย่างได้เอง แค่นี้ใช่มั้ยที่ต้องการ” “ใช่ขอรับ กายจิตดับ รูปนามสลายกลับกลายเป็นธาตุ” ผู้เขียนทวนคำแห่งธรรมที่หลวงปู่ให้ไว้ “เราต้องไปแล้ว ขอให้เจ้าเจริญในธรรมยิ่งขึ้นไป เจริญพร” แล้วดอกบัวที่หลวงปู่นั่งมานั้นก็ค่อยๆลอยกลับขึ้นฟ้าไปและหายไปจากตาผู้เขียน ผู้เขียนได้แต่กราบขอบพระคุณหลวงปู่ท่านพร้อมกับน้ำตาแห่งความปิติที่ท่านทรงเมตตาให้ธรรมอันเป็นเอกเฉพาะของท่าน อย่างเปิดเผยไม่ปิดบังคงเพื่อเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับผู้แสวงหาความพ้นทุกข์ แล้วผู้เขียนก็กลับมาสู่สภาวะปกติ ที่ที่นั่งสมาธิ อยู่ก่อนหน้า แล้วกำหนดจิตถอนออกจากฌานจากสมาธิ สู่สภาพปกติ แล้วลุกขึ้นก้มลงกราบรูปเหมือนหลวงปู่ ด้วยใจอันเต็มไปด้วยปิติ และอดไม่ได้ที่จะนึกขอบคุณหลวงปู่ ที่เมตตาให้ยอดธรรมประจำองค์ มาให้ใช้ในการพิจารณา เพื่อหาหนทางออกจากทุกข์ของผู้เขียนต่อไป ท่านผู้อ่านทั้งหลาย สำหรับธรรม ที่หลวงปู่ท่านได้ให้ไว้ ที่ “กายจิตดับ รูปนามสลาย กลับกลายเป็นธาตุ” นี้นั้น นับเป็นธรรมที่มีประโยชน์มากอีกธรรม หนึ่งทีเดียว เมื่อใครสามารถพิจารณาจนแตกได้ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์มาก ลองเอาไปพิจารณากันก็แล้วกัน คิดว่าเป็นของขวัญจากผู้เขียน ก็คงจบเรื่องราวของผีตัวที่ ๑๘ แต่เพียงเท่านี้ เรื่องทั้งหมดที่ผู้เขียน ได้เขียนมาให้อ่านกันตั้งแต่คุยกับผีตัวที่ ๑ วันนี้ตัวที่ ๑๘ แล้ว ผู้เขียนหวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยต่อผู้ที่สนใจศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติ ในทางจิต และคงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ในท่านผู้สนใจในเรื่องราวเหนือธรรมชาติประเภทจิต วิญญาณ หรือผี ก็คงได้รับประโยชน์บ้างเช่นกัน







ไว้พบกันใหม่ในเรื่องผีตัวที่ 19...โปรดติดตามกันต่อไป...

ขอขอบคุณท่านเจโต สำหรับเรื่องราว…ที่นำมาเล่าถ่ายทอดเพื่อเป็นวิทยาทาน

thxby115598ผู้ดูแลบอร์ดหมายเลข 2
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 กันยายน 2016, 09:06:58 AM โดย กระเบนท้องน้ำ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: