คุยกับผีตัวที่ ๑๗ ผีติดอ่าง
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
Share this topic on FacebookShare this topic on MySpaceShare this topic on TwitterShare this topic on GoogleShare this topic on
ผู้เขียน หัวข้อ: คุยกับผีตัวที่ ๑๗ ผีติดอ่าง  (อ่าน 2062 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กระเบนท้องน้ำ
ปรมาจารย์
*****

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« เมื่อ: 03 มกราคม 2011, 16:28:59 PM »

เรื่องของผีตัวต่อไปนี้ เป็นเรื่องราวของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งในสมัยที่ยังมีชีวิตเคยทำงานอยู่ในบริษัทเดียวกันกับผู้เขียนแต่อยู่คนละแผนกและไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่แต่ก็เห็นหน้าคาดตากันทุกวัน เรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนร่วมงานคนนี้เป็นคนชอบเที่ยวมากๆโดยเฉพาะกลางคืนเรื่องบุญเรื่องบาปเรื่องความเชื่อทางศาสนาแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึง อาจจะไม่อยู่ในความคิดของเพื่อนคนนี้เลยก็เป็นได้ แต่อย่างที่บอกว่าไม่ค่อยสนิทกันเลยไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อที่ผู้เขียนรู้ก็เพราะผู้ตายได้เล่าให้ฟังตอนที่ได้ตายไปแล้ว อ่อ!เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมาประมาณ ๗ – ๘ ปีมาแล้ว แต่เท่าที่เห็นก็รู้สึกว่าน่าจะเป็นคนที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษสักเท่าไหร่เพราะรู้สึกจะกินเหล้าทุกวัน และเรื่องเที่ยวกลางคืน ก่อนที่เพี่อนร่วมงานของผู้เขียนจะสิ้นลมหายใจ ๓ วัน อันมีสาเหตุเนื่องมาจาก “มะเร็งในสมอง” ตอนนั้นเพื่อนคนนี้นอนอยู่ในห้อง ไอซียู ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง วันนั้นผู้เขียนได้ไปเยี่ยมตามธรรมเนียมของสังคมและความเป็นเพื่อนร่วมงาน ขณะที่ผู้เขียนกำลังขึ้นลิฟท์ไปมีความรู้สึกแปลกถึงความตายที่กำลังจะเกิดขึ้นมันแว่บขึ้นมาในใจ แต่ผู้เขียนก็คิดว่าคงคิดไปเอง

แต่พอถึงหน้าห้องขณะที่ผู้เขียนเปิดประตูเข้าไป ผู้เขียนได้เห็นใครคนหนึ่งซึ่งดูแล้วไม่ใช่คนธรรมดาอย่างเราๆ คือไม่ได้เป็นมนุษย์ แต่เป็นอะไรบางอย่างซึ่งมีพลังที่น่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากตัวของสิ่งนั้น ซึ่งรูปร่างใหญ่ ท่านผู้อ่านลองคิดดูสิว่าผู้เขียนสูง ๑๘๐ เซนติเมตร แต่สิ่งนั้นสูงใหญ่กว่าผู้เขียนอีก การแต่งตัวใส่ชุดสีดำคลุมทั้งตัว ใส่หมวกยอดแหลม มือข้างหนึ่งถือ ตะของ้าวอันใหญ่ น่ากลัวมาก ยืนอยู่ที่ปลายเตียงของเพื่อนคนนั้น ซึ่งในห้วงความคิดของผู้เขียนมันบอกผู้เขียนว่าสิ่งนี้คือ DEVIL (ปิศาจ) ตามที่ได้เคยเห็นในหนัง หรือในความเชื่อของศาสนาคริสต์ แล้วมันยังไงกัน เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับ DEVIL (ปิศาจ) ตามหลักความเชื่อของชาวคริสต์ หรือบางลัทธิจะกล่าวไว้ว่า เวลาคนชั่วจะตาย DEVIL (ปิศาจ)จะปรากฏตัวเพื่อมาฉุดกระชากวิญญาณบาปของคนที่ตายนั้นไปสู่นรกอเวจี นี่ก็คงเช่นกันมันทำให้ผู้เขียน รู้บางอย่างว่าการไปของเพื่อนคนนี้ต้องไม่ดีแน่ แต่มันเป็นยังไงกัน มันไม่มีข้อยกเว้นเลยหรือซึ่งในเวลานั้นจริงแล้วเพื่อนบางคนที่เรื่องเกี่ยวกับความสามารถพิเศษที่ผู้เขียนมีจะสามารถช่วยเพื่อนคนนี้ได้ และผู้เขียนในเวลานั้นก็คิดว่าตัวเองจะสามารถยื้อชีวิตเพื่อนคนนี้ได้ ทั้งทั้งที่สิ่งที่ได้เห็นนั้นทำให้ผู้เขียนรู้ว่า คงไม่มีทาง แต่ผู้เขียนก็คิดว่าลองเจรจากับ DEVIL (ปิศาจ) ตนนั้นดู ก่อนอื่นที่จะเล่าต่อไปมาสังเกตตรงนี้กันหน่อย เรื่องของภาษาพูด

สิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า DEVIL (ปิศาจ)นั้นแน่นอนไม่ได้เป็นคนไทยและคงไม่ได้ใช้ภาษาไทย เพราะเป็นสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความตายของศาสนาอื่น มี ศาสนาคริสต์เป็นต้น ถ้าDEVIL (ปิศาจ)พูดก็ควรจะพูดภาษาอังกฤษ ซึ่งผู้เขียนเอง แค่พอพูดได้งูๆปลาๆ snakeๆ fishๆ อะไรประมาณนั้น แต่คงไม่รู้เรื่องแน่เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นความตาย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น ไม่แน่ใจว่าเรื่องของภาษาของจิตวิญญาณ นี้ผู้เขียนได้เล่าไว้หรือยังว่า การสื่อสารในภพวิญญาณเค้าใช้ภาษาจิตคุยกัน ภาษาจิตไม่มีแบ่งชนชาติเชื้อชาติหรือศาสนาลัทธิใดๆเลยทั้งหมดใช้ภาษาเดียวกัน ดังนั้นผู้เขียนจึงสามารถสื่อสารกับ พวกที่เป็นจิต หรือ ผี หรือ วิญญาณ หรือ พวกต่างภพได้ ขณะที่ DEVIL(ปิศาจ) เองก็ใช้ภาษาจิตเช่นกัน ผู้เขียนจึงสามารถสื่อสารกันได้รู้เรื่อง ผู้เขียนได้ถาม DEVIL(ปิศาจ)ไปว่า “ท่านเป็นใคร”(ถามทางจิต)

ตอนนั้นผู้เขียนบอกเพื่อนคนอื่นว่าขอเวลาสงบใจสักครู่ DEVIL(ปิศาจ) ตอบว่า “เราคือDEVIL”“แล้วท่านมาที่นี่ทำไม”ผู้เขียนถาม “เราจะมาเอาชีวิตคนบาปไปอเวจี”“ท่านมีตัวตนจริงหรือ แล้วอยู่ที่ไหน”“เรามีตัวตน เราอาศัยอยู่ภายใต้ความไม่เชื่อเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ ไม่เชื่อเรื่องศาสนาและความดีงาม เราอยู่กับพวกดวงจิตที่หลงทาง เราจะฉุดพวกดวงจิตที่หลงทางลงสู่อเวจีและทรมานพวกมันให้สาสมกับความโง่ ความไม่เชื่อ และบาปที่มันได้กระทำกันเอาไว้” “เป็นหน้าที่ของท่านหรือ”“ไม่ใช่หน้าที่ เราไม่มีหน้าที่ แต่มันเป็นความต้องการของพวกคนบาป เราก็เหมือนเป็นพยานของคนบาปเหล่านั้น พูดง่ายๆเราคือความไม่เชื่อทั้งหลาย ดังนั้นพวกดวงจิตที่มีความไม่เชื่อในสิ่งที่เรียกว่า ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ พวกนี้จะต้องเจอกับเรา”“อ้าวแล้วบางศาสนา บางลัทธิ บางความเชื่อที่ไม่ถูกไม่เป็นความจริง แล้วมีคนเชื่อหล่ะ พวกเขาจะเป็นยังไง”“ถ้าความเชื่อนั้นมันผิดมันหลง ก็มีสิทธิ์เจอเรา”“แต่พวกเขาเชื่อตามหลักความเชื่อของศาสนา หรือลัทธิ ของเขาแล้วนี่”“โง่ ละสิไม่ว่า รู้ก็รู้ว่าความเชื่อนั้นมันผิด ก็ยังงมงายไปเชื่อ รู้ว่าเจ้าลัทธิ เจ้าศาสนา เจ้าความเชื่อนั้นสอนผิด ยังไปเชื่อ ก็ต้องสมน้ำหน้าพวกมัน”“แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าอันไหนของจริง”“เรื่องนี้ท่านเองย่อมรู้อยู่แก่ใจ รู้เห็นด้วยใจ ท่านย่อมตอบตัวท่านเองได้ว่าไหนของจริงหรือไม่จริง ด้วยกระคิดและการกระทำของตัวเอง มิใช่อาศัยฟังแต่อย่างเดียว เรียกได้ว่า ผู้รู้ย่อมรู้ได้เฉพาะตนเท่านั้น รู้ตรงนี้เมื่อไหร่ ก็แสดงว่ารู้ว่าอันไหนของจริง” ความจริงแล้วDEVIL

(ปิศาจ)นั้นพูดถูก ผู้เขียนย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ แต่ที่ถามก็เพราะอยากรู้จักDEVIL(ปิศาจ)มากขึ้น โดยเฉพาะความคิดของเขา จะเห็นความจริงว่าDEVIL(ปิศาจ)ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ปิศาจไม่ได้เป็นคนทำให้ใครไปสู่นรกอเวจีเลย และไม่สามารถทำได้ด้วย คนที่จะไปสู่นรกอเวจีก็เพราะการกระทำของตัวเองทั้งสิ้น DEVIL(ปิศาจ)นั้นเป็นเพียงสัญลักษณ์ของความมั่นใจว่าจะได้ไปเท่านั้น ท่านผู้อ่านทั้งหลายที่ยังคิดจะทำชั่วกันอยู่ ก็อย่าไปโทษDEVIL(ปิศาจ)เลยนะถ้าต้องลำบาก ลองดูตัวเองสิว่ากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าได้พบเจอกับDEVIL(ปิศาจ)ก็อย่าตกใจคิดว่าเค้าจะมาเอาชีวิตตัวเองเลย แต่จงรีบบอกตัวเองว่า กำลังทำอะไรอยู่ยังพอแก้ไขทันหรือไม่ อย่าลืมว่าเค้าเป็นแค่พยานเท่านั้น ถ้าใครบังเอิญพบเค้ามาหาก็ให้รีบแก้ไขความประพฤติตัวเองเสียดีกว่า กลับเข้าเรื่องต่อดีกว่า “แล้วเพื่อนเราคนนี้หล่ะ จะเป็นอย่างไร พอผ่อนผันได้มั้ย ด้วยอำนาจของเรา”“อย่าเลย อย่าทำอย่างนั้นเลย ไม่มีประโยชน์ เวลาของเพื่อนท่านมันจบแล้ว นานพอดูแล้วกับบาปกรรมที่มันได้ทำไว้ ต่อให้เทวดาที่มีฤทธานุภาพเพียงใด ก็ไม่อาจหยุดยั้งไว้ได้ อย่าเสียเวลาเลย อีก ๒ วันก็จบ

ท่านค่อยไปดูว่าวิญญาณบาปดวงนี้จะไปรับกรรมที่ไหนเพื่อจะได้มาเล่าให้พวกดวงจิตที่โง่งมงาย ได้ฟัง และเพื่อให้พวกดวงจิตที่มีความดีงามมั่นใจในการกระทำความดีต่อไปในวันข้างหน้าเถิด น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า”“ถ้าท่านพูดอย่างนี้ เราก็คงไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ท่านจงทำงานของท่านต่อไปเถิด” แล้วผู้เขียนก็ออกจากความสงบพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วคงต้องปล่อยไปตามความเป็นจริง โดยที่ผู้เขียนได้แต่บอกกับเพื่อนคนอื่นว่า มันจบแล้วให้ทำใจเอาไว้ ในที่สุดก็ได้ข่าวจากนั้น ๒ วันว่าเพื่อนคนนี้ได้เสียชีวิตแล้วไปตั้งศพบำเพ็ญที่วัดหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี เรื่องราวต่อไปก็เป็นเรื่องราวที่ผู้เขียนจะต้องไปงานศพเพื่อนคนนี้ แล้วเพื่อนคนนี้จะเป็นอย่างไรมาติดตามอ่านกันต่อไป งานศพจัดมีขึ้นเพียงแค่ ๓ วันเท่านั้น เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจในสมัยปัจจุบัน ธรรมเนียมการจัดงานศพสมัยนี้จะจัดกันแบบประหยัดเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง สำหรับครอบครัวหาเช้ากินค่ำแล้ว งบประมาณในการจัดงานมีจำกัดจึงทำแบบประหยัดและเรียบง่ายขนาดว่าจัดงานแบบประหยัดและใช้เวลาแค่ ๓ วัน ผู้เขียนมั่นใจว่าค่าใช้จ่ายก็คงไม่พ้นหลักหมื่นเป็นแน่ หลักหมื่นสำหรับครอบครัวที่มีฐานะปานกลางไปถึงยากจนแล้วมันก็ไม่ใช่น้อยนะ ครอบครัวของเพื่อนร่วนงานคนนี้ก็เช่นกัน ก็ต้องจัดงานแบบประหยัดตามสภาวะที่จะทำได้ วันที่ผู้เขียนได้พูดคุยกับผู้ตายคือวันที่ ๒ ถ้าจำไม่ผิด วันนั้นเป็นวันที่ทางบริษัทเป็นเจ้าภาพงานศพด้วย เมื่อผู้เขียนไปงานศพก็ประมาณเวลา ๑ ทุ่มครึ่ง ก่อนเวลาพระสวดอภิธรรมครึ่งชั่วโมง หลังจากที่ได้พูดคุยทักทายกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นและญาติของผู้ตายแล้ว ผู้เขียนก็ขอตัวไปนั่ง พอได้เวลาพระสวดผู้เขียนก็ทำจิตให้สงบ และเรียกหาเพื่อนที่ตาย ซึ่งก็มารออยู่ใกล้ๆสักพักหนึ่งแล้ว ก็เริ่มการสนทนากันด้วยภาษาจิต ผู้เขียนถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง รู้ตัวหรือยังว่าตายแล้ว”ผู้ตายตอบว่า “ยังไม่แน่ใจ”“แน่ใจได้เลย คุณตายไปได้ ๒ วันแล้ว

ตอนนี้คุณเป็นผี หรือวิญญาณแล้ว”“แต่รู้สึกเหมือนยังไม่ตายเลย”“นั่นเป็นเพราะอำนาจแห่งสัญญาเก่ายังทำงาน ซึ่งจิตทุกดวงที่เพิ่งตายยังมีอยู่ จะพูดว่าเพิ่งตายก็ไม่ถูกซะทีเดียว รวมไปถึงพวกที่ตายนานแล้วแต่ยังไม่ยอมไปผุดไปเกิดก็มีเยอะ เพราะติดอยู่ในสัญญาเก่า ที่ยังไม่ยอมละทิ้ง จึงทำให้บางพวกต้องกลายเป็นจิตเร่ร่อนหรือพวกวิญญาณเร่ร่อน รอพบคนรู้จัก ที่รอคอย ซึ่งอาจต้องใช้เวลานานมาก” ( ดังที่มีในชาดกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เคยแสดงในเรื่องฝูงเปรตที่เคยเป็นพระญาติของพระเจ้าพิมพิสารที่ต้องรอคอยการมาปลดปล่อยจากทุกข์ที่ได้รับยาวนานถึง ๔ พุทธันดร คือ นานจนมีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นถึง ๔ พระองค์แล้ว ยังไม่ไปไหนไม่ได้ไปผุดไปเกิดจน มาถึงองค์ปัจจุบันคือพระพุทธเจ้าโคดมพระองค์ปัจจุบันนี้ที่เราชาวพุทธทั้งหลายบูชาอย่างสูงสุด เปรตเหล่านั้น ได้อาศัยผลบุญที่พระเจ้าพิมพิสารถวายแด่พระพุทธเจ้าแล้วอุทิศกุศลด้วยการกรวดน้ำอุทิศให้ ฝูงเปรตทั้งหลายจึงพ้นไปสู่ภพใหม่อันมีภพอันเป็นทิพย์เรียกสวรรค์และมนุษย์เป็นต้น นั่นเพราะอำนาจแห่งสัญญาเก่าและบาปที่ได้กระทำไว้ สัญญาคือความจำได้ทั้งหลายนั่นเอง เราจะได้ยินในหลักธรรมกันอยู่เสมอถ้าเป็นใฝ่ในธรรมก็คือ คำว่าขันธ์ ๕ ที่ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คำว่า สัญญาที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นก็คือ สัญญาที่อยู่ในขันธ์ ๕ นั่นเอง วันหลังถ้ามีโอกาส จะอธิบาย เรื่องขันธ์ ๕โดยละเอียดให้อ่านกัน) วันนี้ไปที่ ผีตัวนี้ก่อนดีกว่า “แล้วคุณรู้หรือยังว่าคุณจะไปอยู่ที่ไหน” ผู้เขียนถาม “ยังไม่รู้เลย” ผีตัวนั้นตอบ “แล้วคุณเคยลองคิดดูหรือเปล่าหล่ะว่า จะไปที่ไหน”“บอกตรงๆ มืดแปดด้านเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตายแล้วจะยังต้องอยู่ด้วยจิตแบบนี้

เพราะที่ผ่านมาเชื่อว่าตายแล้วก็แล้วกันไม่ต้องรับรู้อะไรแล้ว ที่ไหนได้ไม่เป็นอย่างที่คิดเลย”“โลกแห่งชิวิตหลังความตายนั้น มันกว้างใหญ่กว่าโลกมนุษย์มากมายหลายโกฏิเท่านัก ที่อยู่ที่ไปก็มีมากมาย มี โลกอบาย ๔ ภูมิ มีสวรรค์ ๖ ภูมิ มีพรหมโลก ๒๐ ภูมิ มีโลกอุดร(แดนนิพพานหรือโลกกุตรภูมิ) ๑ ภูมิ (โลกอุดร แปลความหมายง่ายๆว่า เหนือโลก คือที่อยู่ของผู้ที่เหนือโลก คือพวกพระอรหันต์ เพราะเป็นผู้เหนือโลก เมื่อดับขันธ์ไปจึงไปสถิตย์อยู่ที่โลกอุดร ทั้งสิ้น) และอีกหนึ่งคือ โลกมนุษย์ นั่นเอง ที่ที่คุณเพิ่งจากมาไงหล่ะ”“โอ้โห มันทำไมเยอะแยะมากมายจัง แล้วเราจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเราจะไปอยู่ที่ไหน”“ถ้าจะพูดกันจริงๆแล้ว ไม่มีทางรู้เลย ต้องปล่อยไปตามเวรตามกรรมกันเอง ดังนั้น จึงจิตวิญญาณทั้งหลายจึงคงต้องเวียนตายเวียนเกิดกันไม่จบไม่สิ้น แต่สิ่งทั้งหลายปวงย่อมมีหนทาง ทุกครั้งที่โลกมืดมนในเวลาอันเหมาะสมจึงมักบังเกิดบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ที่เราท่านทั้งหลายรู้จักและเรียกกันในนาม พระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ชี้ทางออกแก่ผู้เบื่อหน่ายการเวียนว่ายตายเกิด ผู้ใดไม่ว่าจะเป็น เทวดา มนุษย์ อินทร์ พรหม ถ้าเชื่อและตั้งใจเดินไปตามทางที่พระองค์ชี้บอกไว้ ผู้ใดเหล่านั้นก็ถึงความพ้นทุกข์ พ้นสภาพการเวียนว่ายตายเกิด พูดง่ายๆ จะรู้ได้ก็ต้องอาศัยและเชื่อในผู้รู้จริงที่ยัง ปรากฏมีอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเราเรียกพวกท่านเหล่านั้นว่า พระอรหันต์ นั่นเอง”“งั้นคุณคือพระอรหันต์หรือ”“ไม่ใช่ เราไม่ใช่พระอรหันต์แต่เพราะเราเชื่อและศึกษาตามคำชี้บอกหรือที่เรียกว่าคำสอนอย่างจริงจังในท่านผู้รู้ต่างหาก เราจึงมีโอกาสรู้อย่างนี้ และผู้ที่รู้แล้วเท่านั้นจึงจะสามารถกำหนดภพอันเป็นที่อยู่ของดวงจิตของตัวเองได้” “งั้นคุณก็รู้ที่ที่คุณจะไปอยู่ได้ใช่มั้ย” ผีเพื่อนผู้เขียนถาม “เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญตอนนี้คือเรื่องคุณจะไปอยู่ที่ไหนต่างหาก” ผู้เขียนตอบ “แล้วคุณรู้หรือเปล่าว่าผมจะไปอยู่ที่ไหน ถ้ารู้บอกผมหน่อย”“คุณอยากรู้จริงหรือ”“จริงสิ อยากรู้มากด้วย”“ถ้ารู้แล้วจะไม่กลัวหรือ”“ทำไมต้องกลัว มันน่ากลัวด้วยหรือ”“ถ้าผมเป็นคุณผมจะกลัวและกลัวมากๆด้วย” ผู้เขียนตอบอย่างนี่ทำให้ผีเพื่อนนั้นเกิดความกังวล อย่างเห็นได้ชัด “ถึงตอนนี้แล้วเป็นไงเป็นกันยังไงก็ต้องยอมรับไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ผีเพื่อนผู้เขียนพูดอย่างจริงจัง “ดี ถ้างั้นขอให้ตั้งใจฟังให้ดีก็แล้วกัน ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นกับคุณและที่ที่คุณไปอยู่นั้นมันสืบเนื่องมาจากการใช้ชีวิตของคุณffice:smarttags" />ตอนยังไม่ตาย ตอนที่ยังเป็นมนุษย์ ตอนนั้นคุณไม่มีศรัทธาในศาสนาและลัทธิความเชื่อ อันดีงามใดเลย คือไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ความกตัญญุต่อบุพพการี เรื่องการทำทาน การทำบุญใส่บาตรพระ ตรงกันข้ามกลับแสวงหาแต่ความสุขใส่ตัว กินเหล้า เที่ยวผู้หญิง โดยเฉพาะอาบ อบ นวด คุณมีความคิดว่า ทำบุญไปทำไม พวกหัวโล้นไม่ทำมาหากินเอง เอาเปรียบคนอื่น เรื่องอะไรจะให้ หรือบางโอกาสที่ทำก็จำใจทำแบบเสียไม่ได้ ไม่ทำกลัวอายเพื่อน เพื่อนเค้าทำกันก็เลยทำด้วยแค่นั้น แต่ในใจก็เสียดาย กลัวเงินไม่พอเอาไปเที่ยวสำมะเร เท เมา ใช่หรือเปล่า”ผู้เขียนถาม “ใช่ คุณรู้ได้ไง”“เรื่องที่ว่าเรารู้ได้ไงไม่ต้องถาม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็จงฟังต่อไปเถิด”

ผู้เขียนปรามในความอยากรู้นั้นพลางพูดต่อไปว่า “ทั้งหมดนั้นเป็นสาเหตุ ที่จะทำให้สิ่งที่คุณจะประสบพบเจอข้างหน้านั้นเป็นอย่างนี้ คุณจะไปเกิดในนรกอเวจีขุมกระทะทองแดง ที่ถูกต้มด้วยน้ำทองแดง ที่มีความร้อนมากกว่าน้ำเดือดในโลกนี้เป็น หมื่นเท่า คุณจะถูกต้มจนตายเพราะทนความร้อนไม่ไหว ตายตรงนั้นในกระทะนั้นแล้วก็ฟื้นขึ้นอยู่ในกระทะนั้น สลับกันไปมาอย่างนี้ นับครั้งไม่ถ้วน อย่างทรมาน คุณจะร้องโหยหวนจากความทุกข์ร้อนอย่างแสนสาหัส ร่างกายของคุณจะมีแต่ความเปื่อยยุ่ย อยู่ตลอดเวลา คุณจะหิวโหยเพราะไม่มีอะไรกิน รอบๆกระทะทองแดงที่คุณอยู่ จะมีแต่เปลวไฟบรรลัยกัลป์ ครุโชนร้อนระอุไปทั่วแดนนั้น คุณจะมองผู้ที่อยู่ในสภาพเดียวกันโหยหวนเหมือนกันอยู่เรียงรายดาษดื่น ที่ที่คุณอยู่ไม่เคยมืดมิดเลย จากเปลวไฟนรกที่ไม่มีวันดับ วันแล้ววันเล่า วันแล้ววันเล่า เป็นอยู่อย่างนั้นจนกว่าจะครบกำหนดโทษที่ได้รับ เมื่อถึงเวลาที่พ้นกำหนดโทษคุณยังต้องไปเสวยเศษกรรมของตัวเองอีกในภพแห่งเปรต คุณจะไปเกิดเป็นเปรตที่อดอยากและหิวโหยอีกยาวนานเพื่อชดใช้กรรมที่เคยได้ทำเอาไว้”“เอ่อ ที่คุณพูดมานี่ เป็นความจริงเหรอ”“ถูกแล้ว นี่คือหนทางที่จะไปแห่งวิถีของดวงจิตของคุณ ตามอำนาจแห่งบาปกรรมที่คุณได้เคยทำไว้”“ฮือ ฮือ โฮ โอ ทำไม ทำไม ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ ไม่น่าเลยไม่น่าทำแต่ความชั่วเลย สายไปแล้ว มันสายไปแล้ว ฮือฮือ แล้วคุณช่วยผมไม่ได้เลยหรือ”“เสียใจด้วย ผมไม่สามารถช่วยคุณได้ เพราะมันเป็นกฎธรรมชาติ ไม่ใครหรือผู้ใดฝืนกฎธรรมชาติได้”“แล้วอีกนานมั้ย ที่ผมจะต้องไปที่นั่น”“อีกไม่เกิน ๒ วัน เท่านั้นคุณจะต้องไปอยู่ที่นั้น”“ฮือ ฮือ ไม่น่าเชื่อเลย คิดว่าตอนเป็นมนุษย์ลำบากแล้วตอนตายยังต้องลำบากกว่าอีก คิดว่าตอนเป็นมนุษย์ต้องเจ็บปวดแล้ว ตอนตายต้องเจ็บปวดกว่าอีก ฮือ ฮือ จะไปโทษใคร ต้องโทษตัวเอง” ภาพแห่งความโศกเศร้าของผีเพื่อนร่วมงานที่รู้ชะตากรรมของตัวเองที่ผู้เขียนได้เห็นเวลานี้นั้นมันเป็นภาพอีกภาพหนึ่งที่ น่าสะเทือนใจมาก แต่ผู้เขียนจะทำอย่างไรได้ เพราะมันเป็นกฎของมัน ท่านผู้อ่านทั้งหลายบางทีถ้าเราไม่ต้องรับรู้ไม่ต้องเห็น อะไรแบบนี้ก็ดีไปอีกแบบ คงไม่ต้องรู้สึกอะไร หรือถ้าใครคิดว่าอยากเป็นเหมือนผู้เขียนบ้างก็ให้คิดซะใหม่ดีกว่า เพราะบางเรื่องบางอย่างไม่รู้จะดีกว่า แล้วผู้เขียนก็ได้อำลากับเพื่อนคนนั้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปตามทางของมัน และที่ผู้เขียนได้นำเรื่องของเพื่อนคนนี้มาเล่าให้ฟังก็เพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่ผู้อ่านทั้งหลายเพื่อประโยชน์ในโลกนี้และโลกหน้าของตัวท่านเอง บาปบุญคุณโทษ มันเป็นของจริง มันให้ผลจริงต่อผู้กระทำ

เพียงแต่ว่าช้าหรือเร็วเท่านั้น ดังนั้นคิดจะทำอะไรก็ตามถ้าสิ่งนั้นเป็นความชั่ว ก็ขอให้คิดเสียใหม่เพราะผู้ที่จะได้รับผลไม่ใช่ใครในที่สุดก็คือตัวผู้กระทำเองทั้งสิ้น อนุโมทนาในกุศลของท่านผู้ที่พยายามทำความดีอยู่อย่างสม่ำเสมอ และขออุทิศความดีนี้แก่บรรดาผีๆทั้งหลายที่ผู้เขียนได้เคยประสบพบเจอด้วย และอยากให้ช่วยกันเผยแพร่เรื่องราวเหล่านี้ให้คนในครอบครัว พ่อแม่พี่น้อง ญาติและเพื่อนๆรวมไปถึงคนที่ท่านผู้อ่านรักและห่วงใย อย่าไปคิดว่าเขาจะไม่เชื่อ แต่จงคิดว่าเราได้ทำสิ่งดีดีแล้ว เรื่องเชื่อไม่เชื่อไม่สามารถบังคับกันได้ แต่อย่างน้อยก็ได้ทำ เท่านี้ก็ได้ชื่อทำดีและให้สิ่งดีพร้อมความปรารถนาดีแก่คนที่เรารักแล้ว ต่อไปก็เป็นข่าวคราวสำหรับเรื่องการจัดอบรมการประพฤติปฏิบัติธรรม ครั้งที่ ๑ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ ๒๗-๒๘-๒๙ สิงหาคม ๕๓ และงานแจกทานข้าวสารแก่ผู้ยากไร้ ในวันที่ ๒๙ ที่จะจัดให้มีขึ้นที่อาศรมแห่งธรรม อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรีนั้น สำหรับผู้ที่สนใจช่วย ติดต่อกลับมายืนยันความตั้งใจกันอีกครั้งเพื่อสรุปจำนวนที่แน่นอน หรือจะร่วมบริจาคข้าวสารแก่ผู้ยากไร้ โทร.๐๘๖-๕๔๒๒๔๘๖ และหากใครที่จะไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้มีข้อสงสัยอะไรก็เก็บไปถามกันที่อาศรมก็แล้วกัน อ่อ!ถ้าเป็นไปได้ใครมีเต้นท์ที่พักเอาไปด้วยก็จะดี ก็คงต้องขอจบเรื่องราวของผีติดอ่างตัวที่ ๑๗ นี้ไว้แต่เพียงเท่านี







ไว้พบกันใหม่ในเรื่องผีตัวที่ 18...โปรดติดตามกันต่อไป...

ขอขอบคุณท่านเจโต สำหรับเรื่องราว…ที่นำมาเล่าถ่ายทอดเพื่อเป็นวิทยาทาน

thxby115597ผู้ดูแลบอร์ดหมายเลข 2
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 กันยายน 2016, 09:07:37 AM โดย กระเบนท้องน้ำ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: