วิบากกรรมของแม่ชี...
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
Share this topic on FacebookShare this topic on MySpaceShare this topic on TwitterShare this topic on GoogleShare this topic on
ผู้เขียน หัวข้อ: วิบากกรรมของแม่ชี...  (อ่าน 2864 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กระเบนท้องน้ำ
ปรมาจารย์
*****

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« เมื่อ: 28 กันยายน 2010, 13:00:49 PM »

...เป็นเรื่องวิบากกรรมของแม่ชีสมบุญ รัฐถาวร อายุ ๖๓ ปี อยู่ที่ ๙๗/๒ ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น


แม่ชีสมบุญเล่าเรื่องกฎแห่งกรรม หรือกรรมตามสนองตัวของแม่ชีเองให้ฟัง เพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจ และ อีกอย่างหนึ่งเพื่อเป็นการสารภาพบาปต่อเจ้ากรรมนายเวร เป็นการไถ่บาปที่ตนเองได้หลงไปกระทำกรรม ด้วยคิดไม่ถึงว่า บาปกรรมจะหนักหนามาจนทุกวันนี้

ในสมัยที่ยังไม่ได้ออกมาบวชเป็นชีนั้น ยังครองคู่อยู่กินฉันสามีภรรยา สามีรับราชการทหาร บ้านพักก็อยู่บ้าน พักของทางราชการ

ตอนนั้นอายุประมาณ ๔๐ กว่าปี ได้เลี้ยงสุนัขพลัดหลงเอาไว้ตัวหนึ่ง เพราะความเมตตาและสงสารมัน เป็นสุนัขตัวเมีย พอมันโตเป็นสาวก็ได้ผสมพันธุ์ ปีแรกนั้นก็ออกลูกมา ๗ ตัว พอปีต่อมาก็ออกลูกมาอีก ๙ ตัว พอลูกๆของมันโตขึ้นมา ก็ได้แจกจ่ายให้ผู้คนเขาเอาไปช่วยเลี้ยง โดยแถมเงินเป็นค่าเลี้ยงดูให้เขาอีกด้วย

ปีต่อมาแม่ก็คิดว่า มันคงจะผสมพันธุ์และออกลูกเป็นภาระอีกเป็นแน่ เลยปรึกษากันว่า เราควรไปตามหมอ สัตว์มาทำหมัน ให้กับสุนัขของเราเสียที

ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย แม่ก็ได้ไปตามหมอสัตว์มาเพื่อทำหมัน พอคุณหมอมาถึง ก็ได้จัดการฉีดยาสลบให้ กับสุนัขตัวนั้น สลบไปได้สักพัก หมอก็ได้ทำการผ่าท้อง

ในขณะที่คุณหมอผ่าท้องให้กับสุนัขตัวนั้นอยู่ แม่ก็ได้ไปยืนดูด้วย หมอก็ได้อธิบายว่า
"ดูนะหมอจะตัดท่อรังไข่ของมันออก หากตัดท่อรังไข่นี้แล้ว สุนัขตัวนี้ก็จะไม่สามารถมีลูกได้อีกเลย"

ความคิดของแม่ก็คิดว่า มันคงจะไม่บาปหรอก เพราะเราไม่ได้ฆ่ามันนี่

หลังจากที่หมอได้ตัดท่อรังไข่ของสุนัขตัวนั้นแล้ว ก็เย็บแผลจนเสร็จ แล้วรับเงินค่าทำหมัน จากนั้นคุณหมอ ก็ลาจากไป

แม่ได้มายืนดูสุนัขตัวนั้น สักพักใหญ่ๆมันถึงได้ฟื้น กระดุกกระดิกตัว สังเกตดูมันคงอยากจะรีบลุกขึ้นยืน เดิน เหมือนอย่างที่มันเคยทำมา แต่เพราะฤทธิ์ยาสลบ มันจึงลุกไม่ขึ้น แต่กระนั้นขาหลังของมันทั้งสองข้าง ก็ยังแข็งแรงอยู่ มันจึงพยายามเอาขาหลังตะกุยตะกายพื้นดิน แล้วดันไปข้างหน้า

พอขาหลังของมันดันไปข้างหน้า หัวของมันก็ไถตามพื้นดินไปทั่ว ทีนี้แม่ก็ยืนดูมัน สาเหตุที่ดูเพราะเมื่อคืนนี้ ฝนตก มีน้ำขังพื้นดินอยู่แถวๆนั้น กลัวจมูกของมันจะสำลักน้ำ ดูอยู่ไม่นานมันก็ฟื้น ลุกขึ้นเดินได้ทั้งสี่ขา พอ เห็นว่ามันปลอดภัยดีแล้ว แม่ก็เลิกดูมัน

ในขณะที่แม่ครองคู่อยู่กับสามีนั้น ไปจำศีลที่วัดทุกวันพระไม่เคยขาดเลย ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๓๒ แม่เลยขอ พ่อบ้านออกไปบวชชี สาเหตุเพราะจิตมันเชื่อเรื่องของบาปบุญ และน้อมใจศรัทธาในพระพุทธศาสนา

ไปบวชกับหลวงพ่อสมศรี สิริปัญโณ ที่วัดเขาถ้ำพระ บ้านห้วยหินฝน อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ บวชอยู่ ๙ วันก็สึกออกมา (ขอพ่อบ้านไปบวชได้ ๙ วัน) แล้วก็กลับมาทำหน้าที่เป็นแม่บ้านอยู่กับครอบครัว เพราะมี ลูก ๓ คนตอนนั้นเขายังเล็กอยู่

ปีพ.ศ. ๒๕๓๖ ขอสามีไปบวชอีกครั้ง เพราะติดใจในรสของพระธรรม พ่อบ้านก็ไม่ให้ไปเพราะเหตุผลว่า ลูก ยังเล็กอยู่ และแม่ก็ขาหักเพราะตกบันไดบ้าน(หมายถึงแม่ของแม่ชี) ต้องรับแม่มาเลี้ยงดูด้วย

คราวต่อมาก็ขอผู้เป็นพ่อบ้านเพื่อจะไปบวชอีก ขอทีไรพ่อบ้านก็ไม่ให้ไปสักที เลยรบเร้าขออยู่เรื่อยๆ ครั้งหลัง สุด...พ่อบ้านคงจะคิดว่า หักใจไปไม่ได้แน่ เพราะแม่ก็ขาหัก ช่วยตัวเองไม่ได้ ลูกๆก็ยังเล็กอยู่ พ่อบ้านเลยทำ เสียงอ่อน ตอนนั้นก็คิดไปเองว่า พ่อบ้านเขาอนุญาตเราแล้ว ถ้าไปต่อหน้าเขาคงจะไม่อนุญาตแน่ หากเรา หลบหนีไปคนเดียว ก็ห่วงแม่ของแม่ชีที่ขาหัก เลยคิดวางแผนว่า จะต้องเอาแม่ไปอยู่ด้วย

จากนั้นก็ได้แอบไปติดต่อรถ ให้มาขนของหนี ตอนที่พ่อบ้านออกไปซื้อกับข้าวที่ตลาด เหมารถให้ไปส่งที่วัด ซำถ้ำยาว บ้านดงเย็น อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น บวชเป็นชีครั้งที่ ๒ ที่วัดแห่งนี้ ในปี พ.ศ.๒๕๓๖

จนมาถึงปี พ.ศ.๒๕๔๐ กรรมและวิบากที่เคยทำเอาไว้ในอดีตก็ตามมาทัน วันหนึ่งไปขุดดินเพื่อปลูกต้นไม้ งัดก้อนหินก็ไม่ได้งัดแรงอะไร แต่มันรู้สึกเสียวแปล๊บตรงท้องน้อยใกล้ขาหนีบข้างขวา พอวันสองวันก็เกิดขา ขวาแข็งเดินก้าวขาไม่ได้ จนต้องเดินลากขา ต่อมาก็เริ่มเป็นตกขาว เพื่อนๆแนะนำให้ไปหาหมอ หมอเลยขอ ตรวจดูภายใน ตอนนั้นรู้สึกอายหมอมากเลย หมดค่ายาไป ๓,๐๐๐ บาท พอได้ยามากิน อาการเลยค่อยดี ขึ้นบ้าง

เลยคิดอยากจะไปแสวงหาครูอาจารย์ที่วัดกำแพง ฝั่งธนบุรี ไปศึกษาและปฏิบัติธรรมกับแม่ชีพิมพา อุ้มปรีชา ประมาณไม่ถึงอาทิตย์ก็เกิดแพ้กลิ่นยากันยุง รู้สึกเวียนศีรษะอย่างแรง

พอดีคุณวันเพ็ญและสามีชื่อนิรันดร์ ผลตระกูล ซึ่งเป็นญาติธรรมบ้านอยู่ใกล้วัด ได้เชิญชวนให้ไปพักอยู่ที่ บ้าน แม่ชีเลยตกลงไปพัก ภายในหนึ่งอาทิตย์ที่ได้ย้ายมาอยู่ ก็เกิดมีอาการเวียนศีรษะมากจนลุกไม่ขึ้น ได้ แต่นอนตะแคงอยู่ข้างเดียว จะพลิกตัวก็ไม่ได้ จะหันหน้าหันหลังก็ไม่ได้ มันรู้สึกวิงเวียนหัว บ้านนี้หมุนไป หมดเลย คงเหมือนสุนัขที่โดนยาสลบ แล้วฟื้นขึ้นมาใหม่ๆ อย่างไรก็อย่างนั้น

เพื่อนบ้านข้างเคียงคือ คุณถาดทิพย์ ผูกศรี และเพื่อนๆของเขาหลายคน ต่างก็พากันมาดูอาการป่วยของ แม่ชี เขามียาอะไรก็เอามาให้แม่ชีกัน แต่อาการป่วยของแม่ชีก็ไม่ดีขึ้นมาเลย พวกเขาเลยถามแม่ชีว่า "จะเอา อย่างไร จะไปโรงพยาบาลศิริราชไหม"

ตอนนั้นแม่ชีก็คิดถึงแต่บ้าน อยากจะกลับมาป่วยอยู่ที่บ้าน ไม่อยากให้คนอื่นเขาเป็นภาระ เลยบอกให้โทร.มาหาน้องสะใภ้ และพ่อบ้านที่ขอนแก่น พวกเขาก็เลยบอกว่า ให้เหมารถตู้กลับมาขอนแก่น

คุณวันเพ็ญเลยออกไปเหมารถตู้มาให้ พอแม่ชีรู้ว่ารถมาจอดรอแล้ว ตอนนั้นแม่ชีนอนอยู่บนบ้านชั้น ๒ ก็ เตรียมตัวจะลุกขึ้นเพื่อลงมาหารถ แต่ก็ลุกไม่ขึ้น พวกคุณวันเพ็ญและคุณถาดทิพย์ ตลอดจนคุณนิรันดร์ ต่างก็พากันมาห้อมล้อม พอเห็นแม่ชีลุกไม่ขึ้นต่างก็จะมาอุ้มเอาแม่ชีลงไปที่รถ แต่แม่ชีก็ส่ายหัว ใจหนึ่งก็ อยากจะให้เขาช่วยเหมือนกัน แต่ลึกๆมันก็เกรงใจเขา

ตอนนั้นเวียนหัวจนลืมตาไม่ขึ้น เลยไถตัวไปเอาขาตะกายออกมาจากห้อง มาตามพื้นบ้านเหมือนสุนัขตัวนั้น ตอนที่มันโดนยาสลบแล้วฟื้นมาใหม่ๆ เอาขาตะกายดินดันไปข้างหน้า

แม่ชีนอนตะแคงเอาขายันพื้นบ้าน ไถตัวจนมาถึงบันไดบ้าน พวกเขาคงจะแปลกใจในการกระทำของแม่ชี ในคราวนั้น แม่ชีนี้อายแสนอาย แต่พอถึงบันไดบ้านแล้ว กลับลุกขึ้นยืนและเดินได้ ราวกับว่าแม่ชีไม่เคยเป็น อะไรมาก่อนเลย

พอแม่ชีเดินมาถึงรถตู้ ก็ล้มตัวลงนอน แล้วก็รู้สึก วิงเวียนศีรษะเหมือนเดิม จากนั้นรถตู้พากลับมาถึงขอน แก่น พวกญาติๆของแม่ชีเลยพาไปหาหมอ ที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น รักษาเยียวยาอยู่หนึ่งคืน อาการก็ ค่อยยังชั่วขึ้น

ปัจจุบันนี้แม่ชีจำพรรษาอยู่ที่วัดมรรคสำราญ บ้านดอนย่านาง ต้องเที่ยวเข้าออกระหว่างวัดกับบ้านอยู่เสมอ เพราะหาสมุนไพรมาปรุงยารักษา เพื่อชดใช้โรคกรรมและวิบากที่เคยทำมาแต่กาลก่อน....



ขอขอบพระคุณที่่มา...เทพบุตร

thxby107195ผู้ดูแลบอร์ดหมายเลข 2, 9075
บันทึกการเข้า
9075
ศิษย์มีครู
**

35
ออฟไลน์ ออฟไลน์

ตอบกระทู้: 78
สมาชิกลำดับที่: 444

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 7 : Exp 13%
HP: 0%


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 23 พฤศจิกายน 2010, 17:04:21 PM »

ถึงน้องกระเบน..

น้องคงเคยอ่านหนังสือของ ดร.ปัญญา วรอุไร อดีตอ.มหาลัยเชียงใหม่  แต่งหนังสือมากมาย เช่น ทางสายเอกฯลฯ รวมทั้งบรรยายธรรมมากมาย....

ท่านเคยอธิบายไว้ว่า  อาชีพแพทย์พยาบาล นับเป็นอวิชชา การรักษาผู้ป่วยแต่ละครั้งเป็นการปิดกั้นการชดใช้กรรม ทำให้ตนเองต้องรับผลกระทบไปด้วย..

ตัวอย่างเรื่องแม่ชี...นำสุนัขไปทำหม้น แม่ชีต้องชดใช้กรรม (สัตวแพทย์คงโดนข้อหาทำร้ายวงจรการสืบพันธ์ ....ตกนรกขุมไหนก็ยังไม่ทราบ..)

ส่วนหมอที่ รพ.ศูนย์ขอนแก่น ก็จะได้รับผลกรรมข้างเคียงจากการรักษาแม่ชี....


เป็นวงจรอุบาทว์....    หากน้องกระเบนรู้แจ้งอย่างไร ช่วยขานไขด้วย..

thxby112616กระเบนท้องน้ำ, ผู้ดูแลบอร์ดหมายเลข 2
บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
ปรมาจารย์
*****

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 23 พฤศจิกายน 2010, 22:18:20 PM »

การรักษาผู้ป่วยแต่ละครั้งเป็นการปิดกั้นการชดใช้กรรม...(อาชีพแพทย์)...ไม่ใช่เสมอไปครับ
แต่ตรงกันข้ามการรักษาผู้ป่วยเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์...เพื่อให้เขาได้พ้นทุกขเวทนา...นับว่าเป็นบุญกุศลอย่างหนึ่ง
เพราะว่า....
บางโรคไม่ใช่โรคเวรโรคกรรมเสมอไป...อาจเป็นโรคเกี่ยวกับธาตุของร่างกายมนุษย์ซึ่งเกิดจาก
สภาวะไม่สมดุลของธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ของร่างกายมนุษย์ รวมทั้งระบบอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย ซึ่งแพทย์ได้ทำการรักษาและ
ช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์มามากต่อมากแล้ว

ส่วนโรคเวรโรคกรรมนั้น มักจะรักษายาก และไม่ค่อยจะหาย แต่หมอหรือแพทย์ที่ได้ทำการรักษาไปนั้น ไม่เป็นการปิดกั้นการชดใช้กรรมหรอกครับ
เพราะว่าแพทย์ทำไปตามหน้าที่ โดยหวังเพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่่อนมนุษย์ ตามจรรยาบรรณของแพทย์

ส่วนสัตวแพทย์ที่รับทำหมันสนุัขและสัตว์ชนิดต่างๆ ก็ทำไปตามหน้าที่ โดยไม่รู้ว่าเจ้าของที่พาสัตว์มาทำหมันนั้นพูดความจริงกับแพทย์หรือไม่ (เรื่องเหตุผลที่จะต้องทำหมัน)
ส่วนเรื่องวิบากกรรมนั้น สัตวแพทย์ได้รับผลแน่นอน รองจากเจ้าของสัตว์ที่นำมาทำหมัน แล้วพี่รองคิดดูซิว่าตลอดชีวิตของสัตวแพทย์คนหนึ่ง
วันๆนึง จะต้องทำหมันสัตว์ เช่น สุนัข แมว วันละกี่ครั้งและกี่ปีจนกว่าสัตวแพทย์คนนั้น จะเลิกจากอาชีพนี้ไปหรือสิ้นชีวิตไป


(เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของกระผม...ผิดถูกอย่างไรต้องกราบขออภัยด้วยนะครับผม)...สวัสดีครับ

thxby112638ผู้ดูแลบอร์ดหมายเลข 2, 9075
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: