คุยกับผี ตัวที่ 16 พระพิรุณเทวา
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
Share this topic on FacebookShare this topic on MySpaceShare this topic on TwitterShare this topic on GoogleShare this topic on
ผู้เขียน หัวข้อ: คุยกับผี ตัวที่ 16 พระพิรุณเทวา  (อ่าน 3284 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กระเบนท้องน้ำ
ปรมาจารย์
*****

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« เมื่อ: 05 สิงหาคม 2010, 19:52:57 PM »

สำหรับผีตัวที่นำมาเล่าให้ฟังต่อไปนี้ ถือว่าเป็นผีที่มีความสำคัญกับตัวผู้เขียนตนหนึ่งเลยทีเดียว เพราะด้านความสัมพันธ์นั้นท่านเป็นคุณลุงใหญ่ของผู้เขียนเอง คือเป็นพี่ชายคนโตของคุณพ่อของผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนเรียกท่านว่า “ลุง” คุณลุงของผู้เขียนนั้นก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตไป ท่านต้องอยู่ในสภาพที่เดินไม่ได้ที่เกิดจากการผ่าตัดกระดูกไขสันหลังต้องนอนอย่างยาวนานถึง ๑๐ กว่าปี ท่านทั้งหลายอาจจะสงสัยว่าคนแก่ที่เดินไม่ได้ต้องนอนอยู่กับที่มานานขนาดนั้นทำไมจึงได้ไปเกิดเป็นเทวดาในตำแหน่งพระพิรุณได้ ก็ขอให้ท่านผู้อ่านทั้งได้ตั้งอกตั้งใจอ่านเรื่องราวของคุณลุงของผู้เขียน ตามที่ผู้เขียนจะเล่าให้ท่านฟังต่อไป

เรื่องราวของคุณลุงของผู้เขียนนี้ว่าไปแล้วถ้าให้ผู้เขียนจดจำและยอมรับท่านมากที่สุดเห็นจะไม่พ้นเรื่อง ความรักแท้ที่ท่านมีต่อภรรยาของท่าน ท่านและภรรยาได้แต่งงานอยู่กินกันในวัยที่อายุนั้นมากแล้วประมาณ 50 ปลายๆของทั้งสองท่าน ภรรยาของท่านผ่านการมีครอบครัวมาแล้ว ส่วนคุณลุงท่านยังไม่เคยแต่งงาน หลังจากที่ท่านอยู่กินกันได้ไม่นาน ภรรยาของท่านก็เกิดป่วยเป็นอัมพาตอยู่หลายปี ท่านก็ปรนนิบัติเลี้ยงดูภรรยาของท่านจนวาระสุดท้าย ภรรยาของท่านได้จากท่านไป ภายใต้การดูแลของท่านแต่เพียงผู้เดียว พูดง่ายๆว่า ภรรยาได้ตายอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็นสามี แม้จะครองคู่อยู่ด้วยกันได้ไม่นานแต่ก็ดูเหมือนว่าคุณลุงจะรักภรรยาของท่านมาก ท่านผู้อ่านลองคิดดูสิว่า ในสังคมปัจจุบันจะหาสามีภรรยาที่จะรักมั่นคงและซื่อสัตย์และดูแลกันจนตายจากกันได้สักกี่คู่ ยิ่งถ้าภรรยาหรือสามีเป็นอัมพฤตอัมพาตด้วยแล้วอย่าหวังเลยว่า จะดูแลกันมีแต่ทิ้งกันไปขนาดยังไม่ได้เป็นอัมพฤตอัมพาตเลยก็ไปมีชู้ มากผัวหลายเมียอย่างไม่เกรงกลัวต่อบาป ไม่อายฟ้าอายดิน โกหกหลอกลวงกัน จนวุ่นวายกลายเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมในปัจจุบัน (สมัยนี้เรียกว่า “กิ๊ก”) ท่านผู้อ่านยืนอยู่ตรงกลางแห่งความเที่ยงธรรม เคารพธรรมอันดีงาม ก็คงจะเห็นอย่างที่ผู้เขียนเห็น แต่ถ้าผู้อ่านท่านใดไม่ตั้งตนอยู่ในธรรมอันดีงามก็คงไม่พอใจ ในสิ่งที่ผู้เขียนได้เขียน ยังไงก็ให้พิจารณากันตามเหตุตามผลแล้วกัน ก็พอสมควรกับความรักแท้ของคุณลุงของผู้เขียน กลับมาที่เรื่องราวแห่งเหตุและผลความเป็นมาเป็นไปแห่งชีวิตของคุณลุงของผู้เขียนกันต่อดีกว่า ไปที่เรื่องเหตุที่อยู่ดีๆคุณลุงของผู้เขียนต้องมาอยู่ในสภาพที่เดินไม่ได้ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นเดินได้ตามปกติ เป็นเพราะสมัยที่ท่านยังมีชีวิตและเดินเหินปกตินั้น ท่านได้ทำงานในโรงหนังแห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคเหนือ เป็นคนดูแลทั่วไป โดยเฉพาะเรื่องการปัดกวาดเช็ดถู ที่ได้รับมอบหมายงานจากเจ้าของโรงหนัง ซึ่งรักและไว้ใจในนิสัยใจคอของคุณลุง เรื่องมันเกิดจากการเป็นผู้รับผิดชอบดูแลนี่แหละ โรงหนังสมัยก่อนในต่างจังหวัดเป็นโรงหนังที่มักจะมีหลังคาสูง ปัจจุบันยังพอหาดูได้บางจังหวัด เพราะมีหลังคาสูงนี่แหละที่ทำให้มักมี ฝูงนกมาพักอาศัยอยู่ตามขื่อตามคาน ใต้หลังคาหลบแดดหลบฝน ลำพังแค่มาอาศัยก็คงไม่เป็นปัญหาอะไร ปัญหามันอยู่ตรงที่มาอยู่แล้วก็ขับถ่ายเรี่ยเลอะเทอะไปทั่วบริเวณ พร้อมทั้งกลิ่นขี้นก เหม็นไปทั่ว แน่นอนก็ต้องเป็นหน้าที่ของผู้ที่ต้องรับผิดชอบดูแลสถานที่ ที่ต้องทำความ

สะอาดปัดกวาดเช็ดถูอยู่เป็นประจำ โดยปกติคนเราส่วนใหญ่ที่ต้องทำอะไรเกี่ยวกับความสกปรกเลอะเทอะ นานๆครั้งก็คงไม่ค่อยรู้สึกอะไร แต่ถ้าต้องทำอยู่เป็นประจำทุกวี่ทุกวันจะมีสักกี่คนที่จะอดทนได้ ธรรมดาความอดทนของคนเรานั้นมันมีที่สุดอยู่ถ้าเมื่อใดมันเกินที่สุดมันก็ต้องมีอารมณ์กันขึ้นมาบ้างในที่นี้ต้องหมายถึงอารมณ์โกรธ คุณลุงท่านก็คงเป็นอย่างนั้นจึงทำการขับไล่ฝูงนกเหล่านั้นด้วยวิธีต่างๆที่จะทำได้ในเวลานั้น เช่น ใช้เสียงขับไล่ ใช้ไม้ไล่ตี เพื่อให้มันบินหนีไป ใช้เสียงยังไม่เท่าไหร่ แต่ใช้ไม้นี่สิ นกที่น่าสงสารบางตัวก็ต้องถูกตีตาย ท่านผู้อ่านลองนึกดูสิครับว่า นกที่ถูกตีด้วยไม้ มันเจ็บปวดทรมานเพียงใดก่อนตาย เจ็บปวด บินไม่ได้ บินไม่ได้ นอนพะงาบพะงาบ รอหมดลมหายใจ นี่แหละครับความทรมานที่มันได้รับ นั่นเป็นเหตุที่มาแห่งการที่คุณลุงของผู้เขียน ต้องเดินไม่ได้และต้องนอนอยู่อย่างนั้นนานนับสิบปี นี่เรียกว่า ภาวะแห่งกรรมในปัจจุบัน มันส่งผลต่อบั้นปลายชีวิตทันที ท่านผู้อ่านที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมระวังไว้นะครับ จะหาว่าไม่เตือน อ่อ เรื่องที่เล่ามานี้ที่เกี่ยวกับการสืบเนื่องแห่งผลกรรมที่ส่งผลให้คุณลุงของผู้เขียนต้องรับกรรมดังที่กล่าวมานี้ไม่มีใครเล่าให้ผู้เขียนฟังผู้เขียนรู้ด้วยจิตของผู้เขียนเอง จึงอยากจะเตือนท่านทั้งหลายที่ยังชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตให้ระวังบาปกรรมที่ตนได้ทำไว้ บ้าง บางทีอาจไม่ต้องรอชาติหน้าหรอกนะ เมื่อได้ทราบที่มาแห่งกรรมที่ทำให้คุณลุงของผู้เขียนได้รับกันพอสมควรแล้ว ต่อไปก็ไปอ่านเรื่องราวของชีวิตหลังความตายของคุณลุงของผู้เขียนกันต่อเลยดีกว่านะครับ หลังจากที่ต้องนอนอยู่อย่างนั้นนานนับสิบปี วาระสุดท้ายของชีวิตก็มาถึง และเนื่องจากที่ตอนมีชีวิตคุณลุงต้องนอนนานนับสิบปี จึงทำให้ไม่ค่อยมีแขกเหรื่อในงานศพเท่าไหร่มีก็แต่พี่น้องลูกหลานและเพื่อนบ้านเท่านั้น นับถอยหลังจากวันนี้ที่ผู้เขียนเขียนเรื่องราวนี้ คุณลุงของผู้เขียนได้จากไปเกือบสิบปีแล้ว เวลานั้นผู้เขียนได้ไปช่วยงานศพคุณลุง คืนนั้นเป็นคืนที่ 2 ขณะที่รอเวลาที่พระจะสวดพระอภิธรรม ผู้เขียนได้หามุมเงียบๆ เพื่อที่จะทำสมาธิ คือการได้นั่งหลับตาลง รวมจิตให้สงบเป็นหนึ่งเดียว เพียงชั่วครู่เมื่อทุกอย่างเข้าที่ ความเป็นทิพย์แห่งจักขุทวารก็เปิดขึ้น ผู้เขียนได้ถามออกไปในสมาธิว่า “ลุง ลุง อยู่ที่ไหนออกมาคุยกันหน่อย” สักพักก็มีเสียงตอบออกมาว่า “ใคร ใครมาเรียก” “ผมเอง (บอกชื่อผม)” ลุงก็พูดต่ออีกว่า “อ่อ (ชื่อผู้เขียน) เองหรือ ลุงอยู่นี่ กำลังนอนอยู่ มีอะไร” ผู้เขียนก็ถามไปว่า “ลุง รู้หรือยังว่า ลุงหน่ะตายแล้ว” “อะไรนะ”ลุงถาม “ลุงตายแล้ว”ผู้เขียนตอบ “หา!ลุงตายแล้วหรือ” ลุงผมถามด้วยความสงสัย ผู้เขียนจึงตอบไปว่า “ใช่ลุงตายแล้ว วันนี้เป็นวันที่ 2 แล้ว ลุกขึ้นเถิด ลุกขึ้นมาคุยกัน” “อ้าว ถ้าลุงตายแล้ว แล้วทำไมเราถึงคุยกันได้” “ตอนนี้ลุงลุกขึ้นมาก่อนเถอะ แล้วจะอธิบายให้ฟังนะ” “แต่ลุงจะลุกขึ้นได้ยังไง เพราะลุงลุกไม่ได้ นอนอย่างนี้มา 10 กว่าปีนี้แล้ว ขยับอะไรไม่ได้เลย ลุงลุกไม่ได้หรอก” “เอางี้นะ ก่อนอื่นลุงต้องยอมรับและบอกตัวเองก่อนว่า ลุงตายแล้วก่อน ทำได้มั้ย” “อ๋อ อืมม ตายแล้ว ตายแล้ว” “ต่อไปลอง คิดสิว่าตัวเองเจ็บหรือปวดตรง

ไหนหรือเปล่า” “ไม่เจ็บ ไม่ปวดตรงไหนเลย” “นั่นเพราะว่า ร่างกายนี้ไม่มีผลต่อลุงแล้ว ลุงเลยไม่เจ็บ คราวนี้ลุงลอง ยกแขนสิ” “อ่อ ยกแขน ยกได้” ”ต่อไป ยกขาสิ” “ยกขา ยกได้อีก” “ขาและแขนที่เป็นร่างกายแบบมนุษย์ที่มีเนื้อ มี หนังมีกระดูก ลุงไม่ได้กระดิก แต่ที่ลุงยกได้หน่ะ เป็นขาและแขนของจิตของลุงเอง เป็นเพราะว่าตอนนี้ ลุงเป็นเพียงจิตดวงหนึ่งแล้วเท่านั้น สถานะก็เหมือน ผี ที่มนุษย์ทั้งหลายชอบเรียกว่า วิญญาณ นั่นแหละ” “เป็นจิต เป็นผีหรือ อ้าวแล้ว (ชื่อผู้เขียน)ไม่กลัวหรอกรึ” “ไม่หรอกลุง ผมได้พบเจอกับพวกอย่างลุงนี้มาจนชินแล้ว เอาหล่ะเมื่อเริ่มเข้าใจแล้ว คราวนี้มาต่อ คราวนี้ลองลุกขึ้นสิครับ” “ไม่ไหวมั้ง แค่ขยับแข้งขยับขาพอไหว ลุกคงไม่ไหวมั้ง” “เอาเถอะน่าลุง ลองดู ทำเหมือนตอนยกแขนยกขานั่นแหละ” “เอาลองก็ลอง อึ๊บ เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย เฮ้ย มันลุกได้ ข้าลุกได้ ข้าลุกได้ โอ้โห นอนมานานเหลือเกิน ลุกได้แล้ว ดีจังเลยโว้ยเอ็งเห็นมั้ย เอ็งเห็นมั้ย” “นั่นแหละลุง ถูกแล้ว ไม่เพียงแค่ลุกได้นะครับ ลุงยังเดินได้อีกด้วย” “หาเดินได้ด้วยเหรอ” “ใช่ครับ ลุงเดินได้ด้วยครับ ลองดูสิ” “โอย ไม่ได้เดินมาตั้งนาน ลุงคงเดินไม่ได้หรอก ไม่เอาอ่ะ ไม่ไหวหรอก” “เอาน่าลองดูครับ ก็เหมือนเดิม ลองดูครับ” “เอา ลองก็ลอง ลุกขึ้นเดินเลยนะ อึ้บ อึ้บ อ้าว ยืน ยืน ยืน แล้ว เอ้า เดิน เดิน เดิน ไชโยข้าเดินได้แล้ว ข้าเดินได้แล้ว เห็นมั้ย เห็นมั้ย (ชื่อผู้เขียน)เห็นมั้ย” “เห็นแล้วครับลุง เป็นไงเชื่อหรือยังว่าเดินได้” “เชื่อแล้ว ลุงเชื่อแล้ว เฮ้อ เดินได้แล้ว เดินได้แล้ว แล้ว เออ (ชื่อผู้เขียน) แล้วลุงจะเดินไปที่ไหนได้บ้าง” “ไปได้ทั่วแหละลุง อยากไปไหนก็ไปได้” “จริงเหรอ จะได้ไปที่อยากไปบ้าง อยากไปมานานแล้ว คราวนี้แหละ” “อ่อ เดี๋ยวก่อนครับลุง อย่าเพิ่งเดินไปไหน” “อ้าวทำไมหล่ะ มาห้ามลุงทำไม” “เปล่าไม่ได้ห้ามครับ แต่การเดินมันช้าไปครับ สำหรับภาวะแห่งจิต

การเดินเป็นของภพที่อาศัยรูปมี มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานเป็นต้นครับ” “อ้าว ไม่เดินแล้วจะทำยังไงถึงจะไปที่ต่างๆได้” “ก็เหาะสิครับ ภพแห่งจิตทั้งมวลไปไหนมาไหน เคลื่อนที่ด้วยการเหาะหรือล่องลอยครับ” “หา เหาะ เลยเหรอ ลุงเพิ่งเดินได้จะให้เหาะเลยเหรอ ไม่ไหวมั้ง” “ครับ ถูกแล้วลุงต้องเหาะไปครับ ลองเหาะดูสิครับ” “โอย ไปกันใหญ่แล้ว ใครจะไปเหาะได้ ไม่ใช่ผู้วิเศษซะหน่อย ไม่หรอก ลุงเหาะไม่ได้หรอก” “ได้สิครับ ลุงเหาะได้จริงๆ ไม่ต้องเป็นผู้วิเศษที่ไหนหรอก มันเป็นไปตามกฎแห่งภพภูมิครับ ที่เคยได้ยินว่าผู้วิเศษคนนั้นคนนี้เหาะได้แล้วก็พากันไปตื่นเต้น แล้วอยากเหาะได้อย่างเขา ความจริงแล้วไม่ต้องอยากหรอกเมื่อถึงเวลาก็เหาะได้ทุกคนหลังจากตายไปสู่ภพแห่งจิต ที่ยังไม่ได้อาศัยรูปคือร่างกาย จิตทุกดวงเหาะได้ครับ เพราะมันเป็นธรรมชาติแห่งจิต” “เอ แต่ลุงไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มาก่อนเลยนะ ไม่เห็นมีใครพูดหรือเล่าให้ฟังเลย” “อ่อ เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ ไม่รู้ความจริงเรื่องนี้ มนุษย์ส่วนใหญ่อาศัยความเชื่อ อาศัยเพียงศรัทธา ในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เท่านั้น ความเชื่อและความศรัทธานั้น จึงกลายเป็นเครื่องบังตา

ทำให้ดำรงชีวิตกันอยู่ด้วยความมืดบอดเหมือนคนตาบอดทั้งที่ตามองเห็น ตาที่มองเห็นสิ่งต่างๆภายเป็นตาเนื้อ ส่วนตาที่มองเห็นภพต่างๆทั้งหลายเป็นตาใน ทำไมมองเห็นสิ่งต่างภายนอกได้ก็เพราะมีตาเนื้อ ใครมีตาทุกคนก็มองเห็น ตาภายนอกหรือตาเนื้อเกิดขึ้นตามธรรมชาติ จึงมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนตาในหรือตาแห่งจิต ถ้าอยู่ในภพแห่งจิต ก็มีกันทุกคนทุกคนก็เห็นได้ เหมือนผีเห็นเรา เราไม่เห็นผี เทวดาเห็นเรา เราไม่เห็นเทวดาอะไรทำนองนั้น ผีหรือเทวดาบางพวกก็ไม่ได้มีฤทธิ์อะไรเลย ที่พวกเขาสามารถเห็นเราได้ก็เพราะ เขาอยู่ในภพแห่งจิตที่อาศัยตาในหรือตาแห่งจิตที่มีตามธรรมชาติของเขานั่นเอง ส่วนพวกมนุษย์ที่สามารถมองเห็นพวกผีหรือเทวดาได้ก็เพราะ เขาได้ทำความเพียรจนทำให้ตาในของเขาเปิด ที่เรียกว่า ตาทิพย์ หรือตาแห่งจิตเปิดนั่นเอง มนุษย์เหล่านั้นจึงสามารถมองเห็นภพทั้งหลายได้หาใช่เป็นผู้วิเศษที่ไหนหรอก เรื่องนี้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือพระพุทธเจ้าของเราก็ได้แสดงให้สาวกทั้งหลายผู้ทำความเพียรจนสามารถเปิดตาในเห็นภพทั้งหลาย ได้รู้ได้เห็นมานับไม่ถ้วนแล้ว” “งั้นก็แสดงว่า (ชื่อผู้เขียน) เปิดตาในได้ใช่มั้ย” “ครับใช่ ก็จากการทำความเพียรทางจิตนี่แหละ แต่ลุงเห็นมั้ยครับว่าผมก็คนธรรมดาเหมือนคนอื่น ไม่ได้เป็นผู้วิเศษที่ไหนเลย”

“ถ่อมตนจริงๆ นี่แหละวิเศษ ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา งั้นก็แสดงว่าลุงก็ต้องเหาะได้ใช่มั้ย” “แน่นอนครับ ตามกฎแห่งภพภูมิ ลุงต้องเหาะได้แน่นอนครับ ลองดูสิครับ” “เออ จริงด้วยดูสิ ลุงเหาะได้ด้วย เย้ เหาะได้ด้วย เหาะได้ด้วยสนุกจังเลย วู้” “อ้าวพูดไม่ทันขาดคำเหาะไปมาซะแล้ว ลุง ลุงพอเถอะลงมาก่อน มาคุยกันก่อน ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องบอกลุงให้เข้าใจ ลงมาก่อนมา” “(ชื่อผู้เขียน) ขึ้นมาเหาะด้วยกันสิ มาสิ” “ไม่ได้หรอก ผมเหาะไม่ได้หรอก บอกแล้วว่าผมไม่ใช่ผู้วิเศษ ผมเป็นคนธรรมดาเท่านั้น ลุงลงมาเถอะ มาคุยกัน” (ท่านผู้อ่านทั้งหลายต้องเข้าใจนะว่า ภาวะแห่งภพอาศัยรูปเป็นตัวกำหนด ในภพแห่งจิต ต้องเคลื่อนที่ด้วยอาการล่องลอย หรือการเหาะเวลาไปไหนมาไหน ส่วนภพมนุษย์นั้นจิตอาศัยอยู่ในรูปที่เรียกว่าร่างกาย เมื่อมีร่างกายหรือรูปก็ต้องเคลื่อนที่ด้วยการเดิน แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็นผู้มีฤทธิ์ทางจิตที่หาผู้ใดเสมอเหมือนไม่ได้ พระองค์จะเสด็จไปไหน ก็ไปด้วยอาการเดินด้วยพระบาทหรือเท้าเท่านั้น ไม่ได้เหาะไปโน่นไปนี่เลยและไม่ทรงสอนสาวกที่มีฤทธิ์ทั้งหลายให้ทำด้วย นั่นเพราะพระองค์ปฏิบัติตามธรรม ดำเนินตามธรรมคือธรรมชาติแห่งภพนั่นเอง ดังนั้น ท่านทั้งหลายในภพแห่งจิตเหาะได้ ในภพแห่งมนุษย์เหาะไม่ได้ ที่เหาะได้อาจจะมี แต่ไม่เป็นไปตามธรรมไม่เป็นไปตามกฎแห่งธรรม เมื่อไม่เป็นไปตามธรรมจึงไม่ถูกต้อง ท่านผู้อ่านและท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายโปรดพิจารณาดีดีนะครับ เรื่องจิตคือเรื่องจิต เรื่องรูปคือเรื่องรูป อย่าเอาไปปะปนกันมันจะยุ่ง เหาะได้เหาะไม่ได้มันมีเหตุมีผลของมัน เหาะได้ในจิตคือเหาะได้ในจิตนะครับ หรือถอดจิตก็คือถอดจิตนะครับ อย่าหลงจนไปเที่ยวหลอกลวงผู้อื่น ว่าเหาะได้ มันเป็นบาปครับ)

กลับมาเข้าเรื่องต่อ “มีอะไรที่ลุงต้องรู้อีกหล่ะ” “อีกมากมายเลยครับ แต่เอาเรื่องที่สำคัญก่อน คือลุงไม่อยากรู้หรือว่าลุงจะไปอยู่ที่ภพใด สวรรค์หรือนรก” “เออใช่ มัวแต่ดีใจ เลยลืมเรื่องสำคัญเลย นี่ลุงตายแล้วนี่ ลุงยังไม่รู้เลยว่าลุงจะต้องไปไหน ไปอยู่ภพไหน แล้วลุงจะตกนรกหรือเปล่าหล่ะ” “ลุงคิดว่าลุงจะตกนรกหรือเปล่าหล่ะครับ” “ไม่รู้สิ(ชื่อผู้เขียน)รู้มั้ยหล่ะ ถ้ารู้ช่วยบอกลุงหน่อย” “ครับ รู้ครับลุงไม่ต้องกลัวลุงไม่ได้ไปตกนรกหรอก” “จริงเหรอ แล้วลุงต้องไปเกิดเป็นอะไรอยู่ที่ไหนหล่ะ” “ฟังให้ดีนะครับ ลุงจะได้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้ไปเกิดเป็นเทวดาในตำแหน่ง พระพิรุณเทพ มีหน้าที่ ดูแลฝนฟ้าน้ำท่าให้ทั้งชาวสวรรค์และมนุษย์ได้อยู่เย็นเป็นสุขกันนะครับ” “พระพิรุณเหรอ พระพิรุณมีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอแล้วทำไมลุงได้เป็น องค์เก่าไม่อยู่แล้วเหรอ” “ไม่ใช่อย่างนั้นครับ พระพิรุณเป็นตำแหน่งหนึ่งของสวรรค์ มีอยู่มากมายหลายองค์ ก็เหมือนกำตำแหน่งของข้าราชการในโลกมนุษย์นั่นแหละเช่น นายพลไม่ได้มีคนเดียว นายพันไม่ได้มีคนเดียว นายร้อยไม่ได้มีคนเดียว ฉันใดก็ฉันนั้น พิจารณาตามความดีที่ได้เคยทำตอนเป็นมนุษย์หรืออาจเป็นเพราะความปรารถนาแห่งจิต แต่ก็ต้องอาศัยคุณงามความดีเป็นตัวส่งเสริมสนับสนุนนะครับ สมัยลุงมีชีวิตลุงปรารถนาอยากเป็นพระพิรุณทุกครั้งที่ทำบุญใส่บาตรก็ดำริอย่างนี้ประจำ ประกอบกับเวลาที่ใช้น้ำก็ใช้อย่างรู้คุณค่า เหมือนตอนที่ทำเกษตรหลังบ้านลุงได้มีการนำน้ำที่ใช้จากการอาบ การล้างไปรดต้นไม้ แปลงผักที่สวนหลังบ้าน ใช้น้ำอย่างรู้ค่าอย่างนี้อยู่เป็นประจำนี่แหละครับเหตุผลแห่งความดีงาม” “เรื่องนั้น(ชื่อผู้เขียน)รู้ได้ยังไง ลุงทำมาตั้งแต่สมัยหนุ่มๆแล้ว และไม่ค่อยมีคนรู้เพราะลุงไม่เคยบอกใคร และที่สำคัญเราไม่เคยอยู่ด้วยกันเลย” “เรื่องนั้นลุงไม่ต้องสนใจกรอกครับว่าผมรู้ได้ยังไงเอาเป็นว่านี่เป็นเหตุ แห่งการได้ไปเกิดบนสวรรค์ก็แล้วกัน” “อ้าวแล้วที่ลุงเคยทำร้ายพวกนกหล่ะ” “เรื่องนั้นลุงก็ได้รับกรรมที่ก่อไว้แล้วมานานมากไงครับ” “ยังไง” “ก็ที่ลุงต้องเดินไม่ได้ตลอด ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมานั่นแหละ ผลแห่งบาปที่ลุงได้กระทำ และลุงก็ได้ชดใช้แล้ว อีกเรื่องหนึ่ง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาโดยในช่วงปีหลังๆลุงได้มีการสวดมนตร์ภาวนาและระลึกถึงคุณแห่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ แม้กระทั่งเรื่องสมัยที่ได้บวชเป็นพระทำให้จิตของลุงนั้นเป็นกุศลจิตอยู่เสมอ เท่ากับว่าลุงได้ทำความดีอยู่เสมอแม้จะเป็นในทางจิตก็ตามแต่กลับเป็นจุดที่สำคัญ คนส่วนใหญ่ที่ทำความดี มีการทำบุญตักบาตร ทำทาน รักษาศีล หรือแม้แต่เจริญภาวนา ก็ตาม จริงอยู่ในเวลาที่เขาเหล่านั้นกระทำกิจนั้นอยู่จิตผู้กระทำส่วนใหญ่จะดี แต่ก็แค่ในเวลาที่กระทำความดีเท่านั้น เวลาอื่นยากนั้น กลับปล่อยให้ความชั่ว อันมี ความ โลภ โกรธ หลง เข้าครอบงำจิต เวลาส่วนใหญ่จิตจึงอยู่กับการคิดชั่วเสมอ จึงมักได้รับความทุกข์ความเดือดร้อนกันอยู่เป็นประจำทั้งที่ทำบุญอยู่แท้ๆ เห็นหรือยังครับลุง อานุภาพแห่งจิตที่พิจารณาแต่ความดี หรือพยายามทำแต่ความดี แม้ยังไม่ได้กระทำอะไรออกไปเลย ก็มีอานุภาพมี

อานิสงส์มากมาย อย่างเช่นที่ทำให้ลุงได้ไปเกิดในสวรรค์ได้อย่างนี้” “อืม จริงเลยทีเดียว เป็นอย่างที่(ชื่อผู้เขียน)พูดจริงๆด้วย เฮ้อ ไม่น่าเชื่อ ว่าตลอด 10 กว่าปีที่ลุงไม่ได้ลงมือกระทำความดีภายนอกเลยเพราะเดินไม่ได้ อาศัยแต่การสวดมนต์ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เท่านั้น ลุงยังได้ชีวิตใหม่อย่างนี้ ลองคิดสิว่าถ้าลุงเป็นปกติเหมือนคนอื่นแล้วได้กระทำความดีอย่างอื่นที่เกิดจากการกระทำไปด้วยจะได้รับผลของความดีขนาดไหน อู้ พูดแล้วขนลุก” “นั้นสิครับ ถ้าคนส่วนใหญ่ที่ยังสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ ตั้งใจทำแต่คุณงามความดีกัน ก็คงจะได้เป็นสุขกัน แต่ส่วนใหญ่มักจะชอบหมกมุ่น ปกปิดทำความชั่วกันทั้งที่ตัวเองมีอาการปกติ สุดท้ายเมื่อได้รับผลของกรรมที่ตนได้กระทำ ก็ตีโพยตีพาย ร้องให้คนโน้นคนนี้ช่วย สุดท้ายไม่มีใครช่วยได้ ต้องเดือดร้อนไปตามๆกันไม่ใช่แค่ภพเดียวยังส่งผลไปภพต่อไป เรียกง่ายๆว่า แค่ภพนี้ยังดีไม่ได้ภพหน้าจะดีได้อย่างไร” (ท่านผู้อ่านครับ แล้วท่านเป็นยังไงกันบ้างครับ พิจารณาให้ดีดีนะครับจะทำอะไรกันก็ควรทำแต่สิ่งดีดีต่อกันนะครับ)






thxby102143ผู้ดูแลบอร์ดหมายเลข 2
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 พฤษภาคม 2015, 13:35:50 PM โดย ศิลปัญณกวีย์ » บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
ปรมาจารย์
*****

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 05 สิงหาคม 2010, 19:54:16 PM »

“เออ แล้วเมื่อไหร่ลุงจะได้ไปอยู่ในภพของลุงหล่ะ” “อีกสองวันครับ วันที่เผาศพลุง วันนั้นเหล่าพระพิรุณเทพหมู่ใหญ่จะมารับลุงพร้อมนำเครื่องทรงเทวดาในตำแหน่งพระพิรุณมาให้ด้วยครับ” “แล้ว(ชื่อผู้เขียน)จะมาส่งลุงมั้ย” “มาสิครับ ผมมาแน่ ผมมีความสุขทุกครั้งที่ผมได้เห็นคนที่ตายไปแล้วขึ้นสวรรค์ทำให้ผมได้รู้ว่าโลกใบนี้ยังมีคนดีอยู่ แม้คนชั่วจะมากกว่าก็ตาม ที่สำคัญวันนั้นผมจะได้เหล่าเทวดามากมายที่ลงมาจากภพที่อยู่ของตนเพื่อมารับสมาชิกใหม่ มันเป็นอะไรที่อบอุ่น และภาพแห่งความปิติครับ โดยเฉพาะครั้งนี้เป็นลุงของผมเองด้วย ผมพลาดหรอกครับ เอาเป็นว่า ลุงเข้าใจทุกอย่างตามที่ควรแล้วนะครับ” “อืมม กระจ่างเลยไม่เคยนึกเลยนะว่าหลานของลุงจะเก่งขนาดนี้” “อ่อ ครับ ไม่ต้องชมผมหรอกครับ เป็นไปตามธรรมครับ บุคคลทำอย่างไรต้องได้อย่างนั้น พากเพียรอย่างไรต้องรับผลแห่งความพากเพียรนั้น เป็นเรื่องธรรมดา” “ลุงก็ขออนุโมทนาในบุญบารมีของ(ชื่อผู้เขียน)ด้วยก็แล้วกัน” “ขอบคุณครับ อ่อ พระกำลังจะสวดแล้ว ผมขอฟังสวดก่อน

ส่วนลุงตามสบายนะครับ พรุ่งนี้ผมคงไม่ได้มาเจอกันอีกทีวันเผาเลยนะครับ ผมจะมาส่งลุงขึ้นสวรรค์” “เอ้าได้ แล้วเจอกันอย่าลืมมาส่งลุงนะ แล้วเจอกันนะ” คืนนั้นผมกับลุงก็ไม่ได้เจอกันอีกพอพระสวดจบผมก็ลาญาติพี่น้องของผมแล้วเดินทางกลับบ้านด้วยความสุขใจ ตั้งใจว่าวันเผาจะลางานมาช่วยตั้งแต่เช้า แต่ก็ไม่แน่ดูก่อน ถ้าไม่ได้ยังไงตอนบ่ายก็มาเผาและมาส่งลุงขึ้นสวรรค์ให้ทันก็แล้วกัน ท่านผู้อ่านครับท่านก็คงจะมีความสุขเหมือนผมถ้าได้รู้ว่าญาติของเราที่ตายกำลังจะไปสู่ภพอันเป็นสุขคติ หรือที่รู้จักกันในชื่อว่าสวรรค์ ชั้นที่ ลุงของผู้เขียนไปอยู่เป็นภพที่มีชื่อว่า ดาวดึงส์นับเป็นสวรรค์อันเป็นที่อยู่ของเหล่าเทวดา ในชั้นที่ ๒ ซึ่งในชั้นนี้จัดว่าเป็นชั้นที่สำคัญชั้นหนึ่งเลยทีเดียวเพราะเป็นชั้นที่อยู่ของ จอมเทวดาผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งมีนามว่า พระอินทร์หรือท้าวสักกะเทวราช ผู้ที่มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาของเราอย่างมาก เพราะเป็นผู้หนึ่งที่ไปพร้อมกับท้าวสหัมบดีพรหมเพื่อให้พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดโลก พร้อมด้วยเหล่าเทวดาอีกมากมาย เมื่อครั้งทรงตรัสรู้ใหม่ๆ และยังเป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงนำเรื่องราวการดำเนินชีวิตของพระอินทร์มาเป็นแบบอย่างเพื่อสอนให้สาวกและศาสนิกชน ได้รับรู้ถึงเหตุและผลแห่งความเจริญที่พระอินทร์ได้ทรงกระทำไว้และได้ผลอันเลิศกว่าใครๆ นับเป็นแบบอย่างที่สำคัญเรื่องหนึ่งในชาดกที่พระองค์ทรงแสดงไว้ ถ้าท่านผู้อ่านสนใจเรื่องของพระอินทร์ว่าเป็นอย่างไรก็ลองค้นหาอ่านได้ในพระไตรปิฎก หรือหนังสือนิทานชาดกก็ได้นะครับ จะได้เพิ่มความรู้และเพิ่มแรงบันดาลใจในการสร้างคุณงามความดีอันจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของตนเองและผู้อื่นอย่างกว้างขวางต่อไป

เอาหล่ะครับกลับมาที่เรื่องราวในวันเผาศพคุณลุงของผู้เขียนกันต่อดีกว่านะครับ ใกล้ถึงเวลาพิธีฌาปนกิจแล้ว ผู้เขียนมาถึงก่อนเวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงเพื่อมาช่วยจัดสถานที่ และเมื่อถึงเวลาเคลื่อนย้ายศพ ตามธรรมเนียมของชาวพุทธ ญาติของผู้ตายจะต้องช่วยกันเคลื่อนศพโดยแห่เวียนซ้ายไปรอบเมรุ ๓ รอบ ผู้เขียนก็ร่วมในขบวนนั้นด้วย วันนั้นช่วงเช้า ฝนตกหนักพอสมควร เพราะเป็นหน้าฝน แต่พอเข้าช่วงบ่ายแดดออก แต่พอได้เวลาเคลื่อนศพไปที่เมรุ ท้องฟ้าไม่มีแดด แต่มีฝนตกปอยๆไม่ร้อนเลย ท้องฟ้ามีสีสันสวยงามแสงแดดอ่อนๆ ไม่มีเมฆเลย ท้องฟ้าตอนนี้ค่อนข้างสวย มีลมพัดตลอดเวลาทำให้อากาศไม่ร้อน สบายๆ หลังจากที่เคลื่อนศพขึ้นสู่เมรุเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนก็ไปหาที่นั่งในมุมสงบเหมือนเคย แต่ตลอดเวลาตั้งแต่ที่ผู้เขียนมาถึงก็รับรู้ถึงการมาของคุณลุงมาใกล้อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่ได้คุยกันเพราะยังไม่มีเวลา พอได้จังหวะที่ผู้เขียนปลีกตัวออกไปนั่งที่แล้วก็เหมือนเป็นเวลาที่คุณลุงของผู้เขียนท่านรอคอย ผู้เขียนหลับตาลง “มาแล้วหรือ ลุงรออยู่มันตื่นเต้นยังไงไม่รู้” “ตื่นเต้นเรื่องอะไรครับ” “อ้าว ก็เรื่องที่จะต้องไปสู่ภพใหม่ไง” “อ่อครับ แล้วลุงได้พบใครบ้างหรือยัง” “พบใครหรือ” “ก็พวกเหล่าพระพิรุณที่จะมารับนะสิครับป่านนี้น่าจะมาแล้ว” “ยังไม่เห็นใครเลย” พูดยังไม่ทันขาดคำ

ทันใดนั้นท้องฟ้า (ในสมาธิจิตที่สื่อสารกับดวงวิญญาณของลุง)ก็เปิดออก ปรากฏลำแสงทอดยาวลงมาจากฟากฟ้า และตามด้วยกลุ่มควันหลากสีม้วนตัวเป็นเกลียวลงมาสู่พื้นโลก เมื่อกลุ่มควันเหล่านั้นถึงพื้นโลกก็พลัน ปรากฏร่างของเหล่าเทวดานับสิบองค์ ทรงเครื่องทรงเทวดา มีสร้อยสังวาลย์ สวมชฎาอยู่บนเศียร สีแห่งรัศมีของแต่ละองค์แตกต่างกันไปตามอานุภาพของแต่ละองค์ ซึ่งล้วนเป็นเทพบุตรทั้งสิ้น แต่มีมีอยู่ ๒ องค์ ที่ถือถาดทองคำมาด้วยถาดหนึ่งเป็นเครื่องทรงเทวดา อีกถาดเป็นที่วางคันศรที่มีความยาวและสวยงามมาก ส่วนพวกเหล่านางอัปสรก็เหาะเหิรอยู่บนท้องฟ้า บ้างก็ฟ้อนรำ บ้างก็โปรยปรายดอกไม้มากับสายฝนพรำเบาๆ “นั่นไงหล่ะลุง ใครที่ผมพูดถึง เหล่าเทวดาที่มารับเทวดาองค์ใหม่ไปสู่ภพของตน เพื่อนเทวดาที่อยู่ในที่เดียวกันก็จะมาต้อนรับอย่างนี้ และที่เทพบุตร ๒ องค์นั้นถือมาในมือก็คือเครื่องทรงของลุงที่จะต้องสวมใส่เวลาไปสู่ภพข้างบนที่อยู่ของลุง ไง” “มีเครื่องทรงด้วยหรือ” “มีสิครับเค้าเรียกว่าชุดประจำตำแหน่งไง มีศรด้วยนะ เพราะพระพิรุณเทพทุกองค์จะมีศรป็นอาวุธประจำกาย นั่นไงพวกเทพบุตรนั้นกำลังเดินเข้ามาหาลุงแล้ว ตั้งใจให้ดีนะครับ” ทันใดนั้นเหล่าเทพบุตรก็มาถึงลุงของผู้เขียนพอดี พร้อมกับพูดขึ้นว่า “มานี่เถิดท่านผู้จักเป็นเทวดาองค์ใหม่ เชิญท่านมารับเครื่องทรงและทรงเครื่องทรงอันเป็นทิพย์นี้พร้อมศรซึ่งเป็นอาวุธคู่กายของพวกเราชาวพระพิรุณเทพ ตามสมควรแก่ฐานะของท่านเถิด” แล้วเทพบุตรที่ถือพานมาก็มอบเครื่องทรงที่อยู่ในพานแก่ลุงของผู้เขียน

เมื่อลุงของผู้เขียนรับเครื่องทรงมาแล้ว พวกเทพบุตรที่มาด้วยท่านอื่นก็ช่วยกันแต่งองค์ทรงเครื่องให้กับพระพิรุณองค์ใหม่จนเสร็จ ร่างใหม่ของลุงก็กลับกลายจากชายชราเป็นเทพบุตรที่รูปงามสมกับความเป็นเทวดา แล้วเทพบุตรที่ถือพานอีกองค์ก็นำพานที่ใส่ศรมามอบให้ เมื่อพระพิรุณองค์ใหม่หรือลุงของผู้เขียนได้รับศรจากเทพบุตรองค์นั้นแล้ว ก็ปรากฏรัศมีแห่งเทพองค์ใหม่สว่างจ้าไปโดยรอบ พร้อมกันนั้นเหล่าเทพบุตรพระพิรุณทั้งหมดรวมทั้งลุงของผู้เขียนก็พากันเหาะขึ้นไปบนฟ้าเวียนรอบเมรุ ๓ รอบ แล้วพากันแผลงศรไปทั่วท้องฟ้าเสมือนหนึ่งเป็นพิธีต้อนรับเทพบุตรองค์ใหม่ของชาวพิรุณเทพ พร้อมกับพากันเหาะกลับขึ้นไปจนหายไปจากฟ้า ผู้เขียนมองตามไปจนสุดที่เหล่าเทพได้หายไปจากสายตาของผู้เขียน พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ลาก่อนครับลุง ขอให้มีความสุข ในสุคติโลกสวรรค์นะครับ” ก็ปรากฏภาพรอยยิ้มของเทพบุตรที่เป็นลุงของผู้เขียนบนท้องฟ้าเป็นครั้งสุดท้ายที่อาจแสดงถึงคำขอบใจและร่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย ความปิตินี้อยู่ในใจของผู้เขียนมาจนทุกวันนี้แม้เวลานั้นจะผ่านไปเกือบ ๑๐ ปีแล้วก็ตาม คงต้องขอจบเรื่องราวของผีตัวที่ ๑๖ ไว้เพียงเท่านี้แล้วค่อยพบกันใหม่ในคุยกับผีตัวที่ ๑๗ นะครับ





ไว้พบกันใหม่ในเรื่องผีตัวที่ 17...โปรดติดตามกันต่อไป...

ขอขอบคุณท่านเจโต สำหรับเรื่องราว…ที่นำมาเล่าถ่ายทอดเพื่อเป็นวิทยาทาน

thxby102144ผู้ดูแลบอร์ดหมายเลข 2
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 กันยายน 2016, 09:08:29 AM โดย กระเบนท้องน้ำ » บันทึกการเข้า
ผู้ดูแลบอร์ดหมายเลข 2
ชมพู น้ำเงิน
Administrator
แฟนพันธุ์แท้
*

2820
ออฟไลน์ ออฟไลน์


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 68
เลขประจำตัว: 28893
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 7312
สมาชิกลำดับที่: 263

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 69 : Exp 66%
HP: 0.1%

メーテイー (♥) ワシカー

lordodinos@windowslive.com lordodinos@yahoo.co.th methee.treewichian http://bassworldodinos.hi5.com
เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 05 สิงหาคม 2010, 22:22:18 PM »

ผมก็ยัง ติดตามอ่านต่อไป..  อิอิ

thxby102179กระเบนท้องน้ำ
บันทึกการเข้า

ม.ต้น  1/10, 2/8, 3/8 ม.ปลาย 4/5, 5/4, 6/4
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: