พระอรหันตธาตุ...สมัยพุทธกาล
หน้า: 1 [2] 3 4   ลงล่าง
  พิมพ์  
Share this topic on FacebookShare this topic on MySpaceShare this topic on TwitterShare this topic on GoogleShare this topic on
ผู้เขียน หัวข้อ: พระอรหันตธาตุ...สมัยพุทธกาล  (อ่าน 26929 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #15 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 17:36:50 PM »

พระปุณณะเถระ

   
  

"พระปุณณะเถระ
สัณฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส พรรณสีขาว สีดอกพิกุลแห้ง"

ประวัติ พระปุณณะเถระ

ทั้งนี้ในพระบาลีมีกล่าวถึงพระปุณณะเถระอยู่ด้วยกัน 2 องค์ ได้แก่ พระปุณณมันตานีบุตร ผู้เป็นบุตรของนางมันตานีพราหมณี และ พระปุณณสุนาปรันตะ หนังสือบางเล่มกล่าวว่า พระปุณณะ ที่กล่าวในตำราพระธาตุเป็น พระปุณณสุนาปรันตะ ซึ่งหากถือตามตำนาน พระปุณณะองค์นี้ก็เป็นคนไทย (ชาวสระบุรี) คนแรกที่ได้บวชในพระพุทธศาสนา แต่ในที่นี่ ขอกล่าวถึง " พระปุณณมันตานีบุตร เอตทัคคมหาสาวกผู้เป็นธรรมกถึก"

ปุณณมันตานีบุตร คือพระเถระชื่อว่า ปุณณะ ท่านเป็นบุตรของนางมันตานีพราหมณี จึงชื่อว่า ปุณณมันตานีบุตร เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในหมู่บ้านพราหมณ์ ชื่อโทณวัตถุไม่ไกลกรุงกบิลพัสดุ์ ในวันขนานนามของท่าน พวกญาติขนานนามท่านว่า ปุณณมาณพ ท่านเป็นหลานของพระอัญญาโกณฑัญญะครั้งเมื่อ พระศาสดาทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณ ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ เสด็จดำเนินมาโดยลำดับ เข้าอาศัยอยู่ ยังกรุงราชคฤห์ ในพรรษาที่ ๒ พระอัญญาโกณฑัญญเถระ ได้มายังกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อให้ปุณณมาณพหลานชายของตนบวช วันรุ่งขึ้น จึงมาเฝ้าพระทศพล ถวายบังคมแล้วก็ทูลลาไปยังฉัททันตสระ เพื่อพักผ่อนกลางวัน และไม่ต้องการคลุกคลีกับหมู่ ฝ่ายพระปุณณมันตานีบุตรมาเฝ้าพระทศพล พร้อมกับพระอัญญาโกณฑัญญเถระผู้ลุง คิดว่า เราจักทำกิจแห่งบรรพชิตของเราให้ถึงที่สุดแล้ว จึงจักไปเฝ้าพระทศพล ดังนี้ จึงตั้งใจทำกิจในกรุงกบิลพัสดุ์นั่นเอง กระทำโยนิโสมนสิการกรรมฐาน ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัตผล

งานของท่านพระปุณณมันตานีบุตรมีกุลบุตรออกบวชในสำนักของท่านถึง ๕๐๐ รูป จึงสอนแม้แก่บรรพชิตเหล่านั้นด้วยกถาวัตถุ ๑๐ บรรพชิตเหล่านั้นดำรงอยู่ในโอวาทของท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตทุกรูปเทียว ภิกษุเหล่านั้นรู้ว่า กิจแห่งบรรพชิตของตนถึงที่สุดแล้ว จึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์กล่าวว่า ท่านผู้เจริญกิจของพวกกระผมและผู้ได้มหากถาวัตถุ ๑๐ ถึงที่สุดแล้ว เป็นสมัยที่พวกกระผมจะเฝ้าพระทศพล พระเถระฟังถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้นแล้วจึงคิดว่า พระศาสดาทรงทราบว่า เราได้กถาวัตถุ ๑๐ เมื่อเราแสดงธรรมก็แสดงไม่พ้นกถาวัตถุ ๑๐ เมื่อเราไปภิกษุทั้งหมดนี้ก็จะแวดล้อมไป ก็การไปด้วยคลุกคลีด้วยหมู่คณะอย่างนี้เข้าเฝ้าพระทศพลของเราก็ไม่ควร ภิกษุเหล่านี้จงไปเฝ้าก่อน ดังนี้ จึงกล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า อาวุโส ท่านทั้งหลายจงเดินล่วงหน้าไปเฝ้าพระตถาคต และจงกราบพระบาทของพระองค์ตามคำของเรา แม้เราก็จักไปตามทางที่ท่านไปแล้ว ดังนี้ ภิกษุเหล่านั้นทุกรูปล้วนอยู่ในรัฐที่เป็นชาติภูมิเดียวกับพระทศพล ทั้งหมดเป็นพระขีณาสพ ได้กถาวัตถุ ๑๐ หมดทุกรูป ยินดียิ่งซึ่งโอวาทของอุปัชฌาย์ของตน ไหว้พระเถระแล้วเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ล่วงหน้าทางถึง ๖๐ โยชน์จนถึงพระเชตวันมหาวิหารในกรุงราชคฤห์ ถวายบังคมพระบาทของพระบาทของพระทศพลแล้วพากันนั่งอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่งก็นี่เป็นอาจิณณวัตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ที่จะทรงชื่นชอบตอบกันอาคันตุกะภิกษุทั้งหลาย
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำปฏิสันถารด้วย มธุรวาจากับภิกษุเหล่านั้นโดยนัยมีอาทิว่า

พอทนได้หรือภิกษุทั้งหลาย แล้วตรัสถามว่า
พวกเธอมาแต่ไหน เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลตอบว่า
มาจากชาติภูมิแล้ว
จึงตรัสถามภิกษุผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุผู้เป็นเพื่อนพรหมจรรย์
ชาวชาติภูมิกันได้สรรเสริญใครหนอแลอย่างนี้ว่า ตนเอง
ก็ปรารถนาน้อยด้วย สอนภิกษุทั้งหลายเรื่องปรารถนาน้อยด้วย
ดังนี้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า
พระเจ้าข้า ท่านชื่อว่า ท่านปุณณมันตานีบุตร พระเจ้าข้า

ท่านพระสารีบุตรได้ฟังถ้อยคำนั้น จึงเป็นผู้ใคร่เพื่อจะพบพระเถระ ครั้งนั้น พระศาสดาได้เสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ไปสู่กรุงสาวัตถีพระปุณณเถระได้ยินว่า พระทศพลเสด็จมากรุงสาวัตถี จึงคิดว่าเราจักเฝ้าพระศาสดา จึงออกเดินไปจนทันเฝ้าพระตถาคตที่ภายในพระคันธกุฎีทีเดียว พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ท่านชื่ออนันตนัย อันอาศัยกถาวัตถุ ๑๐ พระเถระสดับธรรมแล้ว ถวายบังคมพระทศพลแล้วไปยังป่าอันธวันเพื่อหลีกเร้นจึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง แม้พระสารีบุตรเถระทราบว่าท่านมา มองหาทิศทางแล้วเดินไปกำหนดโอกาสเข้าไปยังโคนไม้นั้นแล้วสนทนากับพระเถระ ถามถึงลำดับแห่งวิสุทธิ ๗ ในรถวินีตสูตร ดังมีความย่อว่า

สา. ท่านผู้มีอายุ ผมถามท่านว่า
สีลวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน
จิตตวิสุทธิ หรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน
ทิฏฐิวิสุทธิหรือเป็นอนุปาทาปรินิพพาน
กังขาวิตรณวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน
ญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน
ที่นอกไปจากธรรมเหล่านี้หรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน
ท่านก็ตอบผมว่า ไม่ใช่อย่างนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ จะพึงเห็น
เนื้อความของถ้อยคำที่ท่านกล่าวนี้อย่างไรเล่า?
ปุณณ. ท่านผู้มีอายุ ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงบัญญัติสีลวิสุทธิ
ว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพานแล้ว ก็ชื่อว่าทรงบัญญัติธรรมที่ยังมี
อุปาทาน ว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน.
ถ้าจักทรงบัญญัติ จิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณ ทัสสนวิสุทธิญาณ
ทัสสนวิสุทธิว่า เป็นอนุปาทาปรินิพพานแล้ว ก็ชื่อว่าทรงบัญญัติ
ธรรมที่ยังมีอุปาทาน ว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน
ถ้าหากว่า ธรรมนอกจากธรรมเหล่านี้ จักเป็นอนุปาทาปรินิพพาน
แล้ว ปุถุชนจะชื่อว่าปรินิพพาน เพราะว่า ปุถุชนไม่มีธรรมเหล่านี้
ท่านผู้มีอายุ ผมจะอุปมาให้ท่านฟัง บุรุษผู้เป็นวิญญูชน
บางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้เนื้อความแห่งคำที่กล่าวแล้วด้วยอุปมา.
อุปมาด้วยรถ ๗ ผลัด
ท่านผู้มีอายุ เปรียบเหมือน พระเจ้าปเสนทิโกศล กำลังประทับ
อยู่ในพระนคร สาวัตถี มีพระราชกรณียะด่วนบางอย่างเกิดขึ้น
ในเมืองสาเกต และในระหว่างพระนครสาวัตถีกับเมืองสาเกตนั้น จะ
ต้องใช้รถถึง ๗ ผลัด ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จออกจาก
พระนครสาวัตถี ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่หนึ่งที่ประตูพระราชวัง
ไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่สองด้วย รถพระที่นั่งผลัดที่หนึ่ง จึงปล่อย
รถพระที่นั่งผลัดที่หนึ่ง ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่สอง เสด็จไปถึงรถ
พระที่นั่งผลัดที่สาม ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่สอง ทรงปล่อยรถ
พระที่นั่งผลัดที่สอง ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่สาม เสด็จถึงรถ
พระที่นั่งผลัดที่สี่ ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่สาม ปล่อยรถพระที่นั่ง
ผลัดที่สาม ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่สี่ เสด็จถึงรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า
ด้วยรถพระที่นั่ง ผลัดที่สี่ ปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่สี่ ทรงรถ
พระที่นั่งผลัดที่ห้า เสด็จไปถึงรถพระที่นั่ง ผลัดที่หก ด้วยรถ
พระที่นั่งผลัดที่ห้า ปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า ทรงรถพระที่นั่ง
ผลัดที่หกเสด็จไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่เจ็ด ด้วยรถพระที่นั่งผลัด
ที่หก ปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่หกทรงรถพระที่นั่งผลัดที่เจ็ด เสด็จ
ไปถึงเมืองสาเกตที่ประตูพระราชวัง ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่เจ็ด
ถ้าพวกมิตรอำมาตย์ หรือพระญาติสาโลหิต จะพึงทูลถามพระองค์
ซึ่งเสด็จถึงประตูพระราชวังว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาจากพระนครสาวัตถีถึง
เมืองสาเกตที่ประตูพระราชวัง ด้วยรถ พระที่นั่งผลัดนี้ผลัดเดียว
หรือ ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะตรัสตอบอย่างไร จึงจะ
เป็น อันตรัสตอบถูกต้อง?

สา. ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะต้องตรัสตอบอย่างนี้
จึงจะเป็นอันตรัสตอบถูกต้อง คือ เมื่อฉันกำลังอยู่ในนครสาวัตถีนั้น
มีกรณียะด่วนบางอย่างเกิดขึ้นในเมืองสาเกตก็ในระหว่างนครสาวัตถี
กับเมืองสาเกตนั้นจะต้องใช้รถถึง ๗ ผลัด เมื่อเช่นนั้น ฉันจึงออกจาก
นครสาวัตถีขึ้นรถผลัดที่หนึ่งที่ประตูวังไปถึงรถผลัดที่สอง ด้วยรถ
ผลัดที่หนึ่ง ปล่อยรถผลัดที่หนึ่งขึ้นรถผลัดที่สอง ไปถึงรถผลัดที่สาม
ด้วยรถผลัดที่สอง ปล่อยรถผลัดที่สอง ... ขึ้นรถ ผลัดที่เจ็ด ไปถึง
เมืองสาเกตที่ประตูวังด้วยรถผลัดที่เจ็ด
ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศล จะต้องตรัสตอบอย่างนี้
จึงจะเป็นอันตรัสตอบถูกต้อง.
ปุ. ท่านผู้มีอายุ ข้อนี้ก็ฉันนั้น
สีลวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่จิตตวิสุทธิ
จิตตวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ทิฏฐิวิสุทธิ
ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่กังขาวิตรณวิสุทธิ
กังขาวิตรณวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ
ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่
ญาณทัสสนวิสุทธิญาณ
ทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่อนุปาทาปรินิพพาน
ท่านผู้มีอายุ ผมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค
เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน

กล่าวชื่นชมสุภาษิตของกันและกัน
เมื่อท่านพระปุณณมันตานีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระ
สารีบุตรจึงถามว่าท่านผู้มีอายุ ท่านชื่ออะไร และพวกภิกษุเพื่อน
พรหมจรรย์ รู้จักท่านว่าอย่างไร?
ท่านพระปุณณมันตานีบุตรตอบว่า ท่านผู้มีอายุ ผมชื่อปุณณะ
แต่พวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ รู้จักผมว่ามันตานีบุตร.
ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์นัก
ไม่เคยมีมาแล้ว ธรรมอันลึกซึ้ง อันท่านพระปุณณมันตานีบุตร
เลือกเฟ้นมากล่าวแก้ ด้วยปัญญาอัน ลึกซึ้ง ตามเยี่ยงพระสาวก
ผู้ได้สดับแล้ว รู้ทั่วถึงคำสอนของพระศาสดาโดยถ่องแท้
จะพึงกล่าวแก้ ฉะนั้น เป็นลาภมากของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย
ความเป็นมนุษย์อันเพื่อนพรหมจรรย์ได้ดีแล้ว ที่ได้พบเห็น
นั่งใกล้ท่านพระปุณณมันตานีบุตร แม้หากว่าเพื่อนพรหมจรรย์
ทั้งหลาย จะเทิดท่านพระปุณณมันตานีบุตรไว้บนศีรษะด้วยเทริดผ้า
จึงจะได้พบเห็น นั่งใกล้ แม้ข้อนั้นก็นับว่าเป็นลาภมากของเธอ
เหล่านั้น ความเป็นมนุษย์อันเธอเหล่านั้นได้ดีแล้ว อนึ่งนับว่า
เป็นลาภมากของผมด้วย เป็นการได้ดีของผมด้วย ที่ได้พบเห็น
นั่งใกล้ท่านพระปุณณมันตานีบุตร.
เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว
ท่านพระปุณณมันตานีบุตรจึงถามดังนี้ว่า
ท่านผู้มีอายุ ท่านชื่ออะไร และเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย
รู้จักท่านว่าอย่างไร?
ท่านพระสารีบุตร ตอบว่า ท่านผู้มีอายุ ผมชื่ออุปติสสะ
แต่พวกเพื่อนพรหมจรรย์ รู้จักผมว่าสารีบุตร.
ท่านพระปุณณมันตานีบุตรกล่าวว่า
ท่านผู้เจริญ ผมกำลังพูดอยู่กับท่านผู้เป็นสาวกทรงคุณคล้าย
กับพระศาสดา มิได้ทราบเลยว่า ท่านชื่อสารีบุตร ถ้าผมทราบว่า
ท่านชื่อสารีบุตรแล้ว คำที่พูดไปเพียงเท่านี้ คงไม่แจ่มแจ้งแก่ผมได้
เป็นการน่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีมาแล้ว ธรรมอันลึกซึ้ง อันท่าน
พระสารีบุตรเลือกเฟ้นมาถามแล้วด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง ตามเยี่ยง
พระสาวกผู้ได้สดับแล้วรู้ทั่วถึงคำสอนของพระศาสดาโดยถ่องแท้
จะพึงถาม ฉะนั้น เป็นลาภมากของเพื่อนพรหมจรรย์ ความเป็น
มนุษย์นับว่าเพื่อนพรหมจรรย์ได้ดีแล้ว ที่ได้พบเห็น นั่งใกล้
ท่านพระสารีบุตร แม้หากว่า เพื่อนพรหมจรรย์จะเทิดท่าน
พระสารีบุตรไว้บนศีรษะด้วยเทริดผ้าจึงจะได้พบเห็น นั่งใกล้
แม้ข้อนั้นก็เป็นลาภมากของเธอเหล่านั้น ความเป็นมนุษย์นับว่า
อันเธอเหล่านั้นได้ดีแล้ว อนึ่ง นับว่าเป็นลาภมากของผมด้วย
เป็นการได้ดีของผมด้วย ที่ได้พบเห็นนั่งใกล้พระสารีบุตร.

พระมหานาคทั้งสองนั้น ต่างชื่นชมสุภาษิตของกันและกัน ด้วยประการฉะนี้แล.

ในคราวที่พระอานนท์พระอานนท์ท่านบวชมาใหม่ๆ ได้พบพระปุณณมันตานีบุตร ท่านได้แสดงกถาวัตถุ ๑๐ ประการให้พระอานนท์ฟัง จนพระอานนท์ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล ต่อมาภายหลังพระศาสดาทรงประทับนั่งท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกแล

ช่วงปลายชีวิตของท่านยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าท่านปรินิพพานเมื่อใดและที่ไหน ทราบแต่ว่า ท่านปรินิพพานหลังพระพุทธเจ้า

บุพกรรมในอดีตชาติ

ได้ยินว่า ก่อนที่พระทศพลพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงอุบัติท่านปุณณะบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล กรุงหงสวดี ใน วันขนานนามท่าน พวกญาติขนานนามว่า โคตมะ ท่านเจริญวัยแล้วเรียนไตรเทพ เป็นผู้ฉลาดในศิลปศาสตร์ทั้งปวง มีมาณพ ๕๐๐ เป็นบริวาร เที่ยวไป จังพิจารณาไตรเพทดูก็ไม่เห็นโมกขธรรมเครื่องพัน คิดว่า ธรรมดาไตรเพทนี้เหมือนต้นกล้วย ข้างนอกเกลี้ยงเกลา ข้างในหาสาระมิได้ การถือไตรเพทนี้เที่ยวไป ก็เหมือนบริโภคแกลบเราจะต้องการอะไรด้วยศิลปะนี้ จึงออกบวชเป็นฤาษีทำพรหมวิหารให้บังเกิด เป็นผู้มีญาณไม่เสื่อมก็จักเข้าถึงพรหมโลก ดังนี้ จึงพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ ไปยังเชิงเขาบวชเป็นฤาษีแล้ว ท่านมีชฎิล ๑๘,๐๐๐ เป็นบริวาร ท่านทำอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ให้บังเกิดแล้ว บอก กสิณบริกรรมแก่ชฎิลเหล่านั้นด้วย ชฎิลเหล่านั้นตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน บำเพ็ญจนได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ทุกรูป

เมื่อกาลเป็นเวลานานไกลล่วงไปในเวลาที่โคตมดาบสนั้นเป็นคนแก่ พระปทุมุตตระทศพล ก็ทรงบรรลุปรมาภิสัมโพธิญาณทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ มีภิกษุแสดรูปเป็นบริวารทรงอาศัยกรุงหงสวดีประทับอยู่ วันหนึ่งพระทศพลนั้นทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอรหัตตูปนิสัยของบริษัทโคตม-ดาบส และความปรารถนาของโคตมดาบส (ที่ปรารถนาว่า ขอเราพึงเป็นยอด ของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก ในศาสนาของพระ-พุทธเจ้าผู้จะทรงบังเกิดในกาลภายหน้าเถิด) จึงชำระเสรีระแต่เช้าตรู่ ถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง เสด็จไปโดยเพศที่ใคร ๆ ไม่รู้จักในเมื่ออันเตวาสิกของ โคตมดาบสไปเพื่อแสดงหาผลหมาก รากไม้ในป่า ไปประทับยืนที่ประตูบรรณศาลาของโคตมดาบสฝ่ายโคตมดาบสแม้ไม่ทราบว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติแล้ว เห็นพระทศพลมาแต่ไกลเทียวก็ทราบได้ว่า บุรุษผู้นี้ปรากฏ น่าจะเป็นคนพ้นโลกแล้ว เหมือนความสำเร็จแห่งสรีระของพระองค์ ซึ่งประกอบด้วยจักกลักษณะ หากครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หากออกบวชก็จักเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ผู้มีกิเลส ดุจหลังคาเปิดแล้ว ดังนี้ จึงถวายอภิวาทพระทศพล โดยการพบ
ครั้งแรกเท่านั้น ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดมาประทับ ทางนี้ ปูลาดอาสนะถวายแล้ว พระตถาคตประทับนั่งแสดงธรรม แก่โคตมดาบส ขณะนั้นพวกชฎิลเหล่านั้นมาด้วยหมายว่า จักให้ผลหมากรากไม้ในป่าที่ประณีต ๆ แก่อาจารย์ ส่วนที่เหลือจักบริโภคเอง ดังนี้ เห็นพระทศพลประทับนั่งบนอาสนะสูง แต่อาจารย์นั่งบนอาสนะต่ำ ต่างสนทนากันว่า พวกเราคิดกันว่า ในโลกนี้ไม่มีใครที่ยิ่งกว่าอาจารย์ของเรา แต่บัดนี้ปรากฏว่า บุรุษนี้ผู้เดียวให้อาจารย์ของเรานั่งบนอาสนะต่ำ ตนเองนั่งบนอาสนะสูง มนุษย์นี้ทีจะเป็นใหญ่หนอ ดังนี้ ต่างถือตระกร้าพากันมา โคตมดาบสเกรงว่า ชฎิลเหล่านี้จะพึงไหว้เราในสำนักพระทศพล จึงกล่าวว่าพ่อทั้งหลายอย่าไหว้เรา บุคคลผู้เลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลกเป็นผู้ควรที่ท่านทุกคนพึงไหว้ได้ ท่านทั้งหลายจงไหว้บุรุษผู้นี้ ดาบสทั้งหลายคิดว่า อาจารย์ไม่รู้คงไม่พูด จึงถวายบังคมพระบาทแห่งพระตถาคตเจ้าหมดทุกองค์ โคตมดาบสกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย เราไม่มีโภชนะอย่างอื่นที่สมควรถวายแด่พระทศพล เราจักถวายผลหมากรากไม้ในป่านี้ จึงเลือกผลาผลที่ประณีต ๆ บรรจงวางไว้ในบาตรของพระพุทธเจ้า ถวายแล้ว พระศาสดาเสวยผลหมาก-รากไม้ในป่าแล้ว ต่อจากนั้น แม้ดาบสเองกับอันเตวาสิกจึงฉันพระศาสดาเสวยเสร็จแล้วทรงพระดำริว่า พระอัครสาวกทั้ง ๒ จงพาภิกษุแสนรูปมา ในขณะนั้น พระมหาวิมลเถระอัครสาวกรำลึกว่าพระศาสดาเสด็จไปที่ไหนหนอ ที่ทราบว่า พระศาสดาทรงประสงค์ให้เราไปจึงพาภิกษุแสนรูปไปเฝ้าถวายบังคมอยู่ พระดาบสกล่าวกะอันเตวาสิกว่า พ่อทั้งหลาย พวกเราไม่มีสักการะอื่น (ทั้ง) ภิกษุสงฆ์ก็ยืนอยู่ลำบาก เราจักปูลาดบุปผาสนะถวายภิกษุสงฆ์มีพระพุทธ องค์เจ้าเป็นประธาน ท่านทั้งหลายจงไปนำเอาดอกไม้ที่เกิดทั้งบนบก ทั้งในน้ำมาเถิด ในทันใดนั้นเอง ดาบสเหล่านั้น จึงนำเอาดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมาจากเชิงเขาด้วยอิทธิฤทธิ์ ปูลาด อาสนะทั้งหลายโดยนัยที่กล่าวไว้ในเรื่องของพระสารีบุตรเถระนั้นแล การเข้านิโรธสมาบัติก็ดี การกั้นฉัตรก็ดี ทุเรื่อง พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นแลในวันที่ ๗ พระศาสดาทรงออกจากนิโรธสมาบัติ ทรงเห็นดาบสทั้งหลายยืนล้อมอยู่ จึงตรัสเรียกพระสาวกผู้บรรลุเอตทัคคะในความเป็นพระธรรมกถึกตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หมู่ฤาษีนี้ ได้กระทำสักการะใหญ่ เธอจงกระทำอนุโมทนาบุปผาสนะแก่หมู่ฤาษีเหล่านี้ ภิกษุนั้นรับพระพุทธดำรัสแล้วพิจารณาพระไตรปิฎกกระทำอนุโมทนา เวลาจบเทศนาของภิกษุนั้นพระศาสดาทรงเปล่งพระสุระเสียงดุจเสียงพรหมแสดงธรรมด้วยพระองค์เอง เมื่อจบเทศนา (เว้น) โคตรดาบสเสีย ชฎิล ๑๘,๐๐๐ รูปที่เหลือได้บรรลุพระอรหัต ส่วนโคตมดาบสไม่อาจทำการแทงตลอดโดยอัตภาพนั้น จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุผู้ที่แสดงธรรมก่อนนี้ ชื่อว่าอย่างไร ในศาสนาของพระองค์ พ.ตรัสว่า โคตมดาบส ภิกษุ นี้เป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกในศาสนาของเราโคตรดาบสหมอบแทบบาทมูล กระทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยผลแห่งบุญกุศลที่ข้าพระองค์ทำมา ๗ วันนี้ ข้าพระองค์พึงเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนดังภิกษุรูปนี้ พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคตกาล ก็ทรงทราบว่าความปรารถนาของโคตมดาบสนั้นสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้แล้วทรงพยากรณ์ว่าในที่สุดแห่งแสนกัปในอนาคตกาลพระ-
พุทธเจ้าพระนามว่า โคตร จักทรงอุบัติขึ้น ท่านจักเป็นยอดของเหล่าภิกษุผู้เป็นธรรมกถึกในศาสนาของพระองค์แล้วตรัสกะดาบสผู้บรรลุพระอรหัตว่า เอก ภิกขโว จงเป็นภิกษุมาเถิดดังนี้ ดาบสทุกรูปมีผมและหนวดอันตรธานไป ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเช่นกับพระเถระ ๑๐๐ พรรษาพระศาสดาทรงพาภิกษุสงฆ์เสด็จกลับพระวิหาร ฝ่ายโคตม-ดาบสก็บำรุงพระตถาคตจนตลอดชีวิต บำเพ็ญแต่กัลยาณกรรมตามกำลัง เวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแสนกัปครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา จึงมาเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในหมู่บ้านพราหมณ์ ชื่อโทณวัตถุไม่ไกลกรุงกบิลพัสดุ์ในวันขนานนามของท่าน พวกญาติขนานนามท่านว่า ปุณณมาณพ


บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #16 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 17:39:27 PM »

พระอุปะนันทะ

 


"พระอุปะนันทะ
สัณฐานกลมเป็นปริมณฑล พรรณสีเขียว"

ประวัติ พระอุปะนันทะ  -


---------------------------------------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #17 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 17:42:08 PM »

พระสัมปะฑัญญะ

   
  

"พระสัมปะฑัญญะ
สัณฐานเท่าหมากสงปอกแล้ว พรรณสีแดง สีขาว"

ประวัติ พระสัมปะฑัญญะ  -



---------------------------------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #18 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 17:44:41 PM »

พระจุลลินะเถระ

   
 

"พระจุลลินะเถระ
มีสัณฐานต่างๆ หากำหนดมิได้ พรรณสีดอกจำปา สีกล้วยครั่ง"

ประวัติ พระจุลลินะเถระ -



--------------------------------------------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #19 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 17:46:45 PM »

พระจุลนาคะ

   
 

"พระจุลนาคะ
มีสัณฐานดังดอกดีปลี เป็นปุ่มยาวทบไปทบมาทั่วทั้งองค์ พรรณขาวดังสีสังข์"

ประวัติ พระจุลนาคะ  -


--------------------------------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #20 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 17:48:29 PM »

พระมหากปินะ

   
 

"พระมหากปินะ สัณฐานดังผลชะเอม พรรณขาวแดงข้างอย่างหนึ่ง
เขียวข้างแดงข้างอย่างหนึ่ง เหลืองข้างเขียวข้างอีกอย่างหนึ่ง"

ประวัติ พระมหากปินะ หรือ พระมหากัปปินเถระ เอตทัคคะในทางผู้ให้โอวาทภิกษุ

พระมหากัปปินะ เป็นพระโอรสของพระมหากษัตริย์ผู้ครองนครภุกฎวดี ในปัจจันตชนบท มีพระนามเดิมวา “กัปปินะ” เมื่อพระราชบิดาทิวงคตแล้วได้ครอบครองราชย์สมบัติสืบต่อมา ได้พระนามใหม่ว่า “พระเจ้ามหากัปปินะ” มีพระอัครมเหสีพระนามว่า “อโนชาเทวี” ซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระราชาผู้ครองนครสาคละ แห่งแคว้นมัททรัฐพระเจ้ามหากัปปินะ มีพระราชหฤทัยใฝ่ต่อการศึกษาแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะทรงฝักใฝ่ในการออกบวชเพื่อการบรรลุมรรคผลนิพพานอันเป็นคุณธรรมเบื้องสูง ทุก ๆ วันพระองค์จะส่งอำมาตย์ออกไปสืบข่าวจากทิศทั้ง ๔ ว่ามีข่าวอะไรบ้าง โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับพระรัตนตรัย อำมาตย์เหล่านั้นออกจากพระนครไปไกล ๒-๓ โยชน์ทุกวัน ค่ำแล้วก็กลับมารายงานข่าวให้ทรงทราบ พระเจ้ามหากัปปินะ มีม้าอันเป็นพระราชพาหนะ ๕ ม้า คือ ม้าชื่อพละ ม้าชื่อพลวาหนะ ม้าชื่อปุปผะ ม้าชื่อปุปผวาหนะ และ ม้าชื่อสุปัตตะ โดยปกติพระองค์จะทรงม้าชื่อสุปัตตะ เป็นประจำ ส่วนม้าที่เหลือจะพระราชทานให้อำมาตย์หรือทหารใช้เป็นพาหนะไปสืบข่าวต่าง ๆ ทรงทราบข่าวพระรีตนตรัยเกิดขึ้นในโลก วันหนึ่ง พระองค์เสด็จประพาสราชอุทยานพร้อมด้วยอำมาตย์ และข้าราชบริพาร ๑,๐๐๐ คน ได้พบพ่อค้าที่เดินทางมาจากเมืองสาวัตถี รับสั่งให้เข้าเฝ้าถามข่าวสารจากเมืองสาวัตถุนั้น ครั้นเมื่อพ่อค้าได้กราบทูลว่า:-

“ขอเดชะ ข่าวอื่นไม่มี แต่ในเมืองสาวัตถีนั้น บัดนี้ มีพระพุทธเจ้า มีพระธรรม และมี
พระสงฆ์ เกิดขึ้นแล้วในโลก พระเจ้าข้า”

พระเจ้ามหากัปปินะ พอได้สดับคำว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เท่านั้น ทั่วทั้งพระวรกายถูกปีติโสมนัสเข้าครอบงำอย่างท่วมท้น จนหลงลืมพระสติไปชั่วขณะ พอสติสัมปปชัญญะ กลับคืนมาแล้ว พระองค์ได้ตรัสถามซ้ำอีกถึง ๓ ครั้ง บรรดาพ่อค้ากราบทูลยืนยันเช่นเดิม จึงรับสั่งให้อำมาตย์เขียนพระราชสาสน์ ถึงพระชายา รับสั่งให้พระราชทานรางวัลแก่พ่อค้าจำนวน ๓ แสนกหาปณะ และขอสละราชสมบัติให้พระชายารับครอบครองสืบต่อไป ส่วนพระองค์เองพร้อมด้วยอำมาตย์ผู้ใกล้ชิดเหล่านี้ จะขอออกบวชอุทิศเฉพาะแต่พระผู้มีพระภาค ดังนี้แล้ว มอบพระราชสาสน์นั้นให้พ่อค้านำไปถวายแด่พระชายา แม้อำมาตย์เหล่านั้นก็เขียนจดหมายถึงภรรยาของตน ๆ ดุจเดียวกัน จากนั้นได้ติดตามพระมหากัปปินะ ออกจากพระราชอุทยานมุ่งสู่พระนครสาวัตถี

เสด็จออกผนวชพร้อมด้วยอำมาตย์

เส้นทางเสด็จของพระเจ้ามหากัปปินะนั้น เต็มไปด้วยความยากลำบากทุรกันดารผ่านทั้งป่าและภูเขา โดยเฉพาะมีแม่น้ำใหญ่ ๓ สาย คือ แม่น้ำอารวปัจฉา แม่น้ำนีลวาหนา และแม่น้ำจันทภคา ขวางหน้าอยู่ ซึ่งแต่ละสายนั้น ทั้งกว้างและลึกมาก จะข้ามได้ก็ต้องอาศัยเรือหรือแพขนาดใหญ่ ซึ่งก็หาได้ยาก พระเจ้ามหากัปปินะ ทรงมีพระดำริว่า “ถ้าจะรอเวลาหาเรือหรือแพก็จะทำให้ล่าช้า เพราะความเกิดนำไปสู่ความแก่ ความแก่นำไปสู่ความเจ็บและความเจ็บนำไปสู่ความตาย ทุกลมหายใจเข้าออกย่อมนำไปสู่ความแก่และความตายทั้งนั้น เราไม่รู้ว่าความตายจะมาถึงเราเมื่อไร ดังนั้นเราออกบวชเพื่ออุทิศต่อพระรัตนตรัย ด้วยอานุภาพแห่งรัตนตรัยนั้น ขอให้น้ำนี้จงอย่าได้เป็นเหมือนน้ำเลย” ครั้นทรงมีพระดำริดังนี้แล้ว ทรงระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย มีพุทธานุสติเป็นต้นแล้ว เสด็จลงสู่แม่น้ำพร้อมทั้ง บริวาร ๑,๐๐๐ คน ม้าทั้งหลายวิ่งไปบนผิวน้ำเหมือนกับวิ่งบนแผ่นดิน แม้แต่ปลายกีบม้าก็ไม่เปียกเลยสักนิดเดียว

พระพุทธองค์ทรงรับเสด็จ

เวลาใกล้รุ่งของราตรีนั้น พระบรมศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลก ได้ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้ามหากัปปินะ พร้อมทั้งบริวาร ผู้ทรงสละราชสมบัติ ออกผนวชอุทิศเฉพาะพระรัตนตรัย ท้าวเธอพร้อมทั้งบริวารจักบรรลุพระอรหัตผลพร้อมทั้งปฏิสัมภิทาทั้งหลาย สมควรที่ที่เราตถาคตจักกระทำการต้อนรับเสด็จครั้นแล้ว พระพุทธองค์ทรงบาตรและจีวรเสด็จออกต้อนรับสิ้นระยะทาง ๑๒๐ โยชน์ ประหนึ่งว่าพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงต้อนรับกำนันนายบ้าน ฉะนั้น ได้ประทับเปล่งพระรัศมีภายใต้ร่มต้นนิโครธ ณ ริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคาพระเจ้ามหากัปปินะ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระรัศมีนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า “แสงสว่างนี้ไม่ใช่แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ หรือแสงสว่างจากเทวดาตนใดตนหนึ่ง จักต้องเป็นแสงสว่างแห่งพระบรมศาสดาอย่างแน่นอน” เมื่อทรงพระดำริดังนี้แล้วเสด็จลงจากหลังม้าพร้อมทั้งบริวาร เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตามสายแห่งพระรัศมีนั้น ถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถาให้สดับจบลงแล้ว พระราชาพร้อมทั้งบริวารได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วกราบทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ได้ประทานด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา

พระราชเทวีและภรรยาอำมาตย์ออกบวช

พระนางอโนชาเทวี ได้รับข่าวสารจากพ่อค้าเหล่านั้น ตรัสซักถาม ได้ทราบความแน่ชัดทุกประการแล้ว เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าเช่นกัน ให้รางวัลแก่พ่อค้าเหล่านั้นแล้ว ชักชวนภรรยาอำมาตย์ทุกคนเสด็จออกบวช โดยทำนองเดียวกันกับพระราชสามี พระพุทธองค์ทรงรับเสด็จดุจเดียวกันกับพระเจ้ามหากัปปินะ และทรงบันดาลฤทธิ์มิให้สามีภรรยาเหล่านั้นเห็นกัน เพื่อมิให้เป็นอันตรายต่อการฟังธรรม เมื่อพระนางเสด็จมาถึงแล้วได้กราบทูลถามถึงพระราชสามีและหมู่อำมาตย์ พระบรมศาสดารับสั่งให้ประทับนั่งลงก่อนแล้วจะได้พบกัน ณ ที่นี้ เมื่อพระราชเทวีและหญิงเหล่านั้นประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว พระพุทธองค์ทรงแสดงอนุปุพพิกถาให้สดับ เมื่อจบธรรมกถา พระราชเทวีและหญิงเหล่านั้นได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน ส่วนพระเจ้ามหากัปปินะ และภิกษุบริวารเหล่านั้น ซึ่งนั่งฟังอยู่ด้วยได้บรรลุพระอรหัตผลด้วยกันทั้งหมด พระพุทธองค์จึงทรงคลายฤทธิ์ให้พระราชเทวีเห็นพระราชสามี และหญิงเหล่านั้นเห็นสามีของตน ๆ แล้วกราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระพุทธองค์รับสั่งให้ไปอุปสมบทในสำนักของนางภิกษุณีที่เมืองสาวัตถี และพระพุทธองค์ก็ทรงพาภิกษุเหล่านั้นเสด็จสู่กรุงสาวัตถี

พระเจ้ามหากัปปินะเปล่งอุทาน

พระเจ้ามหากัปปินะนั้น ไม่ว่าท่านจะอยู่ในที่พักหรือที่ใดก็ตามท่านมักจะเปล่งอุทานว่า “สุขหนอ สุขหนอ” อยู่เสมอ ภิกษุทั้งหลายคิดว่าท่านยังรำลึกถึงความสุขในราชสมบัติอยู่ จึงพากันไปกราบทูลพระบรมศาสดา พระพุทธองค์แม้ทรงทราบแล้ว แต่ก็รับสั่งให้พระเจ้ามหากัปปินะเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามเหตุแห่งการเปล่งอุทานให้ได้ยินกันทั่ว ณ ที่นั้น เพื่อคลายความสงสัยแล้วตรัสว่า:-

“ภิกษุทั้งหลาย พระมหากัปปินะบุตรของเรานี้ เปล่งอุทานอย่างนั้นเพราะปรารภอมต มหานิพพาน เป็นการเปล่งเพราะความเอิบอิ่มในธรรม”

ได้รับยกย่องในตำแหน่งเอตทัคคะ

ท่านได้รับมอบหมายจากพระบรมศาสดา ให้เป็นผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย ซึ่งท่านก็ได้สนองพระบัญชาด้วยดีพระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทางผู้ให้โอวาทภิกษุ


บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #21 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 17:50:43 PM »

พระยังคิกะเถระ

   
  

"พระยังคิกะเถระ
สัณฐานสี่เหลี่ยมแบนเป็นหน้ากระดาน มีรูกลาง พรรณดังสีทองแดง"

ประวัติ พระยังคิกะเถระ  -


-------------------------------------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #22 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 17:54:16 PM »

พระสุมณะเถระ

   
 

"พระสุมณะเถระ สัณฐานดังหอยโข่ง พรรณแดงดังสีชาด ดังสีเสน สีกำมะถัน"

ประวัติ พระสุมณะเถระ  -



------------------------------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #23 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 17:56:24 PM »

พระกังขาเรวัตตะ

 
 

"พระกังขาเรวัตตะ สัณฐานกลม งอกกระปุ่มกระป่ำดังภูเขา
พรรณเขียวดังสีลูกปัด สีปีกแมลงทับ สีลูกจันทน์อ่อน"

ประวัติ พระกังขาเรวตเถระ เอตทัคคะในทางผู้เพ่งด้วยฌาณ

พระกังขาเรวตะ เป็นบุตรเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี เดิมชื่อว่า “เรวตะ” เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังมิเคยเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรมกถามาก่อนเลย คงเป็นด้วยอุปนิสัยวาสนาบารมีเก่าส่งเสริม

แอบนั่งฟังธรรมท้ายสุด

ต่อมาได้เห็นอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ถือดอกไม้ธูปเทียน เครื่องสักการะและของหอม ไปยังพระเชตวันมหาวิหาร จึงติดตามไปด้วยแล้วนั่งอยู่ท้ายสุด หมู่พุทธบริษัท เพราะตนเองเป็นผู้ใหม่ รอเวลาที่พระบรมศาสดาจะทรงแสดงพระธรรมเทศนา โดยปกติธรรมดาของพระผู้มีพระภาค ทุกครั้งก่อนที่พระองค์จะแสดงธรรม จะทรงพิจารณาตรวจดูอุปนิสัยของพุทธบริษัทที่ประชุมกัน ณ ที่นั้นว่าผู้ใดมีบุญวาสนาบารมีสั่งสมบารมี ซึ่งพอจะเป็นปัจจัยส่งผลให้บรรลุคุณธรรมพิเศษบ้างหรือไม่ และพิจารณาว่าธรรมหมวดไหนเหมาะสมแก่ฟังนั้น ๆ เมื่อทรงพิจารณาไปโดยรอบ ก็ทอดพระเนตรเห็นเรวตมาณพ เข้าสู่ข่ายคือ พระญาณของพระองค์ ว่าเป็นผู้มีอุปนิสัยบารมีสั่งสมมาดีแต่อดีตชาติ สามารถจะบรรลุมรรคผลได้ จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาอนุปุพพิกถา เพื่อขัดเกล่าอุปนิสัยให้สะอาดหมดจด ปราศจากความยินดีในกามคุณที่เคยบริโภคใช้สอยมาก่อนใจความในอนุปุพพิกถา ถือถ้อยคำที่กล่าวไปโดยลำดับ ๕ ประการ คือ

๑. ทานกถา กล่าวถึงอานิสงส์ของการบริจาคทาน
๒. สีลกถา กล่าวถึงการรักษากายวาจาให้เรียบร้อย
๓. สัคคกถา กล่าวถึงเรื่องสวรรค์อันอุดมด้วยทิพยสมบัติ
๔. กามาทีนวกถา กล่าวถึงโทษแห่งกามคุณ ๕ ว่าเป็นเหตุนำทุกข์มาให้
๕. เนกขัมมานิสังสกถา กล่าวถึงอานิสงส์ของการออกบวชว่า เป็นอุบายที่จะให้บรรลุพระนิพพานอันเป็นบรมสุข

เมื่อจบพระธรรมเทศนา เรวตมาณพก็เกิดศรัทธาแก่กล้ายิ่งขึ้น จึงกราบทูลขออุปสมบทในพุทธศาสนา พระพุทธองค์ประทานให้ตามประสงค์ ครั้นได้อุปสมบทแล้ว ท่านได้ศึกษาพระกรรมฐานจากพระบรมศาสดาแล้วปลีกตัวอยู่ในสถานที่อันสงบสงัด อุตสาห์บำเพ็ญเพียรพระกรรมฐานจนได้บรรลุโลกิยฌาน แล้วทำฌานที่ได้แล้วนั้น ให้เป็นพื้นฐานในการเจริญวิปัสสนา ไม่ช้านักท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวกิเลส เป็นพระอเสขบุคคลในพระพุทธศาสนา

เหตุที่ได้นามว่ากังขาเรวตะ

พระเรวตะนั้น ภายหลังจากที่ได้อุปสมบทแล้ว ขณะที่ท่านยังเป็นปุถุชนยังมิได้บรรลุพระอรหัตผล เมื่อท่านได้รับกัปปิยวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ สิ่งใด ๆ มาแล้ว ท่านมักจะคิดกังขาคือ สงสัยก่อนเสมอว่า ของสิ่งนี้เป็นของถูกต้องพุทธบัญญัติ สมควรแก่บรรพชิตที่จะใช้สอยหรือไม่ (กัปปิยะ= เป็นของควร, อกัปปิยะ = เป็นของไม่ควร) เมื่อท่านพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่า เป็นของที่บรรพชิตบริโภคใช้สอยได้ไม่ผิดพระวินัย ท่านจึงใช้สอยของสิ่งนั้น ด้วยความที่ท่านเป็นผู้มักสงสัยอยู่เป็นประจำ จนเป็นที่ทราบกันทั่วไปในหมู่พระภิกษุทั้งหลาย ดังนั้น คำว่า “กังขา” จึงถูกเรียกรวมกับชื่อเดิมของท่านว่า “กังขาเรวตะ หมายถึง พระเราวตะผู้ชอบสงสัย” แม้ว่าภายหลังท่านได้บรรลุพระอรหัตผล สิ้นกิเลสอันเป็นเหตุแห่งวิจิกิจฉา คือความลังเล สงสัยแล้วก็ตาม นามว่ากังขาเรวตะ ก็ยังเป็นที่เรียกขานของเพื่อนสหธรรมิกอยู่ตลอดไป

ได้รับยกย่องในตำแหน่งเอตทัคคะ

พระกังขาเรวตะ เป็นผู้มีความชำนาญในฌานสมาบัติ ทั้งที่เป็นโลกิยะ และโลกุตระ แม้กระทั่งฌานสมาบัติอันเป็นพุทธวิสัย คือ ฌานสมาบัติที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้นจะพึงเจริญ มิได้ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย ด้วยว่า ความสุขอันเกิดจากฌานสมาบัตินั้น ไม่มีโลกิยสุขใด ๆ ในโลกจะเทียบเท่าได้เลย เรียกว่า “สันติสุข คือ สุขที่เกิดจากความสงบ” ส่วนสุขอันเป็นโลกีย์นั้นต้องพึ่งพิงอิงอาศัยอามิสต่าง ๆ อันได้แก่ บุคคล สัตว์ สิ่งของ เป็นต้น เข้ามาช่วยให้เกิดความสุข และความสุขแบบโลกีย์นี้ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เพราะเมื่อยามที่ยังมีอยู่ ก็รู้สึกเป็นสุข แต่เมื่อยามสิ่งของเหล่านั้นอันตรธานหรือชำรุดเสียหายไปก็จะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ แต่ความสุขอันเกิดจากฌานสมาบัตินั้นเป็นสุขที่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเป็นสุขที่เกิดจากความไม่มีทุกข์ ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทาง ผู้เพ่งด้วยฌาน, ผู้ยินดีในฌานสมาบัติท่านดำรงอายุสังขาร ช่วยกิจการพระศาสนาสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน



บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #24 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 17:58:57 PM »

พระโมฬียะวาทะ

  
 

"พระโมฬียะวาทะ สัณฐานดังฟองมัน พรรณสีเมฆหมอก สีดำเทา"

ประวัติ พระโมฬียะวาทะ -



-------------------------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #25 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 18:00:45 PM »

พระอุตระ

   
  

"พระอุตระ สัณฐานดังเมล็ดแตงโม พรรณแดงดังสีเปลือกกรู ดังผลหว้า"

ประวัติ พระอุตระ

หนังสือโดยทั่วไปกล่าวว่า "พระอุตระ" ที่ปรากฏในตำราพระธาตุ เป็นองค์เดียวกับ "พระอุตระ" หนึ่งในพระธรรมฑูต ที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงส่งมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเขตสุวรรณภูมิ แต่เมื่อค้นประวัติแล้ว ในสมัยพุทธกาลก็มีพระอรหันต์องค์หนึ่งนามว่า พระอุตระ เช่นกัน ดังมีประวัติกล่าวถึงดังนี้

พระอุตตระเถระ ท่านเป็นบุตรของพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งในนครราชคฤห์ เป็นผู้เชี่ยวชาญในไตรเพท มีรูปงาม มีศีล และมีปัญญาเฉลียวฉลาด ท่านวัสสการพราหมณ์ มหาอำมาตย์ของพระเจ้าอชาตศัตรูเห็นรูปสมบัติและคุณสมบัติของท่านแล้ว เกิดความเอ็นดู ปรารถนาจะให้สมรสกับธิดาของตน แต่ท่านเกิดความเบื่อหน่ายต่อโลก ไม่ปรารถนาจะครองเรือน และเมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาของท่านพระสารีบุตร ได้เกิดความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ขอบรรพชาอุปสมบทกับพระสารีบุตร และอยู่ปฏิบัติรับใช้พระเถระผู้เป็นอาจารย์เรื่อยมา

ครั้งหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอาพาธ พระอุตตระได้ออกไปหาหมอแต่เช้าตรู่ ครั้นเดินไปพบสระน้ำในระหว่างทาง ท่านได้วางบาตรไว้ริมฝั่งสระน้ำ แล้วลงไปตักน้ำ ล้างหน้า บ้วนปาก ในขณะนั้น โจรคนหนึ่ง ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ติดตามมา เขาได้ทิ้งเพชรพลอยที่ขโมยมาลงในบาตรของท่าน แล้วหลบหนีไป เมื่อเจ้าหน้าที่ตามมาเห็นมีเพชรพลอยอยู่ในบาตรของท่าน จึงนำท่านไปหาวัสสการพราหมณ์ ท่านมหาอำมาตย์ได้ตัดสินให้ลงโทษท่าน โดยการทรมานอย่างทารุณ พระพุทธองค์ทรงเห็นอุปนิสัยของท่านว่า จักได้บรรลุธรรมในวันนั้น จึงได้เสด็จไปทางอากาศ ยืนประทับอยู่เหนือศีรษะของท่าน เอาพระหัตถ์ลูบศีรษะของท่านด้วยพระเมตตากรุณาธิคุณยิ่งแล้วตรัสว่า "อุตตระ นี่คือ ผลแห่งกรรมในอดีต" แล้วตรัสสอนธรรมตามอุปนิสัยของท่านในที่สุด ท่านก็ได้บรรลุอรหัตตผลพร้อมด้วยอภิญญา ๖ และได้หลุดพ้นจากเครื่องพันธนาการ เหาะขึ้นไปในอากาศบาดแผลที่ร่างกายของท่านได้หายสนิทดี

ครั้งหนึ่งเพื่อนสหธรรมิกหลายรูปได้เรียนถามท่านว่า ท่านสามารถดับทุกข์ได้อย่างไร ท่านตอบว่า

"ภพอะไรที่เที่ยงไม่มี แม้สังขารที่เที่ยง ก็ไม่มี ขันธ์เหล่านั้นย่อม
เวียนเกิดและเวียนดับไป ผมรู้โทษอย่างแล้ว จึงไม่ความต้องการด้วยภพ
ผมสลัดตนออกจากกามทั้งปวง บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว"(๑)

พระอุตตระนี้ น่าจะเป็นคนเดียวกับพระตีณิกัณณิการปุปผิยะ(๒)

๑. ขุ. เถร. ๒๖/๒๘๗ ; เถร.อ. ๑/๒๔๐
๒. ขุ. อปทาน. ๓๓/๑๓๙-๑๔๓


บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #26 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 18:03:03 PM »

พระคิริมานันทะ

 


"พระคิริมานันทะ สัณฐานดังดอกพิกุล พรรณเหลืองแก่ ดังสีขมิ้น สีดอกการะเกด"

ประวัติ พระคิริมานันทะ -



------------------------------------------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #27 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 18:04:47 PM »

พระสปากะ

   


"พระสปากะ สัณฐานดังผลมะม่วง กลางทะลุเป็นรูตลอด พรรณแดง เหลืองขาว"

ประวัติ พระสปากะ -



-------------------------------------------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #28 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 18:06:43 PM »

พระวิมะละ

 


"พระวิมะละ สัณฐานกลมยาว มีรูทะลุตลอดหัวท้าย พรรณสีเขียวสีขาว"

ประวัติ พระวิมะละ -



-----------------------------------------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1571
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.1%


อีเมล์
« ตอบ #29 เมื่อ: 02 เมษายน 2010, 18:08:39 PM »

พระเวณุหาสะ

 
 

"พระเวณุหาสะ สัณฐานดังตาอ้อย พรรณแดงดังสีฝาง สีมะเดื่อสุก"

ประวัติ พระเวณุหาสะ -



---------------------------------------------------------------------------------

บันทึกการเข้า
หน้า: 1 [2] 3 4   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: