ประวัติหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร วัดธรรมมงคล แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
Share this topic on FacebookShare this topic on MySpaceShare this topic on TwitterShare this topic on GoogleShare this topic on
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร วัดธรรมมงคล แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ  (อ่าน 6182 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1566
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.3%

การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง

tummarakkoe@windowslive.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« เมื่อ: 11 มีนาคม 2010, 08:46:22 am »


ประวัติและปฏิปทา

(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร
แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ


๏ ชาติภูมิ

 หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร มีนามเดิมว่า วิริยังค์ บุญฑีย์กุล เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 7 มกราคม พุทธศักราช 2463 ตรงกับวันแรม 13 ค่ำ เดือนอ้าย ปีวอก ณ บ้านพักบริเวณสถานีรถไฟปากเพรียว ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี โยมบิดาชื่อ ขุนเพ็ญภาษชนารมย์ เป็นนายสถานีรถไฟ โยมมารดาชื่อ นางมั่น บุญฑีย์กุล (อุบาสิกามั่น ถึงแก่กรรมเมื่อปี พ.ศ.2520) มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 7 คน เป็นชาย 5 คน หญิง 2 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 5 มีชื่อตามลำดับดังนี้

1. นางกิมลั้ง บุญฑีย์กุล (ชูเวศ)
2. นายฑีฆายุ บุญฑีย์กุล
3. นายสุชิตัง บุญฑีย์กุล
4. นายสัจจัง บุญฑีย์กุล
5. พระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
6. นายไชยมนู บุญฑีย์กุล
7. นางสายมณี บุญฑีย์กุล (ศรีทองสุข)


หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ในวัยเด็ก


ปัจจุบัน หลวงพ่อวิริยังค์ สิริอายุ 89 พรรษา 68 (เมื่อปี พ.ศ.2552) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร (วัดธรรมมมงคล) ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ


๏ พบพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ

ต่อมาครอบครัวของท่านได้ย้ายมาตั้งหลักฐานที่บ้านใหม่สำโรง ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา วันหนึ่งขณะที่ท่านมีอายุประมาณ 13 ปี ย่างเข้า 14 ปี เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งชวนเป็นเพื่อนให้ไป “วัดสว่างอารมณ์” ต.ลาดบัวขาว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ซึ่งมี พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ เป็นเจ้าอาวาส ขณะที่รอเพื่อนผู้หญิงคนนั้นไปต่อมนต์ (ท่องบทสวดมนต์) กับพระอาจารย์กงมา ท่านก็รออยู่ด้วยความเบื่อหน่ายเพราะไปตั้งแต่ 2 ทุ่มกลับเที่ยงคืน จะกลับบ้านเองก็ไม่ได้ เพราะเส้นทางเปลี่ยวและกลัวผี

ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไปไม่มาอีกแล้วๆๆ” ไม่ช้าก็เกิดความสงบขึ้น ตัวหายไปเลย เบาไปหมด เห็นตัวเองมี 2 ร่าง ร่างหนึ่งเดินลงศาลาไปยืนอยู่ที่ลานวัด มีลมชนิดหนึ่งพัดหวิวเข้าสู่ใจ รู้สึกเย็นสบายเป็นสุขอย่างยิ่ง ถึงกับอุทานออกมาเองว่า “คุณของพระพุทธศาสนามีถึงเพียงนี้เทียวหรือ” แล้วเดินกลับไปที่ร่าง กลับเข้าตัว

พอดีเป็นเวลาเลิกต่อมนต์ จึงเล่าให้กับพระอาจารย์กงมาฟัง ท่านก็พูดว่า “เด็กนี่ เรายังไม่ได้สอนสมาธิให้เลยทำไมจึงเกิดเร็วนัก” ตั้งแต่นั้นมาก็จึงเรียนรู้เกี่ยวกับการทำสมาธิ จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่งท่านทำงานหนักเกินตัวจึงล้มป่วยเป็นอัมพาต บิดาพยามหาหมอมารักษา แต่ก็รักษาไม่ได้ แพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า หมดหวังในการรักษา


ถ่ายภาพร่วมกับสมาชิกในครอบครัว


๏ พบชีปะขาวมารักษาให้หายจากอัมพาต

ท่านได้แต่นอนอธิษฐานอยู่ในใจว่า “ถ้ามีผู้ใดมารักษาให้หายจากอัมพาตได้ จะอุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น” ไม่นานนักก็ปรากฏว่ามีชีปะขาวหนวดรุงรังตนหนึ่ง มาถามโยมบิดาของท่านว่า “จะรักษาลูกให้เอาไหม” โยมบิดาก็บอกว่า “เอา” ชีปะขาวก็เดินมาหาท่านซึ่งนอนอยู่ พร้อมทั้งกระซิบถามว่า “อธิษฐานดังนั้นจริงไหม” ท่านก็ตอบว่า “จริง” ชีปะขาวตนนั้นจึงให้พูดให้ได้ยินดังๆ หน่อย ท่านก็พูดให้ฟัง ชีปะขาวก็เอาไพรมาเคี้ยวๆ แล้วก็พ่นใส่ตัวของท่านจนเหลืองไปหมด แล้วก็จากไป

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ปรากฏว่าท่านรู้สึกว่าจะกระดิกตัวได้ ทดลองลุกขึ้นเดินก็ทำได้ เป็นที่อัศจรรย์ใจ 7 โมงเช้าปรากฏว่าชีปะขาว มายืนหลับตาบิณฑบาตอยู่ที่ประตูบ้าน ท่านจึงนำอาหารจะไปใส่บาตร ชีปะขาวกลับขอให้ท่านพูดถึงคำอธิษฐานของท่านให้ฟัง เมื่อพูดแล้ว จึงยอมรับบาตร แล้วบอกให้ท่านไปหาที่ใต้ต้นมะขาม วัดสว่างอารมณ์

เมื่อไปถึงชีปะขาวก็ให้พูดคำอธิษฐานให้ฟังอีก แล้วก็พาเดินไปหลังวัด คว้าเอามีดอันหนึ่งออกไปตัดหางควาย มาชูให้ดู แล้วก็ต่อหางคืนไปใหม่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมกับถามว่า “ลุงเก่งไหม” ท่านก็ตอบว่า “เก่ง” ลุงจะสอนคาถาให้ แต่ต้องท่องทุกวัน เป็นเวลา 10 ปีจึงใช้ได้ ท่านก็ได้เรียนคาถานั้น แล้วก็บอกว่าพรุ่งนี้ให้เตรียมใส่บาตร วันรุ่งขึ้นปรากฏว่าไม่พบตาชีปะขาวแล้ว ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ไม่เคยพบกับตาชีปะขาวอีกเลย


พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ


๏ ใต้ร่มกาสาวพัสตร์

ปี พ.ศ.2477 เมื่ออายุประมาณ 15 ปี พระอาจารย์กงมาบวชให้เป็นตาปะขาวอยู่รับใช้ท่าน ต่อมาเมื่ออายุ 16 ปีได้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2463 ณ วัดสุทธจินดา ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีพระธรรมฐิติญาณ เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรได้ 10 วัน ก็ติดตามพระอาจารย์กงมาออกเดินธุดงค์ตามป่าเขาลำเนาไพรและตามวัดต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อแสวงหาความสงบวิเวก เมื่อพบที่สงบวิเวกก็จะหยุดอยู่ทำความเพียร แม้บางครั้งอดอาหารกันอยู่หลายวัน บางครั้งเจอสัตว์ร้าย เจออันตราย หรือหนทางอันยาวไกล ในบางวันเดินธุดงค์ข้ามเขาเกือบ 50 กิโลเมตร ก็ไม่ย่อท้อ โดยถือคติที่ว่ารักความเพียร รักธรรมะมากกว่าชีวิต

ครั้งหนึ่งเมื่อออกจากดงพญาเย็น ได้พบโจรกลุ่มหนึ่งมีอาวุธครบมือมาล้อมไว้ พระอาจารย์กงมาได้เทศน์สั่งสอนโจรกลุ่มนั้น มีอยู่ตอนหนึ่งท่านเทศน์ว่า “พวกเธอเอ๋ย แม้พวกเธอจะมาหาทรัพย์ ตลอดถึง การผิดศีลของพวกเธอนั้น ก็เพื่อเลี้ยงชีวิตนี้เท่านั้น แต่ชีวิตนี้ก็ไม่ใช่ของพวกเธอเลย มันจะสิ้นกันไม่รู้วันไหน เป็นเช่นนี้ทุกคน ถึงพวกเธอจะฆ่าหรือไม่ฆ่าเขา เขาก็ต้องตาย เธอก็เหมือนกัน มีความดีเท่านั้นที่ใครๆ ฆ่าไม่ตาย อย่างเรานี้จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่อนาทรร้อนใจ เพราะความดีเราทำมามากแล้ว”

ปรากฏว่าพวกโจรกลุ่มนั้นวางมีด วางปืนทั้งหมด แล้วน้อมตัวลงกราบพระอาจารย์กงมาอย่างนอบน้อม หัวหน้าโจรมอบตัวเป็นศิษย์ และได้บวชเป็นตาผ้าขาว ถือศีล 8 เดินธุดงค์ไปด้วยกัน จวบจนกระทั่งหมดลมหายใจลงในขณะทำสมาธิ


พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ)


๏ การอุปสมบท

ครั้นเมื่ออายุได้ 21 ปีบริบูรณ์ ท่า่นได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดทรายงาม (อุทกสีมากลางทะเล) บ้านหนองบัว ต.หนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2484 โดยมี พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดสระปทุม (วัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระครูอุดมธรรมคุณ (หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต) เป็นพระอนุสาวนาจารย์


พระครูอุดมธรรมคุณ (หลวงปู่มหาทองสุก สุจิตฺโต)


หลวงพ่อวิริยังค์ได้อยู่ปฏิบัติสมาธิและเดินธุดงค์ติดตามพระอาจารย์กงมาไปในที่ต่างๆ เป็นเวลา 8 ปีเต็ม จึงมีความรู้เรื่องสมาธิสามารถสอนผู้อื่นได้ เมื่อปี พ.ศ.2484 ขณะนั้นมีอายุ 22 ปี วันหนึ่งพระอาจารย์กงมาก็พาท่านเดินธุดงค์จากจังหวัดจันทบุรีไปจังหวัดสกลนคร เพื่อไปพบพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์กงมาได้บอกหลวงพ่อวิริยังค์ว่า “วิริยังค์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ เป็นปรมาจารย์และเป็นอาจารย์ของเรา สมาธิทุกๆ ขั้นตอนเราได้สอนเธอไปหมดแล้ว ต่อไปนี้เธอจะได้เรียนสมาธิกับท่านปรมาจารย์ เธอจงอย่าประมาท จงปฏิบัติหลวงปู่มั่นแบบถวายชีวิต เธอจะได้ความรู้อย่างกว้างขวาง ยิ่งกว่าที่เราสอนอีกมากนัก”

หลวงพ่อวิริยังค์รับคำตักเตือนจากพระอาจารย์กงมาด้วยความตื้นตันใจ ดังนั้น ในปี พ.ศ.2484 จึงเป็นปีเริ่มศักราชใหม่ของท่าน โดยที่ท่านได้รับเลือกให้เป็นพระผู้อุปัฎฐากของพระอาจารย์มั่น แบบใกล้ชิดที่เรียกว่า ท.ส. อยู่เป็นเวลา 4 ปี และอยู่นอกพรรษาหมายถึงเดือนตุลาคมไปถึงเดือนมิถุนายน เป็นเวลาอีก 5 ปี รวมทั้งหมด 9 ปี จึงเป็นอันว่าปัญหาของสมาธิได้ถูกชี้แจงอย่างหมดเปลือกจริงๆ ซึ่งบางครั้งปัญหาเข้าขั้นสำคัญ พระอาจารย์มั่นก็ให้หลวงพ่อวิริยังค์อยู่ด้วยกับท่านสองต่อสองตลอดเวลา และแก้ไขปัญหานั้นให้

ซึ่งมีครั้งหนึ่งต้องใช้เวลาอยู่กับท่านสองต่อสองนานถึง 3 เดือน ตลอดจน ได้เดินธุดงค์ร่วมกับพระอาจารย์มั่น พร้อมทั้งเรียนธรรมะอันลึกซึ้ง ผลงานชิ้นแรกที่หลวงพ่อวิริยังค์ได้ทำขึ้นมา คือ เมื่ออยู่กับพระอาจารย์มั่นในปีที่ 2 โดยได้บันทึกพระธรรมเทศนาของท่านตลอดพรรษา (ปกติท่านห้ามผู้ใดจดเด็ดขาด) เมื่อได้บันทึกไว้แล้ว ก็ได้อ่านถวายให้ท่านฟังและให้ท่านตรวจดู ท่านพอใจ รับรองว่าใช้ได้ และให้ความไว้ใจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จากการบันทึกในครั้งนั้นได้มีการนำมาพิมพ์เผยแผ่คำสอนนี้แก่สาธารณชน ในหนังสือที่ชื่อว่า “มุตโตทัย” ที่โด่งดังอยู่ในเวลานี้ เพราะได้ถูกพิมพ์เผยแผ่จำนวนกว่าล้านเล่มแล้ว


บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1566
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.3%

การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง

tummarakkoe@windowslive.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 มีนาคม 2010, 09:02:43 am »


“นครธรรม” ตั้งอยู่ใต้ฐานพระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์
พระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร


๏ สร้างนครธรรมและสถาบันพลังจิตตานุภาพ

ระหว่างที่อยู่ใกล้ชิดหลวงปู่มั่น หลวงพ่อวิริยังค์ได้ทราบข้อเท็จจริงต่างๆ มากมาย ในด้านสมาธิ ทั้งสมาธิตื้น สมาธิลึก ตลอดถึงวิปัสสนา ซึ่งเมื่อเข้าใจทุกประการแล้ว หลวงพ่อวิริยังค์จึงมีความรักและหวงแหนในหลักการต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง ไม่อยากที่จะให้หลักการเหล่านั้นต้องสลายไป เพราะท่านมีวิธีทั้งขั้นพื้นฐานและขั้นสูงสุด

หลวงพ่อวิริยังค์ถามหลวงปู่มั่นว่า “ต่อไปกระผมจะเขียนเป็นหลักการให้ชาวโลกเขาทำกันจะได้ไหม”

หลวงปู่มั่นท่านตอบว่า “ต้องเอาแบบขั้นพื้นฐานสำหรับเป็นประโยชน์แก่มหาชน สำหรับขั้นสูงให้มีน้อย โอกาสที่เธอจะทำนั้นมีอยู่ แต่ต้องทำขั้นพื้นฐานเพื่อคนส่วนมากในโลกจะได้สงบ และเธอต้องไปอยู่กรุงเทพฯ เพราะคนกรุงเทพฯ ที่มีวาสนาบารมี มีอยู่ไม่น้อย”

ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวมานี้ เป็นแรงสนับสนุนในใจของหลวงพ่อวิริยังค์อยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2529 ถึง พ.ศ.2534 หลวงพ่อวิริยังค์ได้มีโอกาสไปพักผ่อนที่วิทยาลัยสงฆ์น้ำตกแม่กลาง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ อันเป็นบริเวณป่าไม้และภูเขาบนดอยอินทนนท์ ทำให้ท่านได้ทบทวนหลักการต่างๆ ที่เคยได้ไต่ถามอัตถปัญหาสมาธิ พร้อมทั้งคำแนะนำจากหลวงปู่มั่น ท่านจึงได้เขียนเป็นตำราสมาธิขึ้นจนเต็มรูปแบบสามารถใช้ในการเรียนการสอนวิชาสมาธิได้ รวมเวลาที่ใช้ในการทบทวนและรวบรวมการเขียนตำรานั้น ใช้เวลาถึง 5 ปีจึงสำเร็จ เพื่อให้ได้เนื้อหาสาระที่สำคัญ ท่านจึงจัดทำเป็นรูปเล่มตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ขั้นกลาง และขั้นสูง รวม 3 เล่ม ซึ่งเหมาะแก่การศึกษาและปฏิบัติสมาธิเป็นยิ่งนัก

ในขณะเขียนตำราสมาธิ หลวงพ่อวิริยังค์ก็มาคำนึงว่าชาวโลกได้พัฒนาก้าวไปไกลถึงยุคโลกาภิวัฒน์ เขาได้ลงทุนสร้างวัตถุต่างๆ ทั้งแหล่งบันเทิงเริงรมณ์ ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายทั้งหลาย ทั้งที่อยู่อาศัย ทั้งรถยนต์ เรือยนต์ เครื่องบิน สามารถย่นระยะทางไกลให้ใกล้ ไปมาได้ง่ายและสะดวก ทั้งโทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และอีเมลล์ ก็ย่นระยะการติดต่ดสื่อสารกันได้อย่างสบาย ทั้งหมดเงินเป็นหมื่นล้าน แสนล้าน เขาก็ยังลงทุนกันได้ แล้วทำไม ? เราจะลงทุนสร้าง “นครธรรม” ให้ทันสมัยด้วยไฮเทคต่างๆ เพื่อย่นระยะการศึกษาและปฏิบัติธรรมะบ้างมิได้หรือ ?

หลวงพ่อวิริยังค์จึงได้คิดสร้างนครธรรมขึ้นเมื่อ พ.ศ.2529 และได้ดำเนินการสร้างเมื่อ พ.ศ.2536 ซึ่งก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะคนส่วนมากเข้าใจแต่การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ บวชพระ ถวายสังฆทาน เป็นต้น จึงจะได้บุญกุศล แต่จะมาสร้างนครธรรมสอนคนด้วยไฮเทคนี้ ไม่รู้ว่าจะได้บุญตรงไหน แต่ด้วยใจที่มีความมุ่งมั่นของผู้สร้าง จึงพยายามพูดให้สาธุชนทั้งหลายเข้าใจในการทำบุญกุศล จนสามารถมีผู้บริจาคสร้างสำเร็จเมื่อ พ.ศ.2539 จึงเป็นนครธรรมยุคไฮเทค แหล่งย่นระยะการศึกษาธรรมะล้ำยุคสุดอลังการ ณ วัดธรรมมงคล ในเนื้อที่ 4,800 ตารางเมตร ใต้ฐานพระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร คือสถานที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมทันสมัย มีห้องเรียนภาคทฤษฎี มีห้องเรียนภาคปฏิบัติทั้งนั่งสมาธิและเดินจงกรม มีห้องชมธรรมะด้วยสไลด์มัลติวิชั่น มีห้องสนทนาธรรม มีห้องสมุดธรรมะ มีห้องธุรการ มีห้องอาหารและเครื่องดื่ม มีห้องสำนักงานประทีปเด็กไทยเพื่อช่วยเหลือเด็กทั่วเมืองไทย มีห้องถ้ำวิปัสสนาไว้ให้ปฏิบัติธรรม เป็นต้น


นครธรรม เป็นสถานที่ตั้งสถาบันการศึกษาหลักสูตรครูสมาธิ
ที่มีชื่อเรียกว่า “สถาบันพลังจิตตานุภาพ” (Willpower Institute)


ผู้ที่มาศึกษาและปฏิบัติธรรมจะได้รับความสะดวกสบายในห้องแอร์คอนดิชั่นอย่างดี เป็นการลงทุนสร้างนครธรรมให้ทันสมัยเพื่อสุขภาพใจโดยเฉพาะ จึงเหมาะแก่คนยุคโลกาภิวัฒน์ที่ได้มาศึกษาและปฏิบัติธรรม ทั้งมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ทั้งจะได้รับความรู้และความสุขใจเป็นอย่างยิ่ง นี้คือนครธรรม สถานที่ตั้งของสถาบันพลังจิตตานุภาพ ในใจกลางกรุงเทพมหานคร ด้วยเหตุนี้ จึงได้ประกาศเปิดสอนหลักสูตรครูสมาธิขึ้น ณ นครธรรม วัดธรรมมงคล และเปิดรับสมัครนักศึกษาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2540 มีบุคคลที่มีความรู้ตามกำหนดมาตรฐานมาสมัครเรียนถึง 200 กว่าคน เริ่มเปิดสอนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2540 เป็นรุ่นแรกเรียกว่า รุ่นปฐโม (รุ่นพยัคฆ์) ดำเนินการสอนโดยหลวงพ่อวิริยังค์ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมทั้งนำไปสอบปฏิบัติภาคสนาม จึงจะจบครบตามหลักสูตร

ในหลักสูตรนี้แบ่งออกเป็น 3 เทอมๆ ละ 40 วัน มีการปิดภาคเรียนเทอมละ 7-15 วัน โดยเปิดเรียนระหว่างวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 18.00-20.20 นาฬิกา วันละ 2 ชั่วโมง เริ่มชั่วโมงแรกเรียนภาคทฤษฎี 40 นาที, ถาม-ตอบเพื่อความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง 20 นาที รวมเป็น 1 ชั่วโมง หยุดพัก 20 นาที ต่อจากนั้นเรียนภาคปฏิบัติเดินจงกรม 30 นาที และนั่งสมาธิอีก 30 นาที รวมเป็น 1 ชั่วโมง เมื่อเรียนจบทั้ง 3 เทอมแล้ว มีการสอบข้อเขียนทั้งภาคทฤษฎีและสอบภาคปฏิบัติ ตลอดถึงการสอบสัมภาษณ์ และในขั้นสุดท้ายจะต้องไปสอบปฏิบัติภาคสนามบนดอยอินทนนท์ สถานที่สูงที่สุดในเมืองไทย จ.เชียงใหม่ เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน จึงจะมีสิทธิ์จบหลักสูตรครูสมาธิ 200 ชั่วโมง และสุดท้ายจึงจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรให้

พิจารณาจากการเรียนการสอนที่ผ่านมาของนักศึกษา ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ ผลที่ออกมาจึงทำให้นักศึกษาได้รับความรู้ความเข้าใจ และได้ทั้งประสบการณ์ด้านการปฏิบัติเป็นที่ประทับใจอย่างยิ่ง นับเป็นปรากฏการณ์ในการศึกษาสมาธิในยุคปัจจุบัน ทำให้ผลงานนี้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางทั่ววงการต่างๆ จะเห็นได้จากการมีผู้มาสมัครเรียนหลักสูตรครูสมาธิเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

นครธรรม อันเป็นสถานที่ตั้งสถาบันการศึกษาหลักสูตรครูสมาธิ ที่มีชื่อเรียกว่า “สถาบันพลังจิตตานุภาพ” (Willpower Institute) นั้น เป็นสถานการศึกษาสมาธิที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน โดยเปิดสอนให้แก่บุคคลทั่วไป ในการเรียนการสอนนักศึกษาจะได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับสมาธิเบื้องต้นตั้งแต่การเริ่มบริกรรม จนถึงสมาธิชั้นสูง ที่หลวงพ่อวิริยังค์ได้เรียนรู้มาจากพระอาจารย์ใหญ่มั่น และพระอาจารย์กงมา รวมทั้ง จากประสบการณ์ในชีวิตการปฏิบัติสมาธิของท่านเองกว่า 60 ปี นอกจากผู้เรียนจะเข้าใจการทำสมาธิทั้งสมถะ-วิปัสสนา อย่างถี่ถ้วนแล้ว ยังสามารถเป็นครูสอนสมาธิให้แก่บุคคลอื่นได้อย่างถูกต้องด้วย

เมื่อมีการเรียนการสอนตามระบบของหลักสูตรดังได้กล่าวมาแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของสถาบันพลังจิตตานุภาพ (Willpower Institute) คือ มีทั้งอาจารย์ผู้สอน มีนักศึกษา มีอาคารสถานที่ มีอุปกรณ์การเรียนการสอนครบถ้วนบริบูรณ์ ดังนั้น ผู้ที่เข้ามาศึกษาจะได้รับประโยชน์จากสถาบันแห่งนี้อย่างเต็มที่ ทั้งจะเป็นผลดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นแก่โลกมากยิ่งขึ้นต่อไป


ขณะอบรมสมาธิภาคภาษาอังกฤษให้กับชาวต่างชาติ


นอกจากนี้แล้ว สถาบันพลังจิตตานุภาพ (Willpower Institute) ยังได้เปิดหลักสูตรใหม่ คือ “การอบรมสมาธิภาคภาษาอังกฤษ” ให้กับชาวต่างชาติ เพื่อสร้างสันติภาพและสันติสุขให้ชาวโลกโดยการปฏิบัติสมาธิ วัตถุประสงค์ของการเปิดหลักสูตรนี้เพื่อให้ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมืองไทย ที่มีความสนใจการทำสมาธิ ได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีการสร้างเสริมพลังจิตและหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาได้อย่างถ่องแท้ โดยปราศจากอุปสรรคทางด้านภาษา เพื่อนำเอาไปใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้ ทั้งในด้านการทำงานและชีวิตในครอบครัว เพราะการทำสมาธิถือเป็นการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่งที่จะทำให้จิตใจของคนเราสงบ สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องและมีความสุข ซึ่งหากสามารถปฏิบัติได้โลกก็จะสงบสุขและเกิดสันติภาพ การทำสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบมิได้จำกัดเฉพาะศาสนาหนึ่งศาสนาใด โปรแกรมการอบรมสมาธินี้จึงเปิดกว้างสำหรับคนทุกเพศ ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา หรือแม้แต่คนไม่มีศาสนาก็มาเรียนได้เช่นกัน

หลวงพ่อวิริยังค์ได้เปรียบเทียบระหว่างสมาธิกับการเรียน ไว้ว่า “คนเราได้ทำสมาธิมีพลังจิตแล้ว ก็เหมือนไปเรียนหนังสือ เมื่อไปเรียนทุกวันก็จะมีความรู้ เรียนจนจบมัธยมแล้วเป็นอย่างไร ความรู้เราก็ได้มากกว่าคนที่ไม่ได้เรียนเลย ทุกอย่างจึงเป็นไปอัตโนมัติ พอมาเปิดหนังสือ จับปากกาก็รู้ ก็เข้าใจ แต่คนที่ไม่ได้ไปเรียนไม่มีความรู้ เปิดหนังสือเท่าไรก็ไม่รู้ จับปากกาก็เขียนไม่ได้ การมาเรียนจึงเป็นการสะสมความรู้ เช่นเดียวกับคนที่มาเรียนสมาธิก็เป็นการสะสมพลังจิต ทำทุกวันๆ ก็เป็นการสะสมโดยไม่รู้ตัว”

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะเริ่มฝึกสมาธิให้ดีต้องทำอย่างน้อย 5 นาทีต่อวัน หรือ 6 ชั่วโมงต่อเดือน จะทำให้พลังจิตดีในระดับหนึ่ง แต่ต้องทำให้ติดต่อกันทุกวันจึงจะได้ผล การฝึกทำสมาธิครั้งละ 5 นาทีวันละ 3 เวลา คือ เช้า กลางวัน เย็น รวมแล้วก็จะตกวันละ 15 นาที รวมทั้งเดือน 415 นาที เมื่อทำสมาธิเสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรจะจดบันทึกลงในสมุดทุกครั้ง เพื่อจะได้เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างช่วงเวลาที่ฝึกปฏิบัติสมาธิ และนับว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการทำสมาธิเพื่อสันติภาพของโลก เพราะโลกจะสงบสุขได้ด้วยใจของคนเราที่มีเมตตาธรรม


๏ การศึกษาและวิทยฐานะ

เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต่อมาเมื่ออายุ 15 ปี พ.ศ. 2477 ได้บวชเป็นตาปะขาว การศึกษาเนื่องด้วยได้บวชตั้งแต่อายุยังน้อย เมื่อบรรพชาแล้วสามารถสอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี นอกจากนั้นเป็นเวลาปฏิบัติกรรมฐาน เดินธุดงค์ ตลอดระยะเวลาบรรพชาและอุปสมบท


๏ ลำดับสมณศักดิ์

พ.ศ.2507 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกที่ พระครูญาณวิริยะ

พ.ศ.2510 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระญาณวิริยาจารย์ (ฝ่ายวิปัสสนาธุระ)

พ.ศ.2535 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชธรรมเจติยาจารย์ (ฝ่ายวิปัสสนาธุระ)

พ.ศ.2545 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเจติยาจารย์ (ฝ่ายวิปัสสนาธุระ)


๏ ผลงานและเกียรติคุณดีเด่น

ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

พ.ศ.2538 ปริญญาพัฒนบริหารศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารการพัฒนา จากสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

พ.ศ.2545 ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

พ.ศ.2545 ปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษานอกระบบ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

โล่รางวัล

พ.ศ.2540 ได้รับรางวัลจากมูลนิธิสมาน-คุณหญิงเบญจา แสงมลิ สาขาพระสงฆ์

พ.ศ.2541 ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติบุคคลดีเด่น “เพชรกรุงเทพ” สาขาศิลปวัฒนธรรม ศาสนา และการศึกษา จากกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2541



บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1566
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.3%

การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง

tummarakkoe@windowslive.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: 11 มีนาคม 2010, 09:13:14 am »


หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร


๏ ผลงานด้านสาธารณประโยชน์

เนื่องด้วย หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล มีความประสงค์จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศ ท่านได้พัฒนาถาวรวัตถุและให้การศึกษาทุกๆ ด้าน ปรากฏเห็นเป็นที่ประจักษ์ ดังนี้

1. สร้างวัด 10 แห่งในประเทศไทย

2. สร้างวัดไทยในประเทศแคนนาดา 6 แห่ง

3. สร้างวิทยาลัยสงฆ์ 3 แห่ง

4. สร้างสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่จังหวัดนครราชสีมา

5. สร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 3,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายที่ 7,000 แห่ง

6. สร้างโรงพยาบาลจอมทอง จ.เชียงใหม่

7. สร้างที่ว่าการอำเภอจอมทอง จ.เชียงใหม่

8. สถาบันประถมศึกษาจอมทอง จ.เชียงใหม่

9. สร้าง “พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์” พระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ประดิษฐาน ณ วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร (วัดธรรมมมงคล)

10. สร้าง “พระพุทธมงคลธรรมศรีไทย” พระพุทธรูปหยกเขียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประดิษฐาน ณ วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร (วัดธรรมมมงคล)

11. สร้างสถาบันพลังจิตตานุภาพในประเทศไทย ด้วยเวลาเพียง 3 ปี และสร้างสถาบันพลังจิตตานุภาพในประเทศแคนนาดา ด้วยเวลาเพียง 2 ปีกว่า สำหรับประเทศไทยสามารถผลิตครูสมาธิได้กว่า 2,000 คน สำหรับประเทศแคนนาดา หลวงพ่อจะเดินทางไปสอนเองเป็นภาษาอังกฤษ ก็สามารถผลิตครูสมาธิที่เป็นชาวต่างชาติล้วนๆ ในรุ่นแรกมีผู้สนใจเรียนเพียง 24 คน โดย 24 คนที่ได้บอกต่อกันไป ทำให้รุ่นที่สองเพิ่มเป็น 200 กว่าคน และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกรุ่น จนปัจจุบันได้ 7 รุ่นแล้ว สามารถผลิตครูสมาธิได้กว่า 2,000 คน

เมื่อนักศึกษาครูสมาธิชาวแคนนาดาเรียนจบภาคทฤษฎี หลวงพ่อก็จะนำพามาเดินธุดงค์ที่ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ทุกปี ปัจจุบันมีศูนย์สอนครูสมาธิอยู่ 6 แห่งในแคนนาดา คือ เอ็ตมอนตัน, แคลการี, แองการา, โตรอนโต, แวนคูเวอร์ และฟอร์ดแมคเคอรี ซึ่งกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 10 แห่ง นับว่าท่านได้เสียสละเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและส่วนรวม โดยมิได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเลย แม้อายุท่านจะกว่า 87 ปีแล้วก็ตาม

12. สร้างสถาบันชนาพัฒน์ ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนานักออกแบบชาวไทย ให้เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบัน Academia Itialiena ประเทศอิตาลี


การสร้างวัดในประเทศไทย

วัดที่ 1 ปี พ.ศ.2486 สร้างวัดบ้านห้วยแคน ต.หนองเทียน อ.เมือง จ.สกลนคร ขณะนั้นท่านอายุได้ 24 ปี

วัดที่ 2 ปี พ.ศ.2487 สร้างวัดวิริพลาราม บ้านเต่างอย ต.เต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร

วัดที่ 3 ปี พ.ศ.2489-2491 สร้างวัดมณีคีรีวงศ์ (กงรังษี) จ.จันทบุรี มีกุฏิ ศาลา หอระฆัง ฯลฯ

วัดที่ 4 ปี พ.ศ.2491-2495 สร้างวัดดำรงธรรมาราม ต.วันยาว อ.ขลุง จ.จันทบุรี เพื่อให้เป็นที่ธุดงค์วิปัสสนากัมมัฏฐาน

วัดที่ 5 ปี พ.ศ.2493 สร้างวัดสถาพรพัฒนา (วัดหนองชิ่ม) ต.หนองชิ่ม อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี เพื่อให้เป็นแหล่งบำเพ็ญสมณธรรมอันสัปปายะ สงบเย็น ร่มรื่น

วัดที่ 6 ปี พ.ศ.2506 สร้างวัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร (วัดธรรมมมงคล) ถ.สุขุมวิท 101 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ เป็นวัดแรกในกรุงเทพฯ มีเนื้อที่ทั้งหมด 32 ไร่ สิ่งสำคัญภายในวัดประกอบด้วย


พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์


พระบรมสารีริกธาตุ


- “พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์” พระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย สูง 14 ชั้น บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีความสวยสดงดงามตามศิลปไทย วิจิตรตระการตาหาชมได้ยาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ เสด็จทรงหล่อพระประธาน ตัดลูกนิมิต และวางศิลาฤกษ์พระมหาเจดีย์ สิ้นงบประมาณการก่อสร้างร่วมร้อยล้านบาท


พระพุทธมงคลธรรมศรีไทย


- “พระพุทธมงคลธรรมศรีไทย” พระพุทธรูปหยกเขียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประดิษฐาน ณ ศาลาหลังคาแบบโดมแก้ว เป็นปฏิมากรรมแบบทันสมัยที่มีความอัศจรรย์อย่างยิ่ง หยกชิ้นใหญ่นี้ได้ถูกค้นพบที่ใต้ทะเลสาบน้ำแข็ง ประเทศแคนนาดา หยกเป็นวัสดุที่มีความแข็งแกร่งมากและเหมาะแก่การนำมาสร้างพระพุทธรูป เพราะมีความสวยงาม คงทนถาวร


ศาลาพระหยก


พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กวนอิมหยก


- “ศาลาพระหยก” เป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธมงคลธรรมศรีไทย” พระพุทธรูปหยกเขียว และพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กวนอิมหยก ศาลาพระหยกเป็นศาลากระจก มีสระน้ำล้อมรอบประดับด้วยไม้ใบและไม้ดอกรอบขอบสระเพื่อเป็นพุทธบูชา ซึ่งออกแบบตามสถาปัตยกรรมทันสมัย ลักษณะเป็นวงกลมโดยยึดหลักปฏิจจสมุปปบาท 12 ประการ และมีการจารึกพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาลาแห่งนี้ด้วย สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหยกเขียวให้เป็นการสมพระเกียรติ


ถ้ำวิปัสสนา


- “ถ้ำวิปัสสนา” เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของผู้ที่จะมารับการอบรมพระกรรมฐาน และสำหรับนักศึกษาครูสมาธิ สถาบันพลังจิตตานุภาพ ตลอดทั้งผู้มาถือศีลอุโบสถทุกท่าน บรรจุคนได้กว่า 200-300 คน มีสวนป่าไม้ดอก ไม้ใบ มีสระน้ำรื่นรมย์

ด้วยหลวงพ่อวิริยังค์ได้เผยแผ่การฝึกสมาธิภาวนาอย่างมีหลักการและยึดหลักแนวทางการปฏิบัติของ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระ” ที่ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติทางด้านจิตใจ และเน้นเรื่องการทำสมาธิสะสมพลังจิต ได้เล็งเห็นว่าปัจจัยหนึ่งที่สนับสนุนผู้ปฏิบัติธรรม ช่วยให้จิตใจสงบได้โดยเร็ว คือ สถานที่สัปปายะที่มีลักษณะเป็นป่าไม้และภูเขา อันมีความเงียบสงัด สงบเย็น ซึ่งในใจกลางกรุงเทพฯ ไม่มี ท่านจึงได้ดำเนินการสร้างป่าไม้-ภูเขาขึ้นในบริเวณวัดธรรมมงคล บนเนื้อที่ทั้งหมดกว่า 4 ไร่ ให้ชื่อเรียกว่า “ถ้ำวิปัสสนา”


บริเวณสวนหย่อมหน้าถ้ำวิปัสสนา


- กุฏิถาวรหลังใหญ่ 2 ชั้น อีก 12 หลัง, ศาลาการเปรียญ, ศาลาเมรุฌาปนสถาน และพระอุโบสถ มีพระภิกษุสามเณรพำนักจำพรรษาอยู่กว่า 400 รูป และมีโรงเรียนอนุบาลอบรมสอนหนังสือให้แก่นักเรียนกว่า 500 คน

วัดที่ 7 ปี พ.ศ.2512 สร้างวัดผ่องพลอยวิริยาราม ซ.ลาซาล สุขุมวิท 105 แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ มีเนื้อที่ทั้งหมด 10 ไร่ มีกุฏิบำเพ็ญภาวนา 60 หลัง ศาลาปฏิบัติธรรม พระอุโบสถ หอระฆัง และอื่นๆ ครบบริบูรณ์

วัดที่ 8 ปี พ.ศ.2512 สร้างวัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนานิคม) ซ.เสนานิคม 1 ถ.พหลโยธิน แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ มีกุฏิ 40 หลัง ศาลาปฏิบัติธรรม โรงเรียนสอนพระปริยัติธรรม พระอุโบสถ ปัจจุบันมีพระสงฆ์อยู่ประมาณ 100 รูป

วัดที่ 9 ปี พ.ศ.2513 สร้างวัดอมาตยาราม (เขาอีโต้) ต.บ้านพระ อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี มีเนื้อที่ทั้งหมด 60 ไร่ มีศาลาการเปรียญ กุฏิที่พัก พระอุโบสถ ฯลฯ ครบบริบูรณ์

วัดที่ 10 ปี พ.ศ.2516 สร้างวัดแก้วพิทักษ์เจริญธรรม ซ.อุดมสุข สุขุมวิท 103 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพฯ มีศาลาการเปรียญ กุฏิที่พัก โรงครัว บ่อน้ำ พระอุโบสถ ตามลำดับ


การสร้างวิทยาลัยสงฆ์

แห่งที่ 1 ปี พ.ศ.2511 สร้างวัดหนองกร่าง วิทยาลัยสงฆ์กำแพงแสน ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม มีกุฏิ 80 หลัง ศาลาการเปรียญ อาคารเรียน 3 หลัง อุโบสถ 2 ชั้น ปัจจุบันมีพระภิกษุสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรศึกษาอยู่ประมาณ 200 รูป

แห่งที่ 2 ปี พ.ศ.2513 สร้างวิทยาลัยสงฆ์กำแพงแสน สาขาน้ำตกแม่กลาง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เพื่อการปฏิบัติธรรมให้บรรลุเป้าหมายในทางปฏิบัติบำเพ็ญวิปัสสนาชั้นสูง เหมาะกับภูมิประเทศแถบนี้ เมื่อปี พ.ศ.2530-2534 หลวงพ่อวิริยังค์ได้ปฏิบัติธรรมจำพรรษาอยู่ที่น้ำตกแม่กลางแห่งนี้ เพื่อฝึกพลังจิตให้สว่างไสวแล้วนำไปโปรดญาติโยมต่อไป

แห่งที่ 3 ปี พ.ศ.2514 สร้างวัดชูจิตรธรรมมาราม วิทยาลัยสงฆ์วังน้อย ต.สนับทึบ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา (มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตมหาวชิราลงกรณราชวิทยาลัย) มีเนื้อที่ทั้งหมด 108 ไร่ ปัจจุบันมีพระภิกษุสามเณรศึกษาเล่าเรียนอยู่ประมาณ 300 รูป



บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1566
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.3%

การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง

tummarakkoe@windowslive.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: 11 มีนาคม 2010, 09:19:23 am »


หลวงพ่อวิริยังค์สอนสมาธิในประเทศแคนาดา


การสร้างวัดในต่างประเทศ

สำหรับประวัติการสร้างวัดพุทธศาสนาไทยในประเทศแคนาดานั้น กล่าวคือ เมื่อปีพุทธศักราช 2530 พระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ “พระราชธรรมเจติยาจารย์” เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล ได้เดินทางไปประเทศแคนาดาเป็นครั้งแรกกับคุณชัยยศ และคุณรัตนา สมบุญธรรม ซึ่งครั้งนั้นมีงานแสดงสินค้านานาชาติที่เมืองเอ็ดมันตัน ขณะที่อยู่เมืองเอ็ดมันตัน ได้มีคุณดำเกิง คงคา เป็นผู้ดูแล หลังจากงานแสดงสินค้านานาชาติเสร็จแล้ว คุณดำเกิง คงคา ก็ได้พาไปเมืองแคนการี่และที่แบมป์ ทำให้หลวงพ่อวิริยังค์ชอบสถานที่เหล่านี้มากเพราะมีภูเขาป่าไม้เหมือนกับเมืองหิมพานต์

หลังจากนั้นก็ได้เดินทางต่อไปที่เมืองแวนคูเวอร์ ได้พบกับคุณประเสริฐ และคุณแหม่ม อุทกภาชก์ ซึ่งทั้ง 2 สามีภรรยาได้มาอยู่ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว รู้จักคนไทยเป็นจำนวนมาก ได้ทำการประชุมชาวไทย-ลาว มีผู้มาร่วมทำบุญจำนวนมาก แล้วได้ปรารภความประสงค์จะมีวัดไทยในครั้งนั้น ในการเดินทางมาครั้งนี้ หลวงพ่อวิริยังค์ได้ถือโอกาสสำรวจหยก ที่ได้ข่าวว่าประเทศแคนาดามีหยกเขียวและมีเหมืองหยกด้วย เนื่องจากท่านมีความตั้งใจจะสร้างพระพุทธรูปด้วยหยก และต้องการสร้างองค์ใหญ่ที่สุด เมื่อเดินทางมาสำรวจหยกในครั้งนั้นไม่พบว่ามีหยกก้อนใหญ่ที่มีคุณภาพดี ท่านจึงได้จองหยกไว้กับเจ้าของเหมืองหยกว่า ถ้าพบหยกก้อนใหญ่ไม่ต่ำกว่า 7 ฟุต ก็ให้รีบบอกไปด้วย

พ.ศ.2534 หลวงพ่อวิริยังค์ พร้อมกับคุณชัยยศ สมบุญธรรม ได้เดินทางมาที่เมืองแวนคูเวอร์เพื่อมารับหยกเขียวก้อนใหญ่ที่สุดในโลก น้ำหนัก 32 ตัน เป็นหยกที่มีคุณภาพดีนำมาประเทศไทย ทำการแกะสลักพระพุทธรูปซึ่งเป็นปฏิมากรรมหยกเขียวใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับความร่วมมือจากประชาชนชาวไทยทั่วประเทศมาร่วมช่วยสร้างองค์พระหยกจนสำเร็จ

พ.ศ.2536 ชาวไทย-ลาว ในประเทศแคนาดาที่มีศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา มีความประสงค์ที่จะให้มีวัดพุทธศาสนาไทยขึ้น จึงได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมพระพุทธศาสนา ต้องการที่จะให้มีความอบอุ่นทางใจ เนื่องได้จากประเทศมานาน ประสงค์ให้มีวัดพระพุทธศาสนาขึ้นในท้องที่เพื่อศูนย์กลางปฏิบัติศาสนกิจอันเป็นที่พึ่งทางใจ ทั้งนี้เพราะมารำลึกถึงว่าพวกเราเป็นพุทธบริษัทและมีความวิตกกังวลถึงลูกหลานต่อไปข้างหน้า หากไม่มีวัด เด็กๆ เหล่านี้ก็จะต้องเข้านับถือศาสนาอื่น เพราะลูกหลานของเขาก็จะเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนพัน จำนวนหมื่น หากมีวัดพุทธศาสนาก็จะทำให้อนาคตของเด็กๆ ที่เป็นลูกหลานของเขาเป็นพุทธบริษัท ซึ่งจะเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนามายังประเทศแคนาดานี้ทางหนึ่งด้วย ชาวไทย-ลาวในประเทศแคนาดาจึงตั้งใจอย่างมั่นคงแน่วแน่ที่จะมีวัดไทยในประเทศนี้ให้จงได้

หลวงพ่อวิริยังค์ เห็นความตั้งใจจริงของพุทธบริษัท จึงได้ช่วยเหลือสนับสนุนโดยการบอกบุญไปยังพุทธบริษัทในประเทศไทย ซึ่งก็ได้รับความศรัทธาอย่างกว้างขวางช่วยบริจาคเงินเป็นจำนวนมาก จนสามารถสร้างวัดขึ้นมา เพียง 7 ปี สามารถสร้างได้ถึง 6 วัด ตั้งอยู่ตามเมืองใหญ่ต่างๆ ของประเทศแคนนาดา ดังนี้

วันที่ 14 พ.ศ.2535 วัดญาณวิริยาเทมเปิ้ล 1 เมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริทิชโคลัมเบีย
วันที่ 15 พ.ศ.2536 วัดญาณวิริยาเทมเปิ้ล 2 เมืองโตตรอนโต้
วันที่ 16 พ.ศ.2538 วัดธรรมวิริยาราม 1 เมืองออตตาวา (เมืองหลวงของประเทศแคนนาดา)
วันที่ 17 พ.ศ.2540 วัดธรรมวิริยาราม 2 น้ำตกไนแองการ่า เมืองออนโตริโอ
วันที่ 18 พ.ศ.2541 วัดธรรมวิริยาราม 3 เมืองแอตแมนตัน รัฐอับเบอร์ต้า
วันที่ 19 พ.ศ.2542 วัดธรรมวิริยาราม 4 เมืองแคลการี

ซึ่งต้องใช้ปัจจัยในการก่อสร้างทั้งหมดถึง 90 ล้านกว่าบาท อันเป็นปัจจัยจำนวนมากทีเดียว แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากทั้งชาวแคนาดาและชาวไทยในประเทศไทยจนสำเร็จลุล่วงไปได้ ทั้งนี้ การเริ่มต้นของการสร้างวัดพุทธไทยในแคนนาดาของหลวงพ่อวิริยังค์ คือท่านซื้อโบสถ์ของคริตส์ศาสนา เพื่อให้เป็นโบสถ์พระพุทธศาสนาได้สำเร็จ จำนวน 2 โบสถ์

การเกิดขึ้นของวัดไทยในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศแคนาดานั้น นับเป็นผลดีอย่างมากในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ เพราะว่าในประเทศนี้ยังไม่เคยมีวัดไทย และยังเป็นการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาให้แพร่หลาย การสร้างวัดนั้นมิใช่เรื่องง่าย แต่มีความยากลำบากมาก ในเบื้องต้นมีปัญหามาก ต้องใช้ความสามารถทุกๆ ด้าน ทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม ตลอดถึงปัจจัย อีกทั้งบุคคลากร หากไม่ใช้ความตั้งใจจริง พร้อมทั้งการเสียสละอย่างสูงแล้วจะทำให้สำเร็จไม่ได้เลย

แต่อย่างไรก็ตาม การสร้างวัดไทยครั้งนี้ โดยการนำพาของหลวงพ่อวิริยังค์ สามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ อันเนื่องมาจากความตั้งใจจริงของท่าน พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนจากพุทธศาสนิกชนทั้งในประเทศแคนาดาและประเทศไทย จึงทำให้บังเกิดผลอย่างรวดเร็วและจะเป็นผลต่อไปในอนาคตซึ่งจะประเมินค่ามิได้ ขณะนี้วัดพุทธศาสนาไทยทั้ง 6 แห่ง ได้ทำประโยชน์มากมาย ได้แก่เป็นศูนย์รวมการปฏิบัติทางศาสนา มีการสวดมนต์ ไหว้พระ รักษาศีล ฟังธรรม นั่งสมาธิ หรือจัดพิธีกรรมตามศาสนา และประเพณีต่างๆ เช่น วันปีใหม่ วันสงกรานต์ วันลอยกระทง วันเข้าพรรษา และออกพรรษา เป็นต้น

วัดญาณวิริยาเทมเปิ้ล 2 เมืองโตรอนโต พระภิกษุที่นี่ได้รับอาราธนาไปสอนการทำสมาธิแก่ผู้ถูกคุมขัง ณ เรือนจำ เป็นประจำ ทำให้ผู้ถูกคุมขังรู้จักพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาจำนวนมาก, วัดญาณวิริยาเทมเปิ้ล 1 เมืองแวนคูเวอร์ ได้มีนักเรียน นักศึกษาชาวแคนาดา มาฝึกหัดการทำสมาธิ ทำให้เข้าใจพระพุทธศาสนายิ่งขึ้น และวัดธรรมวิริยาราม 2 น้ำตกไนแองการ่า เมืองออนโตริโอ มีชาวต่างชาติมาฝึกการทำสมาธิที่วัดอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้แล้ว ทางวัดยังได้แก้ข้อสงสัยในพระพุทธศาสนาให้แก่ชาวต่างชาติให้เข้าใจข้อเท็จจริง และทุกๆ วัดในเมืองต่างๆ กำลังดำเนินงานเผยแผ่พุทธศาสนา คาดว่าในอนาคตวัดในประเทศแคนนาดาตามเมืองต่างๆ จะเป็นสถานที่ศึกษาอบรมพระพุทธศาสนา และเผยแผ่การทำสมาธิให้ได้รับประโยชน์มหาศาลเกินความคาดหมายของหลวงพ่อวิริยังค์

ฉะนั้น การสร้างวัดไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศแคนนาดานั้น นับว่าเป็นประโยชน์และเป็นผลดีอย่างมาก เพราะประเทศแคนนาดายังไม่มีวัดพุทธไทย การดำเนินงานด้านเผยแผ่พระพุทธศาสนากำลังได้ผล ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งนี้ อยู่ที่การเสียสละของพระภิกษุผู้ที่มาประจำ และผู้ที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังคือพระเถระทั้งหลาย พร้อมทั้งพุทธศาสนิกชนในประเทศไทย เมื่อได้รับการสนับสนุนเพื่อให้กำลังใจพร้อมทั้งปัจจัยสี่ และความอบอุ่นในการดำเนินงานแล้ว คาดว่าในอนาคตจะทำให้ประเทศนี้มีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทย-ลาว-เขมร-ญวน-จีน ที่มาตั้งรกรากอยู่ในประเทศแคนาดาเพิ่มขึ้น จนเป็นความหวังที่จะทำให้พุทธศาสนาเป็นปึกแผ่นในประเทศนี้



สถาบันพลังจิตตานุภาพ และศูนย์สมาธิวิริยานุภาพ

จุดประสงค์เพื่อเผยแพร่หลักการวิปัสสนา สำหรับประเทศไทยสามารถผลิตครูสมาธิได้กว่า 2,000 คน และ 1 ปี 6 เดือน สำหรับประเทศแคนนาดา (หลวงพ่อวิริยังค์สอนเป็นภาษาอังกฤษ) สามารถผลิตครูสมาธิที่เป็นชาวต่างชาติล้วนๆ ได้กว่า 5,000 คนแล้ว ท่านได้เพียรเสียสละเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและส่วนรวม โดยมิได้เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยแม้อายุจะล่วงเลยมากว่า 89 ปีแล้ว


โครงการประทีปเด็กไทย

เริ่มดำเนินการอย่างไม่เป็นทางการ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2518 และเป็นทางการในปี พ.ศ.2520 จนถึงปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กก่อนวัยเรียน (แรกเกิด-6 ปี) โครงการประทีปเด็กไทยสนับสนุนในด้านการก่อสร้างอาคาร ด้านวิชาการ และด้านโภชนาการ ในหมู่บ้าน 1 ตำบล ตามความต้องการและขีดความสามารถของประชาชน เพื่อรับเด็กในชนบทและในเมืองอายุ 2-6 ปี เข้ารับการเลี้ยงดูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ จะดำเนินการให้เสร็จทุกตำบลทั่วประเทศ ประมาณ 7,000 ตำบล โดยสนับสนุนการสร้างอาคาร ราคาประมาณ 200,000 บาท /หลัง และดำเนินการอบรมผู้ดูแลเด็ก (ผ.ด.ด.) ให้มีคุณภาพ ชึ่งขณะนี้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่สำเร็จแล้ว มีจำนวนประมาณ 400 ศูนย์


ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กธรรมศาลา

หลวงพ่อวิริยังค์ ได้จัดทำโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็กธรรมศาลา วัดธรรมมงคล ร่วมกับกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 โดยริเริ่มดำเนินการครั้งแรกที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ ได้ก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขนาดกว้าง 6.00 เมตร ยาว 18.00 เมตร สามารถรับเด็กเล็กได้ 60-70 คน

ต่อมาท่านได้พยายามชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนให้ทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จึงมีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์สร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กไปแล้ว จำนวน 122 ศูนย์ โดยใช้แบบแปลนที่ประยุกต์มาจากกรมการพัฒนาชุมชน ภายหลังได้เปลี่ยนขนาดของศูนย์ลงเหลือ ขนาดกว้าง 5.00 เมตร ยาว 15.00 เมตร แต่ละศูนย์จะใช้เงินงบประมาณ 120,000 บาท โดยหลวงพ่อวิริยังค์มีเจตนารมณ์จะจัดสร้างศูนย์ในลักษณะดังกล่าวให้ครบทุกตำบลประมาณ 5,000 ศูนย์


สถาบันชนาพัฒน์

สถาบันชนาพัฒน์ เป็นสถาบันพัฒนานักออกแบบชาวไทยให้เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบัน Academia Itialiena ประเทศอิตาลี เปิดสอนการออกแบบเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของนักออกแบบไทยในตลาดโลก โดยมุ่งเน้น 3 สาขาคือ ออกแบบแฟชั่น, ออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และออกแบบเครื่องหนัง โดยอาจารย์จากประเทศอิตาลี ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถเดินทางไปศึกษาต่อได้ที่ Academia Iialiena Institute นอกจากนี้แล้ว ยังได้รับการสนับสนุนและร่วมมือจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล มุ่งพัฒนาบุคลากรของชาติไทย ทั้งนี้ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ให้ความสนใจและรับรองหลักสูตรในขั้นต้น และจะส่งนิสิตนักศึกษาในระดับชั้นปีที่ 3 และ 4 ของหลักสูตรปริญญาตรี มาร่วมศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่น เครื่องหนังผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม




บันทึกการเข้า
กระเบนท้องน้ำ
Moderator
ปรมาจารย์
*

1566
ออฟไลน์ ออฟไลน์

• เจ้าของกระทู้ •


เพศ: ชาย
ย.บ. รุ่นที่: 51
เลขประจำตัว: 16262
สถานะ: ศิษย์เก่า
ตอบกระทู้: 1482
สมาชิกลำดับที่: 2585

Level and Hp mod by the DtTvB :: version 1.02 :: Made for Zone-IT.com Level 31 : Exp 28%
HP: 0.3%

การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง

tummarakkoe@windowslive.com
เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: 11 มีนาคม 2010, 09:22:47 am »


หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร


๏ คุณสมบัติที่สมควรได้รับการยกย่อง

1. เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นที่ยอมรับของสังคม

หลวงพ่อวิริยังค์ เป็นผู้ทรงวุฒิ มีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นที่ยอมรับของสังคม ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากผลจากการดำริของท่านทุกๆ เรื่องจะเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและจริยธรรม

1.1 ความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ยอมรับของสังคม

สร้างหลักสูตรครูสมาธิ โดยเน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างมีหลักเกณฑ์ อันเป็นแนวทางสายกลางทำให้เกิดความเป็นไปได้แก่บุคคลทุกเพศทุกวัย, เขียนหนังสือหลักสูตรครูสมาธิ 3 เล่ม เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน และหากใครต้องการศึกษาด้วยตนเองก็สามารถกระทำได้, สร้างระบบการบริหารหลักสูตรและการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ ยึดถือเป็นระบบเดียวกันในการไปสอนในที่ต่างๆ, จัดการเรียนการสอนหลักสูตรครูสมาธิในประเทศแคนนาดา และเป็นผู้สอนหลักสูตรครูสมาธิแก่ชาวแคนนาดา

1.2 ความเป็นผู้มีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นที่ยอมรับของสังคม

ท่านได้เน้นหนักให้พระภิกษุสามเณรที่อยู่ภายใต้การดูแลของท่านจำนวนมาก บำเพ็ญสมาธิภาวนา ทำให้พระภิกษุสามเณรเหล่านั้นได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องด้วยท่านเป็นพระปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทั้งนี้ โดยได้ปฏิบัติบำเพ็ญสมาธิในเบื้องต้นแห่งชีวิตความเป็นพระภิกษุสามเณร ครั้งแรกอยู่กับพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ (ศิษย์เอกพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ) เป็นเวลาถึง 8 ปี และอยู่ปฏิบัติกัมมัฏฐานกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ เป็นเวลา 9 ปี ดังนั้น หลวงพ่อวิริยังค์จึงมีความชำนาญในการสอนพระกัมมัฏฐานเป็นอย่างยิ่ง เป็นที่ซาบซึ้งใจเมื่อได้ฟังพระธรรมเทศนาตลอดถึงผลแห่งการปฏิบัติที่ได้รับ ก็เป็นที่ยอมรับจากบรรดาศิษย์ทั้งหลาย

สำหรับปัจจัยในการสร้างวัดและบูรณปฏิสังขรณ์วัดนั้น ท่านมิให้ไปเรี่ยไรที่ไหน เพียงตั้งตู้บริจาคไว้ที่ศาลาวัดแห่งเดียวเท่านั้น จึงเป็นการแสดงถึงศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของชาวพุทธที่มีต่อตัวท่านและวัดธรรมมงคล

หลวงพ่อวิริยังค์ ได้ให้พระภิกษุสามเณรที่อยู่ภายใต้การปกครองของท่าน ได้ร่ำเรียนเขียนอ่านตามหลักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา และทางวิชาสามัญ ตลอดถึงภาษาต่างประเทศ โดยตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรมและโรงเรียนวิชาสามัญให้พระภิกษุสามเณรทั้งหลาย ได้ร่ำเรียนโดยไม่มีขอบเขตที่จำกัด ให้มีความรู้กว้างขวาง เข้าใจเหตุและผลเป็นความรู้ที่ใช้การได้ พระภิกษุสามเณรที่มาศึกษาอยู่ในแวดวงของหลวงพ่อวิริยังค์ จำนวนหลายพันรูปได้ซึ่งความรู้เป็นประโยชน์แก่ตนในหลายกรณี ทั้งเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นอีกมาก ทุกๆ รูปเหล่านี้ต่างระลึกถึงคุณาคุณของท่านอย่างมิรู้ลืมและอย่างจริงใจ บัดนี้ก็ปรากฏว่ามีผู้เรียนสำเร็จผลช่วยงานพระพุทธศาสนา ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

2. เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญพิเศษในวิชาชีพระดับดีเด่นในสาขาวิชาการบริหารการศึกษา

หลวงพ่อวิริยังค์ เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับต่างประเทศ ด้วยเหตุที่ท่านเป็นผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มุ่งพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรม ได้รับการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างทั่วถึง และท่านยังมองการณ์ไกลว่า ปัจจุบันนี้การบริหารจัดการวัดต่างๆ ในประเทศไทยไม่มีประสิทธิภาพเพราะเจ้าอาวาสรู้แต่ทางธรรม ท่านจึงได้มีดำริเตรียมพระสงฆ์เพื่อที่จะไปเป็นเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ให้มีทางด้านการบริหารจัดการโดยเฉพาะทางการบริหารการศึกษา ทั้งนี้เพราะท่านเล็งเห็นว่าวัดควรเป็นสถาบันการศึกษาที่สามารถจัดการศึกษาด้านต่างๆ ได้อย่างดีและทั่วถึง ถ้าเจ้าอาวาสรู้จักการบริหารและการจัดการที่ดี

ผลงานของท่านสรุปได้ดังนี้

2.1 การบริหารอาคารสถานที่

วัดธรรมมงคล สุขุมวิท 101 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ มีเนื้อที่ 32 ไร่ สิ่งก่อสร้างภายในวัดทุกสถานที่ท่านสามารถจัดสรรทรัพยากรให้ใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด ถือได้ว่าการจัดการศึกษาทุกรูปแบบ ได้จัดมาอยู่ไว้ ณ วัดแห่งนี้ ดังนี้

พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์
ชั้นที่ 1 สถาบันพลังจิตตานุภาพ
ชั้นที่ 2 วิหารหลวงพ่อดำ
ชั้นที่ 3 ห้องสมุด
ชั้นที่ 4 ห้องเรียนโรงเรียนปริยัติธรรม
ชั้นที่ 5 ห้องเรียนโรงเรียนปริยัติธรรม
ชั้นที่ 6 สำนักงานโรงเรียนปริยัติธรรม
ชั้นที่ 7 สำนักงานศูนย์ให้การศึกษาวัดธรรมมงคล,
ห้องสมุด และห้องเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา 3 ห้อง
ชั้นที่ 8 ห้องเรียนมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา 2 ห้อง
ชั้นที่ 9 พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพุทธศาสนา
ชั้นที่ 10 พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพุทธศาสนา
ชั้นที่ 11 พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพุทธศาสนา
ชั้นที่ 12 พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพุทธศาสนา
ชั้นที่ 13 พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพุทธศาสนา
ชั้นที่ 14 ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

อาคารธรรมศาลา
ชั้นที่ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ชั้นที่ 2 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ชั้นที่ 3 ศูนย์อาชีพกรุงเทพมหานคร
ชั้นที่ 4 ศูนย์อาชีพกรุงเทพมหานคร

ศาลาพระหยก
ชั้นที่ 1 ที่จอดรถ
ชั้นที่ 2 ที่บรรจุอัฐิ
ชั้นที่ 3 ประดิษฐสถานพระพุทธรูปหยกและพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมหยก

ถ้ำวิปัสสนาสมาธิ
เนื่องจากการฝึกสมาธิให้ได้ผลดีนั้น จำเป็นต้องมีสถานที่และบรรยากาศสัปปายะ ท่านจึงได้สร้างถ้ำเพื่อจำลองสถานที่ในป่าสำหรับผู้ต้องการฝึกสมาธิ

ส่วนการดำเนินการพัฒนาทางด้านจิตใจนั้น หลวงพ่อวิริยังค์ได้วางรากฐานการปฏิบัติอันเป็นแนวทางเดียวกันกับของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ คือแนวทางสายกรรมฐานอันเป็นที่เชื่อถือแก่ประชาชนทุกๆ ระดับชั้น

วัดธรรมมงคลแห่งนี้ เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติที่ใหญ่มากแห่งหนึ่ง โดยมีพระภิกษุสามเณรกว่า 500 รูป มีประชาชนฟังธรรมจำศีลวันพระกว่า 500 คน มีเด็กอยู่ในอุปการะ 500 คน ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร นอกจากนั้น ยังเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเด็ก (เยาวชนของชาติ) โดยได้ดำเนินการช่วยเหลือสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เช่นที่จังหวัดเชียงใหม่ อ.จอมทอง สร้าง 13 แห่ง, ที่ อ.ดอยเต่า 3 แห่ง, ที่ อ.สารภี 1 แห่ง, จังหวัดลำพูน ที่ อ.ป่าซาง 12 แห่ง , ที่ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.อุบลราชธานี 13 แห่ง, ที่ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม 10 แห่ง, ที่ จ.ร้อยเอ็ด, จ.สกลนคร และจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งหมดเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท

นอกจากนี้ได้ให้โภชนาการอาหารเสริมแก่เด็กเล็กก่อนวัยเรียน อ.จอมทอง จำนวน 2,000 คน, อ.ดอยเต่า จำนวน 800 คน, อ.ป่าซาง จำนวน 1,800 คน, อ.ศรีเชียงใหม่ จำนวน 2,000 คน ทั้งนี้มีวัดธรรมมงคลเป็นศูนย์กลางเพื่อนำเงินและสิ่งของไปช่วยเหลือ และยังได้ช่วยสร้างโรงพยาบาลให้แก่รัฐบาล โดยสร้างอาคารผู้ป่วยใน-ผู้ป่วยนอก 3 ชั้น ขนาด 60 เตียง สิ้นเงินกว่า 22 ล้านบาท เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนในท้องถิ่นอำเภอจอมทอง รวมทั้ง ได้ช่วยเหลือสร้างที่ว่าการอำเภอจอมทอง สำนักงานการประถมศึกษาจอมทอง และได้สร้างอาคารกว้าง 18 เมตร ยาว 81 เมตร 3 ชั้น เป็นอาคารทันสมัย เป็นหอพักที่ฝึกงาน ห้องเรียนพร้อมบริบูรณ์เป็นเงินกว่า 30 ล้านบาท เพื่อให้แก่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ทั้งหมดนี้ ท่านได้อุทิศชีวิตของท่านเพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่ตนและบุคคลผู้อื่น ด้วยการเสียสละอย่างยิ่ง โดยมิเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยแต่ประการใด หากท่านมิได้เสียสละอย่างยิ่งยวดแล้ว ผลงานจะปรากฏแก่สายตาของประชาชนเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ด้วยความตั้งมั่นที่จะช่วยเหลืองานพระพุทธศาสนาให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว หลวงพ่อวิริยังค์จึงเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนเป็นอย่างสูง ในขณะนี้พุทธบริษัททั้งหลายต่างพากันชื่นชมในผลงานของท่านที่ยังประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระศาสนาอย่างหาประมาณมิได้

2.2 การบริหารงานวิชาการ

หลวงพ่อวิริยังค์ ได้บริหารงานวิชาการอย่างมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยท่านได้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก การบริหารงานวิชาการของท่านมีดังนี้

- โรงเรียนปริยัติธรรม ระดับมัธยมต้น-มัธยมปลาย

- ศูนย์ให้การศึกษาสำหรับพระภิกษุวัดธรรมมงคล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดสอน 2 หลักสูตร มีวัตถุประสงค์เพื่อให้พระสงฆ์นำความรู้ให้ได้ไปพัฒนาชุมชน และบริหารจัดการการศึกษาของสงฆ์

- การพัฒนาชุมชนระดับอนุปริญญา

- การบริหารการศึกษาระดับปริญญาตรี (หลังอนุปริญญา)

- สถาบันพลังจิตตานุภาพ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้ฝึกปฏิบัติสมาธิได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งผลิตครูสมาธิที่มีคุณภาพเพื่อเผยแพร่การฝึกปฏิบัติสมาธิต่อไป

- สถาบันชนาพัฒน์ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบัน Academia Itialiena ประเทศอิตาลี เปิดสอนการออกแบบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของนักออกแบบไทยในตลาดโลก เปิดสอนโดยมุ่งเน้น 3 สาขาคือ ออกแบบแฟชั่น, ออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และออกแบบเครื่องหนัง โดยอาจารย์จากประเทศอิตาลี ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถเดินทางไปศึกษาต่อได้ที่ Academia Iialiena Institute

- ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานเขตพระโขนง ในการเปิดสอนอาชีพต่างๆ เช่น การจัดดอกไม้, การทำอาหาร, การซ่อมคอมพิวเตอร์, การนวดแผนไทย เป็นต้น

2.3 ผลงานวิชาการ

หลวงพ่อวิริยังค์ ได้เขียนหนังสือและเอกสารวิชาการไว้มากมาย ความรู้ทุกอย่างท่านจะบันทึกตลอดเวลา งานเขียนของท่านจึงมีมากมาย ดังนี้

1. หลักสูตรครูสมาธิ เล่ม 1
2. หลักสูตรครูสมาธิ เล่ม 2
3. หลักสูตรครูสมาธิ เล่ม 3
4. มุตโตทัย
5. 5 ฉลอง
6. ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ
7. คุณค่าของชีวิต
8. ชีวิตคือการต่อสู้
9. พระพุทธรูปหยกเขียว

3. เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

จากภารกิจที่ท่านทำมาโดยตลอด ท่านได้รับการยกย่องและยอมรับนับถืออย่างกว้างขวางในฐานะเป็นพระนักพัฒนาประเทศ นักพัฒนาการศึกษา นักบริหารการศึกษา โดยดูได้จากผลงานที่สะท้อนภาพลักษณ์ของนักบริหารการศึกษา ดังนั้น ภายในวัดธรรมมงคลจึงมีการจัดการศึกษาที่หลากหลาย ได้แก่ โรงเรียนปริยัติธรรมสายสามัญ, ศูนย์ให้การศึกษาสำหรับพระสงฆ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, ศูนย์ฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร, ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก, สถาบันพลังจิตตานุภาพ และมีการจัดพิธีกรรมต่างๆ ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตลอดจนในวาระเทศกาลประเพณีของชาวไทย เพื่อให้พุทธศาสนิกชนทั่วไปได้มาร่วมกิจกรรม

3.1 การส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณร

- สนับสนุนให้เรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมบาลี
- สนับสนุนให้เรียนสายสามัญในระดับมัธยมถึงปริญญาตรี

3.2 การส่งเสริมการศึกษาของฆราวาส

- การนั่งสมาธิและการฝึกสมาธิ
- การฝึกอาชีพ
- พัฒนาเด็กเล็ก
- การจัดกิจกรรมทางพุทธศาสนา

3.3 การส่งเสริมและเผยแผ่พระศาสนาในต่างประเทศ

- การสร้างวัดไทยในต่างประเทศ
- การสอนสมาธิแก่ชาวต่างประเทศ
- การส่งเสริมการจัดกิจกรรมทางพุทธศาสนา



.............................................................

รวบรวมและเรียบเรียงมาจาก ::
http://www.dhammamongkol.com/
http://www.dharma-gateway.com/

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: