พิมพ์หน้านี้ - พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน

:: เครือข่ายศิษย์เก่า-ศิษย์ปัจจุบัน โรงเรียนโยธินบูรณะ :: Yothinburana Community ::

• Knowledge Center • => พระเครื่อง => ข้อความที่เริ่มโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 11:51:31 AM



หัวข้อ: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 11:51:31 AM
หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
วัดป่าสุทธาวาส อ.เมือง จ.สกลนคร

(http://img87.imageshack.us/img87/779/20327905.jpg)


ภาพพระธาตุ

(http://img87.imageshack.us/img87/405/011ck.jpg)(http://img144.imageshack.us/img144/3193/016ix.jpg)
(http://img594.imageshack.us/img594/7234/012r.jpg)(http://img144.imageshack.us/img144/8348/013nl.jpg)
(http://img444.imageshack.us/img444/1001/014dvr.jpg)(http://img444.imageshack.us/img444/4518/015ok.jpg)





แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่



หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 11:56:29 AM
หลวงปู่พระสุพรหมยานเถร (พรหมา พรหมจักโก)
วัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน

(http://img405.imageshack.us/img405/9673/23419253.jpg)


ภาพพระธาตุ

(http://img249.imageshack.us/img249/2270/021oo.jpg)(http://img249.imageshack.us/img249/4941/023jp.jpg)
(http://img249.imageshack.us/img249/1781/024db.jpg)(http://img263.imageshack.us/img263/7238/025mt.jpg)
(http://img263.imageshack.us/img263/2203/022gq.jpg)
 



แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: ตัดทอนข้อมูลจากคุณ สาธุการ (202.29.60.207) เมื่อวันที่ 21/2/2549 กระทู้
ป่องโกษา. ม.ป.ป. ล่าพระอาจารย์และท่องเชียงแสน โดยฤาษีลิงดำ. เยลโล่การพิมพ์, กรุงเทพฯ 


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 11:59:27 AM
หลวงปู่พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท)
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

(http://img338.imageshack.us/img338/7164/67939276.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

พระโพธิญาณเถระ (ชา สุภทฺโท) หรือ หลวงพ่อชา หรือ อาจารย์ชา เกิดเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2461 ตรงกับ วันศุกร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ปีมะเมีย ณ บ้านจิกก่อ หมู่ที่ 9 ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี บิดาชื่อนายมา ช่วงโชติ มารดาชื่อ นางพิมพ์ ช่วงโชติ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันจำนวน 10 คน

หลวงพ่อชาได้รับการศึกษาชั้นประถมศึกษา ณ โรงเรียนบ้านก่อ ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี จนจบชั้นประถมปีที่ 1 แล้วได้ลาออกจากโรงเรียนเพราะมีจิตใจใฝ่ทางบวชเรียน ภายหลังเมื่อบวชเรียนแล้วได้เรียนหนังสือธรรมเรียนบาลีไวยากรณ์ เรียนมูลกัจจายน์ จนสามารถอ่านแปลภาษาบาลีได้ และได้ศึกษาพระปริยัติธรรมจนสอบได้ชั้นสูงสุดสายนักธรรม คือ สอบได้นักธรรมชั้น เอก

เมื่ออายุ 13 ปี หลังจากลาออกจากโรงเรียนประถมศึกษาแล้ว โยมบิดาได้นำไปฝากกับเจ้าอาวาสเพื่อเรียนรู้บุพกิจเบื้องต้นเกี่ยวกับบรรพชาวิธี จึงได้รับอนุญาตให้บรรพชาเป็น สามเณรชา โชติช่วง เมื่อเดือน มีนาคม พ.ศ. 2474 โดยมีท่านพระครูวิจิตรธรรมภาณี (พวง) อดีตเจ้าอาวาส วัดมณีวนาราม อุบลราชธานี เป็นอุปัชฌาย์สามเณรชา โชติช่วง ได้อยู่จำพรรษาและศึกษาพระปริยัติธรรม ตลอดจนอยู่ปฏิบัติครูอาจารย์ เป็นเวลา 3 ปี ได้เอาใจใส่ต่อภารกิจของสามเณรท่องสวดมนต์ ทำวัตร ศึกษาหลักสูตรนักธรรมปฏิบัติพระเถระ แล้วจึงได้ลาสิกขาบทมาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา ทั้งนี้ด้วยความจำเป็นของครอบครัวแบบชาวไร่ชาวนาอีสานทั่วไป

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

ด้วยจิตใจที่ใฝ่ในการบวชเรียน จึงสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องอุปสมทบเป็นพระให้ได้ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ภายหลังเมื่อตกลงกับบิดามารดาและท่านทั้ง 2 ก็อนุญาติแล้วจึงได้ฝากตัวที่วัดก่อในที่ใกล้บ้าน แล้วได้รับอนุญาติให้อุปสมบทได้เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2482 เวลา 13.55 น. ณ พัทธสีมา วัดก่อใน ตำบลธาตุ อำเภอวารินชำราบ อุบลราชธานี โดยมีพระเถระสำคัญที่ให้การอุปสมบทดังนี้ พระครูอินทรสารคุณ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวิรุฬสุตการ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการสอน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ พระชา สุภทฺโท ได้จำพรรษาอยู่ ณ วัดก่อนอก 2 พรรษา ตั้งใจศึกษาปริยัติธรรม ทั้งจากตำรับตำราและจากครูอาจารย์ จนสอบนักธรรมชั้นตรีได้ในสำนักวัดก่อนอกนี้

เมื่อพระชา สุภทฺโท สอบนักธรรมตรีได้แล้ว ก็อยากเรียนให้สูงขึ้นเพราะมีจิตใจรักชอบทางธรรมอยู่แล้ว แต่ขาดครูอาจารย์ในการสอนระดับสูงต่อไป นึกถึงภาษิตอีสานที่ว่า "บ่ออกจากบ้านบ่ฮู้ฮ่อมทางเทียว บ่เฮียนวิชาห่อนสิมีความฮู้" ชีวิตช่วงนี้จะเห็นได้ชัดว่า พระชา สุภทฺโท มุ่งเรียนปริยัติธรรมให้สูงสุด จึงทุ่มเทให้การศึกษษทั้งนักธรรมและบาลี และผ่านสำนักต่างๆ มากมายจนในที่สุดก็สอบนักธรรมได้ครบตามหลักสูตร คือ สอบนักธรรมชั้นโทได้ ในสำนักของ พระครูอรรคธรรมวิจารณ์ สอบนักธรรมชั้นเอกได้ในสำนักวัดบ้านก่อนอกถิ่นเกิด

เมื่อเสร็จภารกิจการศึกษา ประกอบกับเกิดธรรมสังเวชคราวโยมบิดาเสียชีวิต จึงหันมาสู่การปฏิบัติธรรม โดยออกธุดงค์และศึกษาหาแนวทางปฏิบัติในสำนักต่างๆ ผ่านอาจารย์ก็มากมาย เช่น หลวงปู่กินรี หลวงปู่เถระชาวเขมร อาจารย์คำดี พระอาจารย์มั่น

พออินทรีย์แก่กล้าแล้วก็ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมต่อไปเรื่อยๆ โดยยังดำรงสมณเพศเป็นพระมหานิกายอยู่ตลอดเวลา จนในที่สุดได้รับอาราธนาจากโยมมารดาและพี่ชาย เพื่อกลับไปโปรดสัตว์ที่บ้านเกิด เมื่อ พ.ศ. 2497 ก็ได้ดำเนินการสร้างวัดป่าขึ้น ซึ่งเรารู้จักในปัจจุบัน คือ "วัดหนองป่าพง" และท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้มาโดยตลอด และถึงแก่มรณภาพเมื่อ 16 มกราคม 2535 เวลา 05.30 น. อย่างสงบท่ามกลางธรรมสังเวชของศิษยานุศิษย์จากทุกสารทิศ

ธรรมโอวาท
๑. โลกนี้มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยไป จะอยู่ที่โน่นก็เปลี่ยนแปลง อยู่ที่นี่หรือที่ไหนก็เปลี่ยนแปลงเพราะพวกเราทั้งหลายอยู่ได้ด้วย การเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราก็อยู่ไม่ได้ หายใจ ออกมาแล้วก็เปลี่ยนเป็นหายใจเข้า แล้วก็หายใจออก ไม่เช่นนั้น ก็อยู่ไม่ได้ ออกไปหมดก็อยู่ไม่ได้ ลมเข้ามาแล้วไม่ออกก็อยู่ไม่ได้ เราทั้งหลายอยู่ในโลกนี้ก็เป็นของโลก มันเป็นของๆ โลก ไม่ควร ทำความน้อยใจ ไม่ควรทำความเสียใจใดๆ เราต้องเป็นผู้มีจิตใจ เข้มแข็ง จะตกไปอยู่ที่ไหนก็สร้างแต่คุณงามความดี แม้หมดชีวิต ก็อย่าทิ้งคุณงามความดี

๒.ผู้ไปยึดอารมณ์จะเป็นทุกข์ เพราะอารมณ์มันไม่เที่ยง




ภาพพระธาตุ

(http://img338.imageshack.us/img338/3116/061ie.jpg)(http://img338.imageshack.us/img338/6996/062bs.jpg)




แหล่งข้อมูล: เว็บ buddhismthailand; เว็บธรรมะไทย


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 12:05:05 PM
พระครูวิเวกพุทธกิจ (เสาร์ กนฺตสีโล)
วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

(http://img547.imageshack.us/img547/7375/60339655.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

พระอาจารย์เสาร์ ฉายา กนฺตสีโล เกิด ณ วันจันทร์ แรม ๔ ค่ำ เดือนยี่ปีระกา วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๔๐๒ ที่บ้านข่าโคม ตำบลหนองซาง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

ท่านอุปสมบทอยู่ที่วัดใต้จังหวัดอุบลราชธานี ภายหลังต่อมาได้เปลี่ยนแปลงเป็นพระธรรมยุต ที่วัดศรีทอง มีพระครูชา โชติปาโล เป็นพระอุปัชฌาย์ และมี เจ้าอธิการสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ท่านเป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปทางสมาธิวิปัสสนา และพอใจแนะนำคำสั่งสอนผู้อื่น ในทางนั้นด้วย จึงเป็นผู้ใฝ่ใจในธุดงค์วัตร หนักในทางสมาธิ ชอบวิเวก และไม่ติดถื่นที่อยู่ และท่านได้รับความสงบใจ ในการปฏิบัติเป็นอย่างมาก เพราะการปฏิบัติสมาธิเป็นชื่อแห่งความเพียร เป็นข้อปฏิบัติที่ดีปฏิบัติชอบ ซึ่งไม่มีข้ออื่นดียิ่งไปกว่านี้

ภายหลังจาก หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ไปอยู่ป่าดงฝึกจิตใจเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา จำพรรษาท่ามกลางสิงสาราสัตว์ ในหุบเขาถ้ำลึก เป็นเวลาอันสมควร ท่านจึงได้ออกมาเปิดสำนักปฏิบัติธรรมใน วัดเลียบ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในสมัยก่อนนั้น มีพระสฆ์และฆราวาสที่สนใจจริงจังไม่มากนัก ถึงกระนั้น ท่านก็มิได้ลดละพยายาม ท่านตั้งอกตั้งใจในการอบรม สั่งสอนผู้สนใจในธรรม ให้เกิดความรู้แจ้งแก่ผู้ปฏิบัติ เพื่อเป็นหลักยืนยันว่า การเจริญศีล สมาธิ ปัญญานี้ เป็นทางสงบ สามารถทำตนให้พ้นทุกข์ได้จริง

นอกจากหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล จะเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ท่านยังมีความเคร่งครัดทางด้านพระวินัยอย่างมาก ลูกศิษย์ทุกคนสมัยนั้น ท่านจะถือเอาวัตรปฏิบัติวิปัสสนาเป็นวิชาเอก คือหมายถึงว่า เมื่อท่านได้อบรมแล้วแสดงพระสัทธรรมให้เป็นที่เข้าใจแล้วท่านจะส่งเสริมลูกศิษย์ทุกรูปให้ถือข้อธุดงควัตร แยกออกจากหมู่มุ่งสู่ราวป่า มุ่งความแจ่มแจ้ง ในธรรมที่องค์พระบรมศาสดาทรงรับรองผล

หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล พระบุพพาจารย์แห่งยุคได้อำลาละสังขารไปด้วยอาการสงบระงับอย่างสิ้นเชิง ท่านได้อบรมสั่งสอน ศิษย์ต่างก็ยอมรับว่า หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ได้ปฏิบัติกิจเสร็จสิ้นที่วัดมหาอำมาตยาราม นครจำปาศักดิ์ คืนวันอังคาร แรม ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะแม วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๔ คำนวนอายุได้ ๖๒ พรรษา

ธรรมโอวาท
๑. ให้มนุษย์เราทุกคน รู้จักระลึกถึงคุณ พระพุทธเจ้า คือให้เจริญพุทธานุสติ
๒.ให้มนุษย์เราทุกคน เมื่อเกิดมาแล้ว เข้าใจตนว่า นับถือพระพุทธศาสนาแล้ว จงให้เจริญ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นอนุสติ
๓. ให้มนุษย์เราทุกคน จงรู้ว่า เมื่อเกิดมาแล้ว จงรู้กฎของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งหนีสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้ คือ การเกิด แก่ เจ็บตาย จึงให้รู้ถึงความไม่เที่ยง มีความทุกข์ และไม่ใช่ตัวตนเราเขา ฉะนั้น จงเจริญ อสุภานุสติ
๔. ให้มนุษย์เราทุกคน จงพิจารณากองทุกข์ นับตั้งแต่เกิดมา จนวาระสุดท้าย คือ ความตาย เพราะทุกคนหนีความตายไปไม่ได้ จงให้เจริญ มรณานุสติ




ภาพพระธาตุ

(http://img547.imageshack.us/img547/3531/111l.jpg)(http://img547.imageshack.us/img547/8031/116.jpg)
(http://img547.imageshack.us/img547/5858/112p.jpg)(http://img547.imageshack.us/img547/4268/113a.jpg)
(http://img547.imageshack.us/img547/4881/114k.jpg)(http://img297.imageshack.us/img297/3896/115kq.jpg)
 


แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: เว็บหลวงปู่มั่น; วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 12:09:22 PM
หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม
วัดอรัญญวิเวก อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม

 (http://img406.imageshack.us/img406/6185/17073301.jpg)


ภาพพระธาตุ

(http://img406.imageshack.us/img406/8967/451e.jpg)(http://img406.imageshack.us/img406/8741/452o.jpg)
(http://img297.imageshack.us/img297/1205/453e.jpg)(http://img297.imageshack.us/img297/8327/454b.jpg)
(http://img297.imageshack.us/img297/937/455n.jpg)
 
 

แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่; คุณภาสกร ศิวะโสภา



หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 12:13:10 PM
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่

 (http://img87.imageshack.us/img87/1886/39914066.jpg)


ภาพพระธาตุ

(http://img87.imageshack.us/img87/2702/191vf.jpg)(http://img263.imageshack.us/img263/4319/192it.jpg)
(http://img263.imageshack.us/img263/4641/194a.jpg)(http://img263.imageshack.us/img263/5267/193l.jpg)
(http://img87.imageshack.us/img87/7540/195i.jpg)
 
 

แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 12:17:20 PM
พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)
วัดจันทาราม(ท่าซุง) จ.อุทัยธานี

 (http://img408.imageshack.us/img408/9997/13217618.jpg)



ภาพพระธาตุ

(http://img87.imageshack.us/img87/2936/351o.jpg)(http://img87.imageshack.us/img87/306/352q.jpg)
(http://img87.imageshack.us/img87/4748/353o.jpg)(http://img594.imageshack.us/img594/5117/354.jpg)
 
 

แหล่งข้อมูล: เว็บธรรมะไทย






หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 12:21:01 PM
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.อุดรธานี

 (http://img402.imageshack.us/img402/4469/78139905.jpg)


ภาพพระธาตุ

(http://img402.imageshack.us/img402/6353/122bn.jpg)(http://img402.imageshack.us/img402/7163/123dds.jpg)
 (http://img153.imageshack.us/img153/6238/121p.jpg)



แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 12:25:18 PM
พระราชวุฒาจารย์ (ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ี

 
(http://img594.imageshack.us/img594/2981/67874439.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่ถือกำเนิด ณ บ้านปราสาท อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2430 ตรงกับวันแรม 2 ค่ำ เดือน 11 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บิดาของท่านชื่อ นายแดง มารดาชื่อ นางเงิน นามสกุล "ดีมาก" ท่านเป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้องร่วมบิดามารดา 5 คน ชีวิตของหลวงปู่เมื่อแรกรุ่นเจริญวัยนั้น ท่านจึงต้องมีภารกิจมากกว่าเป็นธรรมดา โดยต้องทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้าน

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

ท่านจึงได้ละฆราวาสวิสัยอย่างเข้าสู่ความเป็นสมณะตั้งแต่ปี พ.ศ. 2452 เมื่อท่านมีอายุได้ 22 ปี ณ พัทธสีมา วัดชุมพลสุทธาวาส ในเมืองสุรินทร์ โดยมี พระครูวิมลสีลพรต(ทอง) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูบึกเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูฤทธิ์เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่อแรกบวช ก็ได้ปฏิบัติกัมมัฏฐานกับหลวงปู่แอก วัดคอโค ซึ่งอยู่ชานเมืองสุรินทร์ หลวงปู่ดุลย์ก็พากเพียรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนครบไตรมาสโดยไม่ลดละ แต่ก็ไม่ปรากฏเห็นผลอันใดแม้เล็กน้อย นอกจากนี้ก็ใช้เวลาที่เหลือท่องบ่นเจ็ดตำนานบ้าง สิบสองตำนานบ้าง แต่ไม่ได้ศึกษาพระวินัยเลย

ท่านไป จังหวัดอุบลฯ พยายามมุมานะศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมอย่างเต็มสติกำลัง จนกระทั่งประสบผลสำเร็จ คือ สามารถสอบไล่ได้ประกาศนียบัตรนักธรรมชั้นตรี นวกภูมิ เป็นรุ่นแรกของจังหวัดอุบลราชธานี และยังได้เรียนบาลีไวยกรณ์ (มูลกัจจายน์) จนสามารถแปลพระธรรมบทได้

ใน พ.ศ. 2461 ขณะเมื่ออายุ 31 ปี ท่านจึงได้ญัตติจากนิกายเดิมมาเป็นพระภิกษุในธรรมยุตติกนิกาย ณ พัทธสีมาวัดสุทัศน์ฯ จังหวัดอุบลราชธานีโดยมี พระมหารัฐเป็นพระอุปัชฌาย์ พระศาสนดิลก เจ้าคณะมณฑลอุดร เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ที่ในพรรษานั้นเองท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดบูรพา จังหวัดอุบลราชธานี หลวงปู่ดุลย์กับอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม พากันไปฟังธรรมเทศนาของพระอาจารย์มั่นกันเป็นประจำ ทำให้เกิดความซาบซึ้งถึงใจคำพูดแต่ละคำมีวินัยแปลกดี ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน จึงเพิ่มความสนใจใคร่ประพฤติปฏิบัติทางธุดงค์กัมมัฏฐานมากยิ่งขึ้นทุกที

ครั้นออกพรรษาแล้วท่านอาจารย์มั่นได้ออกธุดงค์จึงตัดสินใจออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์มั่นไป ทุกท่านปฏิบัติตามปรารภความเพียรอย่างอุกฤษฎ์แรงกล้า ปฏิบัติตามคำอบรมสั่งสอนของท่านปรมาจารย์อย่างสุดขีด จนแสงแห่งพระธรรมก็บังเกิดขึ้น ปรากฏแก่จิตของท่าน รู้ชัดว่าอะไรคือจิต อะไรคือกิเลส จิตปรุงกิเลสหรือกิเลสปรุงจิต และเข้าใจสภาพเดิมของจิตที่แท้จริงได้จนรู้กิเลสส่วนไหนละได้แล้วส่วนไหนยังละไม่ได้ดังนี้

หลวงปู่เป็นผู้มีอุปนิสัยเยือกเย็น พูดน้อย สงบ อยู่เป็นนิตย์ มีวรรณผ่องใส ท่านรักความสงบจิตใจใฝ่ในความวิเวกมาก จะเห็นได้ว่าท่านชอบสวดมนต์บท "อรญฺเญ รุกขมูเลวา สุญฺญาคาเรวา ภิกฺขโว..." มาก ท่านได้ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องดีงามอยู่ภายใต้ผ้ากาสาวพัสตร์เป็นเวลานานถึง 64 พรรษา ท่านประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีงามของชาวพุทธตลอดเวลา เป็นเนื้อนาบุญของโลก ท่านเป็นพุทธสาวกอย่างแท้จริงได้บำเพ็ญประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างสมบูรณ์บริบูรณ์

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้ละสังขารตามสภาวธรรมเมื่อ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2526 แม้ว่า หลวงปู่ดุลย์ อตุโล ได้สละทิ้งร่างกายไปแล้ว แต่เมตตาธรรมที่ท่านได้ประสาทไว้แก่สานุศิษย์ทั้งหลายยังเหลืออยู่ คุณธรรมดังกล่าวยังคงประทับอยู่ในจิตใจของทุกๆ คนไม่ลืมเลือน

ธรรมโอวาท

1.จิตที่ส่งออกนอกเพื่อรับสนองอารมณ์ทั้งสิ้นเป็นสมุทัย
2.ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอกแล้วหวั่นไหวเป็นทุกข์
3.จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค
4.ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นนิโรธ

"ถ้ามีเวลาสำหรับหายใจ ก็ต้องมีเวลาสำหรับภาวนา"




ภาพพระธาตุ

(http://img594.imageshack.us/img594/8839/171.jpg)(http://img263.imageshack.us/img263/9403/174r.jpg)
(http://img263.imageshack.us/img263/7393/172nwn.jpg)(http://img263.imageshack.us/img263/1157/173wb.jpg)
(http://img594.imageshack.us/img594/8205/175.jpg)

 

แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 12:28:33 PM
พระครูพิศิษฐ์อรรถการ(พ่อท่านคล้าย จันทสุวัณโณ)
วัดสวนขัน จ.นครศรีธรรมราช

 (http://img297.imageshack.us/img297/7637/44922809.jpg)


ภาพพระธาตุ

(http://img177.imageshack.us/img177/5558/341x.jpg)




หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 12:50:43 PM
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
วัดบรรพตคีรี(ภูจ้อก้อ) จ.มุกดาหาร

 (http://img87.imageshack.us/img87/6669/12545424.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต เกิดเมื่อ วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2454 ที่บ้านกุดสระ อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี บิดาชื่อนายคูน เสวตร์วงศ์ มารดาชื่อ นางแพง เสวตร์วงศ์ เป็นบุตรคนสุดท้อง ในจำนวนพี่น้อง 8 คน อาชีพของครอบครัว คือ ทำนา ท่านศึกษาในโรงเรียนชั้นประถม ปีที่ 2 ก็ต้องออกมา ในวัยเยาว์ท่านได้มีโอกาสรับใช้พระธุดงค์ที่จาริกมา ในละแวกบ้านซึ่งมีส่วนช่วย หล่อหลอมจิตใจให้ใฝ่ในทางธรรม

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

เมื่ออายุได้ 18 ปี บวชเป็นเณร เมื่ออายุครบเกณฑ์ก็ได้บวชเป็นพระตามประเพณี จากนั้นก็ลาสิกขา มาครองเรือนได้ประสพความเป็นอนิจจัง ทุกขัง แห่งสังขาร และการพลัดพราก ครั้นปี พ.ศ.2486 บวชเป็นพระมหานิกายที่วัดบ้านยางมีพระครูคูณเป็นอุปัชฌาย์ พรรษาแรกก็สอบนักธรรมโทได้ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2488 ท่านได้ญัตติเข้าในคณะธรรมยุต ที่วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) ครั้งเป็นพระเทพกวีเป็นอุปัชฌาย์ และให้ท่านไปพำนักฝึกการปฏิบัติกับหลวงปู่บุญมี ชลิตโต ที่วัดโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็ม อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเป็นวัดที่เจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ เคยอาราธนาท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ไปพำนักครั้งที่ท่านกลับจากเชียงใหม่ และหลวงปู่บุญมี เคยได้รับการศึกษาอบรมกับท่านพระอาจารย์มั่น และดำเนินปฏิปทาตามพระบุพพาจารย์ ถวายตัวต่อ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

ออกพรรษาปี พ.ศ.2488 แล้ว ได้กราบลาหลวงปู่บุญมี วัดโพธิ์ชัย หนองน้ำเค็ม เพื่อไปนมัสการ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งมาพำนักที่วัดป่าบ้านหนองผือนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พระหล้า เขมปัตโต ออกเดินทางด้วยเท้าค่ำไหนก็ปักกรดจำวัดได้แวะ พักบำเพ็ญความเพียรที่ถ้ำพระเวสก์อยู่ระยะหนึ่งจากนั้นก็ออกเดินทาง จุดหมายก็คือวัดป่าบ้านหนองผือนาใน ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในกิตติศัพท์แห่งปฏิปทาบารมีธรรมของพระเดช พระคุณหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ทำให้พระหล้า เขมปัตโต อุสาหะ วิริยะ ดันด้นมาจนถึงสำนักป่าแห่งนี้ ความสงบร่มรื่นเป็นสัปปายะสถานแห่งผู้บำเพ็ญ สมณะกรรม โอกาสทองแห่งชีวิตก็มาถึงพระหล้า เขมปัตโต มีโอกาสเข้าไปกราบแทบเท้าท่านพระอาจารย์ใหญ่ สัจจะวาจาแห่งผู้กล้าเอ่ย "ขอมอบกายถวายชีวิตต่อพระอาจารย์ผูกขาดทุกลมปราณ " ท่ามกลาง คณะสงฆ์คณะศิษย์ที่อยู่ร่วมสำนัก อาทิ ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน , พระอาจารย์วัน อุตตโม พระอาจารย์ทองคำ จารุวัณโน หลวงปู่มั่น ท่านเมตตาปฏิสันฐานบอกให้พระเณรนำบริขารไปที่กุฏิว่าง

เมื่อล่วงถึง 5 วัน ก็เข้าไปกราบเท้าขอนิสัยกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต องค์ท่านก็ได้กรุณารับ การพำนักที่วัดป่าบ้านหนองผือนาใน พระหล้า เขมปัตโต ได้รับเมตตาจากท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน ให้คำแนะนำสั่งสอน ให้อุบายธรรมอันเป็นสิ่งที่ท่านจดจำสำนึกตลอดมา

ในพรรษาปี พ.ศ.2489 ท่านได้จำพรรษาเฝ้าฝึกศึกษาปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นและถวาย การปฏิบัติครูอาจารย์ด้วยความเคารพ ณ วัดป่าบ้านหนองผือนาใน ซึ่งเป็นขุมคลังแห่งพุทธิปัญญา วิปัสสนากรรมฐานแห่งยุคสมัย และยังได้รับเมตตาธรรมจากพระเถราจารย์ ตลอดจนสหธรรมมิกร่วมสำนัก

หลังออกพรรษา ปี พ.ศ.2489 ได้ติดตามท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ออกวิเวกไปตามป่าเขา ต่อมาได้มีโอกาสพบท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่ถ้ำบ้านไผ่ และท่านก็เมตตาช่วยเหลืออนุโมทนา ในกิจธุดงค์ด้วยดี เมื่อได้เวลาอันควรพระอาจารย์หล้า เขมปัตโต ก็เดินทางกลับมากราบ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือนาใน และมีโอกาส ถวายการปฏิบัติรับใช้พ่อแม่ครูอาจารย์ ด้วยความเคารพศรัทธา กระทั่งปี พ.ศ. 2492 ได้บังเกิดเหตุที่นำความเศร้าสลดมาสู่พระอาจารย์หล้า เขมปัตโต อย่างใหญ่หลวงคือพระเดชพระคุณหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้เปรียบประดุจร่มโพธิ์แก้วของท่าน ได้ละสังขาร จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ คงเหลือไว้ซึ่งคุณูปการเอนกอนันต์แห่งธรรมและข้อวัตรปฏิบัติอันยอดเยี่ยม พระอาจารย์หล้า เขมปัตโต ได้รับเป็นภาระธุระในกิจน้อยใหญ่ โดยไม่เกี่ยงเพื่อบำเพ็ญกุศลถวายท่าน พระอาจารย์ใหญ่ ที่ตนมอบกายถวายชีวิตด้วยเศียรเกล้า

เมื่อถวายเพลิงสรีระหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตแล้ว ท่านจึงติดตามหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ออกวิเวก และมีโอกาส ติดตามหลวงปู่เทสก์ลงไปทางใต้แถบจังหวัด ภูเก็ต-พังงา และจำพรรษาที่ 6 ที่ โคกกลอย พระอาจารย์หล้า ธุดงค์ไปในเกาะภูเก็ต พังงา และจังหวัดตรัง ช่วงระยะหนึ่งจึงกลับมา กรุงเทพฯ พักที่วัดบรมนิวาส 5-6 วันแล้วกลับไปอีสาน จุดหมายคือ วัดบ้านห้วยทราย (หรือวัดวิเวกวัฒนาราม) อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ท่านพำนักอยู่ที่นี่ พระอาจารย์หล้า ได้พำนักร่วมกับ ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน 3 พรรษา

ปลายปี พ.ศ.2500 ชาวบ้านบ้านแวงหนองสูงใต้ มากราบนิมนต์ ท่านไปพำนักที่ภูจ้อก้อ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต จึงได้มาพำนักที่ ภูจ้อก้อ หรือวัดบรรพตคีรี ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) บ้านแวง ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ตั้งอยู่บนภูเขา ทิวทัศน์งดงามร่มรื่นมีก้อนหินน้อยใหญ่เรียงรายงดงาม ศาสนสถานแห่งนี้ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ท่านเป็นผู้นำศรัทธา ในการสร้างเพื่อถวายไว้เป็น ศาสนสมบัติ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ท่านเป็นพระธุดงคกรรมฐานที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ธรรมเทศนาของท่าน เป็นธรรมะพระป่าที่เข้มข้นตรงไปตรงมา

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ในปัจฉิมวัย ท่านอาพาธด้วยโรคาพยาธิ และในที่สุด ท่านมรณภาพ ด้วยอาการสงบ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2539 ก่อนมรณภาพ ท่านขอให้ตั้งศพบำเพ็ญกุศล เพียง 3 วัน จากนั้นให้ฌาปนกิจอย่างเรียบง่าย ชีวิตสมณะของหลวงปู่หล้า เขมปัตโต เป็นชีวิตพระป่า พระธุดงคกรรมฐานที่องอาจ กล้าหาญเด็ดเดี่ยว แต่นอบน้อมต่อครูอาจารย์ผู้มีพระคุณเป็นที่สุด

ธรรมโอวาท
๑. มุ่งดีในโลกีย์เป็นทางวนเวียน มุ่งดีในทางโลกุตตระเป็นทางพ้นทุกข์


ภาพพระธาตุ

(http://img243.imageshack.us/img243/7844/271s.jpg)(http://img243.imageshack.us/img243/1483/272e.jpg)




แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่;

 http://www.buddhismthailand.com/ariyasong/lar.php


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 12:53:42 PM
พระครูนิยุตธรรมสุนทร (ยิด จันทสุวัณโน)
วัดหนองจอก อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

 (http://img547.imageshack.us/img547/9325/68191256.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงพ่อยิดท่านเกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2476 ขึ้น 11 ค่ำ เดือน 7 ปีชวด มีนามเดิมว่ายิด ศรีดอกบวบ บิดาชื่อ แก้ว มารดาชื่อพร้อย มีพี่น้องร่วมสายโลหิต 7 คน ท่านเป็นคนที่ 4

เมื่ออายุ 6 ขวบ บิดามารดาได้นำไปฝากเป็นศิษย์ พระอาจารย์หวล วัดนาพรหม (ท่านเป็นน้าของ ด.ช.ยิด) และเห็นว่าเป็นเด็กที่ชอบอยู่วัด และจะเดินตามหลวงน้าไปวัดทุก ๆ วัน ในตอนเช้าหลังจากใส่บาตรแล้ว ครั้นอายุได้ 9 ขวบได้บวชเป็นสามเณร ณ วัดนาพรหม โดยมีพระอธิการหวล(หลวงน้า) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ศึกษาอักขระเลขยันต์และฝึกปฏิบัติสมาธิกับพระอธิการหวล และครูหลี แม้นเมฆ มีความสนใจในด้านวิชาอาคม สักยันต์และร่ำเรียนศึกษาพระธรรมวินัย ควบคู่กันไป และได้ขออนุญาตออกธุดงควัตรกับพระอุปัชฌาย์ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร โดยออกธุดงค์เป็นเวลา 4 ปี และได้ลาสิกขามาช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนาตอนอายุ 14 ปี และในช่วงนี้นี่เองที่หลวงพ่อเริ่มมีชื่อเสียงจากการสักยันต์ เนื่องจากเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ได้ลองให้หลวงพ่อสักให้แล้วเกิดมีประสบการณ์ จึงเล่ากันปากต่อปากและมีผู้มาสักยันต์มากขึ้น (ขณะนั้นอายุประมาณ 17-19 เท่านั้น)

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

เมื่ออายุได้ 20 ปีก็ได้อุปสมบทตามประเพณี โดยมีหลวงพ่ออินทร์ วัดยางเป็นพระอุปฌาย์ พระอธิการหวล เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับ ฉายาว่า จันทสุวัณโณ และได้ศึกษาด้านวิชาอาคม เพิ่มเติมโดยฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อศุข วัดโตนดหลวง และได้ออกธุดงค์ศึกษากรรมฐานหายเข้าป่าหลายปีจนได้กลับมาวัดนาพรหม ในปี พ.ศ. 2487 ก็ได้ทราบข่าวการป่วยของบิดา จึงคอยดูแลจนกระทั่งบิดาเสียจึงลาสิกขาออกมาดูแลมารดาซึ่งแก่ชรามาก และได้แต่งงานมีครอบครัว ส่วนลูกศิษย์เก่า ๆ ที่ได้จากการสักจากหลวงพ่อ พอรู้ข่าวก็ได้มาสักกันเพิ่มขึ้นจนมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่มีบางคนที่ได้รับการสักยันต์จากหลวงพ่อแล้ว กลับประพฤติตนเป็นอันธพาล จนทางตำรวจท้องที่ต้องขอร้องอาจารย์ยิด(ขณะนั้น) ให้เพลา ๆ การสักยันต์ลง

ต่อมาจึงมีการเลือกเฟ้นจนแน่ใจแล้ว จึงจะทำการสักให้ จนกระทั่งปี 2518 จึงได้อุปสมบทอีกครั้งที่วัดเกาะหลัก โดยมีหลวงพ่อเปี่ยมเป็นพระอุปฌาย์ ได้รับฉายา จันทสุวัณโณ เช่นเดิม ซึ่งขณะนั้นท่านอายุ 51 ปี เมื่ออุปสมบทแล้วก็เดินทางไปจำพรรษาเป็นพระลูกวัดที่ วัดทุ่งน้อย อ.กุยบุรี จ.ประจวบฯ ได้พบกับอุบาสิกาใจบุญ 2 ท่าน ยกพื้นที่ดินว่างเปล่าพื้นที่ 21 ไร่ 2 งาน ให้โดยปรารถนาให้ท่านสร้างวัดขึ้น ที่ดินผืนนี้เต็มไปด้วย ป่าไผ่ และดงต้นหนาม ซึ่งหลวงพ่อได้ปลูกกระต๊อบหลังเล็ก ๆ ไว้ และก็เริ่มถางป่าไผ่ พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนพื้นที่รกทึบเริ่มโล่งมากขึ้น จนกระทั่งบรรดาลูกศิษย์ที่ได้รับการสักยันต์ และพวกที่เคยได้รับการรักษายาสมุนไพร ได้รู้ข่าวการสร้างวัดใหม่ของหลวงพ่อก็ได้มาร่วมกันสร้างวัดด้านผู้ชายก็ช่วยถากถาง ผู้หญิงก็ช่วยหุงหาอาหาร แจกจ่ายและได้รวมกันสร้างกุฏิขึ้นเป็นสำนักสงฆ์ ในขั้นแรก และต่อมาได้พัฒนาเป็นวัดหนองจอกในปัจจุบัน

หลวงพ่อยิด ได้มรณภาพเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2538 สิริอายุ 71 ปี 30 พรรษา



ภาพพระธาตุ

(http://img547.imageshack.us/img547/4290/361.jpg)



แหล่งข้อมูล: เว็บไซต์ พระเครื่องไทย  


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 12:58:11 PM
พระสุธรรมคณาจารย์(เหรียญ วรลาโภ)
วัดอรัญญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

 (http://img408.imageshack.us/img408/9474/97475521.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

นามเดิม เหรียญ ใจขาน เกิดวันที่ 8 มกราคม 2455 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 2 ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด ณ บ้านหม้อ ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย บิดาชื่อ ผา มารดาชื่อ พิมพา

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

เมื่อย่างเข้าอายุ 20 ปี เห็นจะด้วยบุญบารมีแต่ปางก่อน รู้สึกว่าชีวิตปุถุชนไม่มีแก่นสาร จึงลาบิดามารดาเข้าเรียนครองบวชอยู่สิบห้าวันก็ได้บวชที่อุโบสถวัดบ้านหงษ์ทอง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย มี ท่านพระครูวาปีดิฐวัตร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์พรหม เป็นพระกรรมวาจารย์ บวชแล้วได้กลับมาอยู่ วัดโพธิ์ชัย บ้านหม้อ บวชเมื่อ เดือนมกราคม 2475 อาจารย์วัดโพธิ์ชัย สอนให้ภาวนา อนุสสติ 10 ด้วยวิธีท่องเอา แล้วบริกรรมในใจว่า พุทธานุสสติ สังฆานุสสติ ไปจนถึง อปสมานุสสติ จบแล้วตั้งต้นใหม่เรื่อยไป จิตสงบเบิกบานดี บริกรรมทุกอิริยาบถเป็นอารมณ์ติดต่อกันไป

ในระหว่างนั้นโยมบิดาได้นำหนังสือเกี่ยวกับการเจริญสมถะและวิปัสสนาของ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม มาให้อ่าน ท่านอธิบายเรื่อง สติปัฏฐาน4 โดยเฉพาะเรื่องกายานุปัสสนา ให้พิจารณาร่างกายเพ่งดูแยกออกเป็นส่วนๆ เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ตลอดจนอาการ 32 แล้วให้ถามตัวเองว่า ตัวตน อยู่ที่ไหน แท้จริงก็ไม่มี เมื่อไฟเผาแลัว ย่อมเหลือแต่เถ้ากระดูก กำหนดเอากระดูกใส่ครกบดให้ละเอียดแล้วซัดไปตามลมพัดหายก็ไม่เหลืออะไร ร่างกายนี้ไม่มีอะไรเป็นของตนสักอย่างเดียว มีแต่เกิดแล้วดับไปดังปรากฏ

แล้วใครเป็นผู้รู้ว่าร่างกายเป็นอย่างนั้น ก็จิตนี้เป็นผู้รู้ เมื่อสติกลับมา รู้จิต จิตก็รวมลงเป็นหนึ่ง แสดงว่า จิตปล่อยวางร่างกายได้ตามสภาพ จึงประคองจิตให้สงบอยู่ต่อไปนานเท่าที่จะอยู่นานได้ ในขณะนั้นจะมีความรู้สึกว่า กายก็เบา จิตก็เบา คิดจะไปอยู่ป่า พอดำริจะไปอยู่ป่าเท่านั้น มาร คือ กิเลส ก็แสดงอาการขัดขวาง เกิดความรู้สึกนึกคิดเป็นสองทาง ใจหนึ่งอยากสึกออกไปครองเรือน ใจหนึ่งอยากออกปฏิบัติเจริญสมถะวิปัสสนาตามที่ตั้งใจไว้ วันแล้ววันเล่ายังตัดสินใจไม่ได้ จึงลองอดข้าวหนึ่งวัน พอตกค่ำเวลาประมาณสามทุ่ม ก็ห่มผ้าสังฆาฎิแล้วทำวัตร อธิษฐานจิตว่า บัดนี้ข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิภาวนาเพื่อพิจารณาตัดสินใจลงทางใด ทางหนึ่งให้ได้ ถ้าตัดสินใจไม่ได้จะไม่ลุกออกจากที่นั่งนี้เลย ภายหลังได้ตัดสินใจประพฤติพรหมจรรย์ต่อไป ได้พบพระอารย์กู่ ธมฺมทินฺโน บ้านเดิมท่านอยู่อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ท่านเที่ยวธุดงค์ไปทางหนองคาย พักอยู่ที่วัดเดียวกัน ได้รับคำอธิบายในอุบายภาวนาเพิ่มเติมจนเข้าใจดี ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 ได้พบกับ ท่านอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม อยู่วัดสิริสาลวัน ได้พาบวชเป็นพระธรรมยุตที่วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี

พ.ศ. 2476 จำพรรษาวัดป่าสาระวารี บ้านค้อ อำเภอผือ อุดรธานี เป็นที่ซึ่งพระอาจารย์มั่นเคยจำพรรษา ได้ตั้งใจทำความเพียรสงบใจมาก แต่วิปัสสนายังไม่แกกล้า ได้แต่สมถะ ออกพรรษาแล้วจึงธุดงค์ไปจังหวัดเลย พักวิเวกอยู่ถ้ำผาปู่ และ ถ้ำผาบิ้ง ได้ความสงบสงัดมาก

พ.ศ. 2477 พรรษาสอง จำพรรษาวัดอรัญญวาสี อำเภอท่าบ่อ หนองคาย มีพระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน เป็นหัวหน้า ตั้งใจไม่นอนกลางวัน ค่ำลงทำความเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิ ถึงตีสอง แล้วลุกขึ้นทำความเพียรจนสว่าง พอถึงเดือนหกเดินทางกลับมาจำพรรษาที่ วัดป่าบ้านค้อ ตามเดิม

พ.ศ. 2478 พรรษาสาม จำพรรษาที่วัดป่าสาระวารี พ.ศ. 2479-2480 พรรษาสี่และห้า จำพรรษาที่วัดอรัญญบรรพต ทำภาวนาจิตสงบแล้วพิจารณาขันธ์ห้าเป็นอารมณ์ เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาตามสภาพความเป็นจริง แล้วปล่อยวาง จิตสงบพร้อมกับความรู้เป็นอย่างดี คล้ายหมดกิเเลส แต่ต่อมามีเรื่องต่างๆ มากระทบ ก็รู้สึกจิดผิดปกติ หวั่นไหวไป ตามอารมณ์นั้นๆ อยู่บ้าง แต่ไม่รุนแรง ก็แสดงว่ากิเลสยังไม่หมดสิ้น พยายามแก้ก็ไม่ตก นึกในใจว่าใครหนอจะช่วยแก้จิตให้ได้ จึงนึกไปถึงกิตติศัพท์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จึงชวนภิกษุรูปหนึ่งลงเรือจากหลวงพระบางขึ้นไปทางอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เดินทางไปหาท่าน

พ.ศ. 2481 ได้พบท่านอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ โดยความเมตตาของหลวงตาเกต ซึ่งเป็นสัทธิ วิหาริก ของท่าน ได้พาไปพบที่ป่าละเมาะใกล้ๆ โรงเรียนแม่โจ้ อำเภอสันทราย ได้เห็นด้วยความอัศจรรย์ใจเพราะตรงกับในนิมิตทุกประการ ท่านได้แนะนำว่านักภาวนา พากันติดสุขจากสมาธิจึงไม่พิจารณาค้นคว้าหาความจริงของชีวิตกัน ท่านซักรูปเปรียบให้ฟังว่า ธรรมดาเขาทำนาทำสวน เขาไม่ได้ทำใส่บนอากาศแลย เขาทำใส่บนพี้นดินจึงได้ผล ฉันใด โยคาวจรผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายควร พิจารณาร่างกายเป็นอารมณ์ จนเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในนามรูป ด้วยอำนาจแห่งปัญญานั้นแหละจึงจะเป็นทางหลุดพ้นได้ ไม่ควรติดอยู่ในความสงบโดยส่วนเดียว

เมื่อท่านให้โอวาทแล้วจึงพิจารณาดูตังเองว่าได้เจริญเพียงสมถะไม่ได้เจริญ วิปัสสนาเพียงรู้แจ้งในธรรมที่ควรรู้ คือ อริยสัจสึ่ จึงเจริญวิปัสสนาเรื่อยมา ตั้งแต่พรรษาที่ 6 อยู่ในเขตภาคเหนือจนถึงพรรษาที่ 16 แล้วเดินทางกลับธุดงค์ ผ่านหลวงพระบาง ประเทศลาว เข้าเวียงจันทน์ มายังหนองคาย

พรรษาที่ 19 ถึง 26 จำพรรษาเผยแพร่ธรรมะปฏิบัติอยู่ภาคใต้ แล้วจึงย้ายไปอยู่วัดอรัญญบรรพต ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502 เรื่อยมา

ปัจฉิมบท
พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เป็นพระสงฆ์แห่งจังหวัดหนองคาย ที่มีอาวุโสที่ชาวพุทธควรกราบไหว้บูชาเป็นอย่างยิ่ง ท่านได้มรณภาพ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2548

ธรรมโอวาท
๑. นาทั่งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีราคะ โทสะ โมหะ เป็นโทษทั่งนักบวช ทั้งคฤหัสถ์ ถ้าใครสะสมกิเลอให้แน่นหนาทั้งในใจ ใจก็ให้ทุกข์ ให้โทษกับผู้นั้น ไม่ใช่ให้ทุกข์แก่นักบวชฝ่ายเดียว
๒. อันสตินี้ สัมปชัญญะนี้ ก็สมมติเป็นโชเฟอร์กำพวงมาลีย มีสติคอยระมัดระวัง กาย วาจา จิต อยู่เสมอๆ คอยระวังเรื่องต่างๆ ระมัดระวังไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเที่ยวประกาศ ห้ามใครมาติชมเรา ที่ว่าระวังนั้น คือ เมื่อมีเรื่องมากระทบให้รู้ทัน ในทันที เราจะห้ามจิตไม่ให้หวั่นไหวไปไม่ได้ แต่ให้ระวัง ต้องควบคุมจิตด้วยสติให้ถี่ๆ กระชับสติสัมปชัญญะให้มันถี่เข้ามา จะได้ไม่หวั่นไหวกับคำพูดเสียดแสงใจต่างๆ
๓. ถ้าจิตสงบมีกำลังพักผ่อนเต็มที่แล้ว มันก็จะอยากรู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ควรรู้ ต้องกำหนดหาเรื่องที่ควรจะรู้ สิ่งใดที่เรายังไม่รู้ก็ต้องกำหนดพิจารณา เช่น กำหนดพิจารณาทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์ก็เบื่อในทุกข์ของขันธ์5 อันไม่เที่ยงแปรปรวน อาการหวั่นไหวกันไปมานั่นแหละ เรียกว่า ทุกขลักษณะ เมื่อจิตรู้อย่างนี้ ก็จะได้ไม่หวั่นไหว ไม่ยึดเอาของไม่เที่ยงมาเป็นทุกข์



ภาพพระธาตุ

(http://img408.imageshack.us/img408/7002/391fn.jpg)(http://img408.imageshack.us/img408/5469/392y.jpg)



แหล่งข้อมูล: เว็บ buddhismthailand ภาพพระธาตุหลวงปู่จากวัดอรัญบรรพต


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 13:01:48 PM
หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต
วัดอุดมคงคาคีรีเขต จ.ขอนแก่น

(http://img594.imageshack.us/img594/1852/43214637.jpg)
 
ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต วัดอุดมคงคาคีรีเขต ตำบลนางาม อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น นามเดิมของท่านชื่อ ผาง ครองยุติ เกิดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2445 ตรงกับวันอังคาร ขึ้น 2 ค่ำ เดือนเก้า ปีขาล ที่บ้านกุดเกษียร ตำลบกุดเกษียร อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

โยมบิดาชื่อ ทัน โยมมารดาชื่อ บัพพา ครองยุติ มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 3 คน หลวงปู่เป็นคนสุดท้อง โยมบิดาและมารดามีอาชีพทำนาเป็นหลัก

เมื่อหลวงปู่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อออกพรรษาจึงได้ลาสิกขาจากแล้วก็ได้สมรสกับ นางจันดี ตามประเพณีโดยไม่มีบุตรสืบสกุล จึงได้ขอบุตรของญาติมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมชื่อ นางบุญปราง

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

ส่วนหลวงปู่ได้เข้าอุปสมบทในฝ่ายมหานิกายที่วัดบ้านกุดเกษียร อำเภอเขื่อนใน จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านพระครูศรี (วัดคูขาด) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "จิตฺตคุตฺโต"

ได้เข้าศึกษาอบรมพระกรรมฐานอยู่ในสำนักวัดป่าวารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี กับพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม-(เจ้าคุณพระญาณวิศิษฏ์) และพระอาจารย์มหาปิ่น ปญฺญาพโล ต่อมาหลวงปู่จึงได้รับการญัตติเป็นธรรมยุต ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 โดยมีพระมหาอ่อน เจ้าคณะอำเภอเขื่องในเป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาทรายเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาจันทร์เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เมื่อหลวงปู่ผางได้รับการญัตติเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกายแล้ว ท่านก็ยังเข้ารับการอบรมพระกรรมฐานอยู่ในสำนักท่านพระอาจารย์สิงห์ต่อไปอีกเป็นเวลาอันสมควรแล้วจึงได้ออกปฏิบัติพระธุดงค์กรรมฐานไปวิเวกโดยลำพัง ต่อมาจึงได้พบกับพระอาจารย์มั่น ภูมิทตฺโต เกิดความเลื่อมใสได้ฝากตัวเป็นศิษย์ และได้เข้าอบรมอยู่กับพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านเผือกนาใน ในปี พ.ศ. 2492 หลวงปู่ผางได้ธุดงค์มายังวัดอุดมคงคาคีรีเขต อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น หลวงปู่ผางเป็นผู้มีความสามารถในการพัฒนาทั้งทางด้านวัตถุและทางด้านจิตใจ หลวงปู่ผางสั่งสอนชาวบ้านให้เลิกนับถือผีหันมานับถือพระรัตนตรัย ท่านอยู่จำพรรษาที่นี่จนตลอดชีวิตของท่าน ได้ละทิ้งขันธ์ไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2525

ธรรมโอวาท
หลวงปู่ จิตฺตคุตฺโต เป็นพระนักปฏิบัติที่มั่นคงอดทนเป็นเลิศรูปหนึ่ง ชองทำมากกว่าพูด บทโอวาทเทศนาสั่งสอนต่างๆ จึงไม่ค่อยมี ท่านอุดมคติอยู่ว่า "มีชื่อบ่อยากให้ปรากฏมียศบ่อยากให้ลือชา"

ศีลข้อห้าเป็นข้อที่หลวงปู่ย้ำเน้นตลอดมา หลวงปู่มักจะให้โอวาทให้พรว่า "อย่าสิเอาพระรัตนตรัยไปกินเหล้า เด้อ" "ให้สำบายๆ เด้อ" "ให้อยู่ดีมีแฮง เด้อ"

ภาพพระธาตุ

(http://img594.imageshack.us/img594/6523/471.jpg)(http://img594.imageshack.us/img594/2475/472.jpg)



แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่; คุณภาสกร ศิวะโสภา


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 13:17:34 PM
หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ
วัดเจติยาคีรีวิหาร จ.หนองคาย

(http://img297.imageshack.us/img297/297/47378230.jpg)
 
ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2463 เมื่ออายุ 14 ปี ท่านได้หนังสือสอนกรรมฐานของพระอาจารย์สิงห์ ขัตยาคโม จากพระธุดงค์รูปหนึ่ง ท่านได้ศึกษาและปฏิบัติตามจนจิตได้เข้าถึงสมาธิมีความสุขมากมีเวลาว่างเมื่อไรท่านมักนั่งสมาธิ เมื่อท่านแตกเนื้อหนุ่มท่านได้เห็นหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งเดินเปลือยอกผ่านหน้าบ้าน เพื่อเข้าไปถ่ายในป่าละเมาะทุกวัน จึงเกิดเห็นหน้าอกเขาสวยรู้สึกหญิงคนนั้นน่ารักไปหมดทั้งตัว แต่ด้วยอุปนิสัยทางธรรมทำให้เกิดอุบายขึ้นมาโดย ท่านแอบตามไปดูอุจจาระของหญิงสาวนั้นและได้พิจารณาอุจจาระของสาวนั้นและสาวอื่นๆ จนปลงความกำหนัดได้ เห็นว่าร่างกายนี้ที่หลงกันว่าสวยงามแต่สภาพที่แท้จริงก็เป็นของโสโครก ท่านจึงเกิดเบื่อหน่ายในเพศฆราวาสและได้ออกบวช

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

พ.ศ. 2488 ได้ฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ได้ศึกษากับท่านจนจุใจ เพียงห้าพรรษา ท่านก็ได้รับการพยากรณ์จากท่านพระอาจารย์มั่น ว่า ท่านมีกาย วาจา ใจ สมควรที่จะได้บรรลุ จิตของท่านมีความโลดโผนพิสดารอยู่มาก และเป็นที่เชื่อกันว่าท่านทรงอภิญญาหก แต่ด้วยวิบากกรรมในอดีตชาติ ท่านจึงต้องมรณภาพด้วยอุบัติเหตุเครื่องบินตกเมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2523 รวมศิริอายุได้ 59 ปี 9 เดือน 18 วัน พรรษา 38

ธรรมโอวาท
๑. ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นเครื่องดับทุกข์ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา

ภาพพระธาตุ

(http://img297.imageshack.us/img297/9133/131qw.jpg)(http://img297.imageshack.us/img297/9233/132th.jpg)
 (http://img297.imageshack.us/img297/2536/133l.jpg)(http://img144.imageshack.us/img144/5204/134h.jpg)
(http://img144.imageshack.us/img144/3544/136fn.jpg)(http://img144.imageshack.us/img144/7572/135uvo.jpg)




แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 13:22:38 PM
พระครูสุทธิธรรมรังษี (เจี๊ยะ จุนโท)
วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ปทุมธานี

 (http://img87.imageshack.us/img87/2044/39738680.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

ท่านกำเนิด เมื่อวันอังคารที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๕๙ ตรงกับวันขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะโรง ณ บ้านคลองน้ำเค็ม ต.คลองน้ำเค็ม อ.แหลมสิงห์ จ. จันทบุรี โยมพ่อชื่อ นายซุ่นแฉ โพธิกิจ (แซ่อึ้ง)มาจากประเทศจีน โยมแม่ชื่อ นางแฟ โพธิกิจ เป็นชาวจันทบุรี มีพี่น้องรวม ๘ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๕

มีนามเดิมว่า โอวเจี๊ยะ โพธิกิจ ท่านมีแผ่นปานดำบริเวณแผ่นหลังตั้งแต่กำเนิด จึงได้นามว่า โอวเจี๊ยะ หมายจึง หินดำ ในทางธรรม หมายถึง เป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งแกร่งดั่งศิลาแลง ไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ต่างๆ

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม พ.ศ ๒๔๘๐ ณ พัทธสีมา วัดจันทนาราม ต.จันทนิมิต อ.เมือง จ. จันทบุรี เมื่ออายุ ๒๑ ปี พระครูครุนารถสมาจาร (เศียร) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูพิพัฒน์พิหารการ (เชย) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร เป็น พระอนุสาวนาจารย์

เมื่ออุปสมบทแล้วได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมกรรมฐานเพื่อความพ้นทุกข์อย่างจริงจัง โดยมีพระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ และ พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร เป็นพระอาจารย์อบรม ต่อมาในพรรษาที่ ๓ เมื่อออกพรรษาแล้วได้ เดินทางมาจังหวัดเชียงใหม่เพื่อปฏิบัติธรรมกับองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดร้างป่าแดง(วัดป่าอาจารย์มั่น) บ้านแม่กอย ต.เวียง อ.พร้าว ท่านได้ถวายการอุปัฏฐากหลวงปู่มั่น ที่เชียงใหม่ และกลับไปภาคอีสาน เมื่อหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล อาพาธหนัก ท่านพระอาจารย์มั่นได้มีบัญชาให้ หลวงปู่เจี๊ยะไปดูแลอุปัฏฐากหลวงปู่เสาร์ที่วัดดอนธาตุ อ.พิบูลย์มังสาหาร จ.อุบลราชธานี ท่านได้ติดตามดูแลหลวงปู่เสาร์ จนถึงวาระสุดท้าย ที่วัดอำมาตย์ แขวงนครจำปาสัก ประเทศลาว และได้จัดการเรื่องงานศพอย่างเต็มความสามารถ ท่านได้ปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์อีกหลายรูป เช่น หลวงปู่ขาว อนาลโย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นต้น

ในปี พ.ศ.๒๕๒๖ โยมแม่และพี่ชายของพระอาจารย์นพดล นนฺทโนได้ถวายที่ดินที่บ้านคลองสระ ต.คลองความ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เพื่อสร้างวัดถวายองค์หลวงตามหาบัว องค์หลวงตาพิจารณาแล้วเห็นสมควรนิมนต์ท่านมาอยู่ ท่านเองก็น้อมรับด้วยความเคารพยิ่ง ท่านจึงเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม เรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗-๒๕๔๗ นับเป็นพรรษที่ ๔๘-๖๗ อันเป็นพรรษาสุดท้ายของท่าน เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นเอกที่ พระครูสุทธิธรรมรังษี

ท่านได้เข้ารักษาอาการอาพาธที่โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ และได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันจันทร์ ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๗ เวลา ๒๒.๕๕ น. ตรงกับวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๙ ปีวอก ด้วยโรคมะเร็งปอด สิริอายุรวม ๘๘ ปี ๒ เดือน ๑๗ วัน นับพรรษาได้ ๖๘ พรรษา


ภาพพระธาตุ

(http://img87.imageshack.us/img87/886/481b.jpg)(http://img87.imageshack.us/img87/2691/482du.jpg)
(http://img87.imageshack.us/img87/396/483v.jpg)(http://img297.imageshack.us/img297/4572/484e.jpg)
 (http://img297.imageshack.us/img297/5282/485u.jpg)(http://img297.imageshack.us/img297/1941/486is.jpg)

แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่; คุณภาสกร ศิวะโสภา


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 13:29:49 PM
หลวงปู่ครูบาบุญปั๋น ธัมมปัญโญ
วัดร้องขุ้ม จ.เชียงใหม่

(http://img580.imageshack.us/img580/7315/52090877.jpg)
 
ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

ครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ เกิดในตระกูล “ปัญญานุสงส์” โยมบิดาชื่อพ่ออุ้ยหม่อมจันทร์แก้ว ปัญญานุสงส์ โยมมารดาชื่อแม่อุ้ยหม่อนสมนา ปัญญานุสงส์ พระคุณท่านถือกำเนิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 เดือนมิถุนายน พ.ศ.2451 ตรงกับวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 9 เหนือ จุลศักราช 1270 ตัววอกฉนำกัมโพชขอมพิไสย ไทภาษาว่าปีเปิกสัน ณ บ้านแม หมู่ที่ 8 ต.บ้านแม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ มีพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน จำนวน 7 ท่านคือ
1. พระครูคำอ้าย ชยวุฑ์โฒ อดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมชัย อดีตเจ้าคณะตำบลบ้านแม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่
2. พ่ออุ้ยน้อยใจ๋ ปัญญานุสงส์
3. พ่ออุ้ยหนานคำ ปัญญานุสงส์
4. พ่ออุ้ยก้อนแก้ว ปัญญานุสงส์
5. แม่อุ้ยก๋องคำ ปัญญานุสงส์
6. แม่อุ้ยดวงดี ปัญญานุสงส์
7. ครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ
บรรดาพี่น้องทั้งหมดได้ถึงแก่มรภาพ และถึงแก่กรรมไปแล้วทุกท่าน

ปฐมวัยแห่งชีวิต
พ่ออุ้ยหม่อมจันทร์แก้ว แม่อุ้ยหม่อนสมนา ปัญญานุสงส์ ชาติภูมิท่านเป็นคนบ้านแมโดยกำเนิด จึงมีอาชีพในทางเกษตรกรรมดำเนินชีวิตด้วยการทำไร่ไถนาเลี้ยงดูบุตรธิดา ตามประสาของชาวบ้านโดยทั่วไป เมื่อครั้งยังเยาว์วัยอยู่นั้นท่านครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ ได้ใช่ชีวิตเฉกเช่นชาวบ้านทั่วไป ส่วนใหญ่ก็ช่วยโยมบิดามารดาทำไร่ไถนา ในช่วงนี้ท่านครูบาคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ ผู้เป็นพี่ชายคนโต และพ่ออุ้ยน้อยใจ๋ ปัญญานุสงส์ พ่ออุ้ยหนานคำ พี่ชายคนรองทั้งสองได้เข้าไปเป็นเด็กวัด และได้รับการบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุสามเณรก่อนหน้านั้นแล้ว ครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ ดำเนินชีวิตในเพศฆราวาสได้ไม่นาน ก็มาพิจารณาเล็งเห็นยังบรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความทุกข์ยากลำบาก ต้องต่อสู้กับความยากจน บางครั้งต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพื่อนำมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตนเอง ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้พระคุณท่านมีใจน้อมไปในทางบรรพชา เพื่อจะศึกษาเล่าเรียนเพียรปฏิบัติธรรม ครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ จึงได้นำเอาความนี้ไปเรียนให้โยมบิดาทราบ โดยมบิดาจึงได้ปรึกษากับโดยมมารดา ต่างก็มีความเห็นเป็นเอกาสมานฉันท์จึงได้พร้อมใจจัดพานข้าวตอกดอกไม้ นำเอาเด็กชายบุญปั๋น ไปฝากเรียนกับท่านครูบาเจ้าอาวาสวัดธรรมชัย

บรรพชา
เมื่อเด็กชายบุญปั๋น ในฐานะขะโยมเด็กวัดแห่งวัดธรรมชัยบ้านแม ได้รับการศึกษาอบรมอักขระวิธี ท่องจำบททำวัตรสวดมนต์และฝึกแสดงพระธรรมเทศนาแบบพื้นเมืองล้านนาผ่านไปได้ระยะหนึ่ง พระสงฆ์ทุกท่านที่เป็นครูบาอาจารย์ต่างลงความเห็นว่าเด็กชายบุญปั๋น มีภูมิความรู้พอที่จะบรรพชาได้ และได้ตกลงจัดงานบรรพชาเด็กชายบุญปั๋น ยกฐานะขึ้นเป็นสามเณร ในขณะที่ท่านมีอายุได้ 13 ปี โดยมีท่านครูบาเจ้าสุริยะ สุริโย เจ้าอธิการวัดร้องขุ้ม เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อวันอังคารที่ 14 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2464 ตรงกับวันแรม 3 เดือน 5 เหนือ เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรแล้ว ครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ ได้ตั้งใจเล่าเรียนวิชาความรู้ในทางพระพุทธศาสนาเต็มกำลังความสามารถ

อำนาจแห่งโรคภัยจึงจำใจลาสิกขาบท
แต่อุปสรรคของการศึกษาและปฏิบัติธรรมก็ปรากฏขึ้นเมื่ออายุได้ 19 ปี จากอาการที่ท่านเล่าให้ฟังสันนิษฐานว่าท่านอาพาธด้วยโรคหัวใจ โยมบิดาและญาติผู้ใหญ่ พร้อมด้วยครุบาอาจารย์ได้นำท่านไปรับการรักษาจามสถานพยาบาลต่างๆทั้งแบบแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบัน ก็ปรากฏว่าอาการไม่ทุเลาเบาบางเลย กลับทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งอายุได้ 24 ปี แม้จะมีอายุครบแล้วก็ยังไม่ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ต่อมาในการณ์นั้นปรากฏว่ามีนักบุญท่านหนึ่ง คนทั้งหลายเรียกกันว่า พระฤาษี ท่านได้เดินธุดงค์มาโปรดคณะศรัทธาญาติโยมที่บ้านกาด ต.บ้านกาด อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ คุณวิเศษของพระฤาษีตนนี้คือท่านสามารถรักษาโรคได้ทุกชนิด โยมบิดาจึงตัดสินใจพาท่านไปขอรับการรักษาจากพระฤาษี สามเณรบุญปั๋นจึงได้ลาสิกขาบทจากสามเณรออกไปเป็นชั่วคราว เมื่ออายุได้ 24 ปี แต่ได้สมาทานศีลนุ่งขาวห่มขาวขอบวชเป็นชีผ้าขาว และได้รับการรักษาตัวจากพระฤาษีเป็นเวลา 1 ปี จนกระทั่งโรคภัยไข้เจ็บต่างๆหายไปหมดสิ้น จากนั้นท่านได้ติดตามพระฤาษีไปโปรดเมตตารักษาคนตามสถานที่ต่างๆ เป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม ตลอดเวลาที่ลาสิกขาบทออกไปเพื่อรักษาตัวนั้น นายน้อยผ้าขาวบุญปั๋นได้คิดอยู่เสมอว่าหากอาการอาพาธหายแล้วก็จะกลับมาบวชอีกครั้ง จึงขออนุญาตพระฤาษีเดินทางกลับมายังวัดธรรมชัยบ้านแมและได้กราบเรียนเรื่องนี้แด่ท่านครูบาคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ แจ้งความประสงค์ที่จะขอกลับเข้ามาอุปสมบทอีกครั้ง

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

อุปสมบท กลับเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์
เมื่อท่านครูบาคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ และคณะศรัทธาทราบถึงกุศลเจตนา แล้วก็ได้จัดให้เป็นไปตามความประสงค์ของท่าน ดังนั้นนายน้อยผ้าขาวบุญปั๋น จึงได้รับการอุปสมบทอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 25 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2477 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ขณะมีอายุได้ 26 ปี ณ พัทธสีมาโรงอุโบสถวัดร้องขุ้ม ต.บ้านแม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ โดยมี เจ้าอธิการอุนใจ๋ ญาโณ (ครูบาญาณะ) เจ้าอาวาสวัดท่าโป่ง เจ้าคณะตำบลบ้านแม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูบุญมา เมโธ (ครูบาเมธา) อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระ วัดวนารามน้ำบ่อหลวง เป็นพระกรรมวาจารย์ พระอธิการเตชา เตชกโร (ครูบาเตชา หรือท่านครูบาหนิ้ว) เจ้าอาวาสวัดจอมแจ้ง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับสมณฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า “ธมฺมปญฺโญ” แปลว่า ผู้มีปัญญารู้ธรรม

ศึกษาและปฏิบัติธรรม
เมื่ออุปสมบทแล้วพระบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ ก็ได้ตั้งใจศกึษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตามแนวทางแห่งพระพุทธศาสนามาด้วยดีโดยตลอด และได้รับการศึกษาอบรมจากครูบาอาจารย์ต่างๆ ประกอบไปด้วย พระครูคำอ้าย ชยวุฑฺโฒ เจ้าอธิการอุ่นใจ๋ ญาณ พระครูบุญมา เมโธ ครูบาโสภา โสภโณ และพระสุธรรมยานเถร เจ้าอาวาสวัดวนารามน้ำบ่อหลวง คนทั่วไปเรียกท่านว่า “ครูบาเจ้าอิทจักรรักษา”

ปัจฉิมวัยแห่งชีวิต
เมื่อท่านครูบาบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ มีพรรษายุกาลมากขึ้น ก็มีศรัทธาสาธุชนที่เคารพเลื่อมใสท่านมากขึ้น มีผู้คนเดินทางมานมัสการขอพรและอาราธนาท่านไปกิจนิมนต์ต่างๆโดยตลอด ในปี 2538 ท่านได้เกิดอุบัติเหตุหกล้มลงตรงที่บันไดกุฏิ ทำให้กระดูกเองและกระดูกสันหลังของท่านแตกทำให้การเดินและการเคลื่อนไหวเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้อุปกรณ์เสริมช่วยในการเดิน และก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งในปี 2548 ระบบการทำงานของหัวใจของท่านครูบาบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ เป็นไปไม่ปรกติ และได้มรณภาพละสังขารเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2545 ด้วยอาการที่สงบในภวังค์แห่งสมาธิจิตอันเที่ยงตรง

 

ภาพพระธาตุ

(http://img405.imageshack.us/img405/2935/041ev.jpg)(http://img580.imageshack.us/img580/6584/043.jpg)
(http://img580.imageshack.us/img580/8481/045.jpg)(http://img405.imageshack.us/img405/5685/042kr.jpg)
(http://img547.imageshack.us/img547/3222/047d.jpg)(http://img101.imageshack.us/img101/4503/048en.jpg)
 



แหล่งข้อมูล: หนังสือ "ธรรมปัญญานุสรณ์ " งานบำเพ็ญกุศลพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ ครูบาเจ้าบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ อายุ 95 พรรษา 68 อดีตเจ้าอาวาสวัดร้องขุ้ม ณ เมรุปราสาทนกหัสดีลิงค์วัดร้องขุ้ม ตำบลบ้านแม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ 16-22 มกราคม 2548


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 13:33:19 PM
พระราชสังวรญาณ(พุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา

 (http://img338.imageshack.us/img338/9927/13562889.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

นามเดิม พุธ อินทรหา กำเนิด 8 ก.พ. 2464 สถานที่เกิด อ.หนองโดน จ.นครราชสีมา อุปสมบท อุปสมบท ณ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร เมื่อพ.ศ. 2485 โดยมี พระปัญญาพิศาลเถระ (หนู) เป็นพระอุปัชฌาย์ สมณศักดิ์ พระราชสังวรญาณ

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

หลวงพ่อกำพร้าบิดา มารดา ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ ดังนั้น หลวงพ่อจึงอยู่ในความอุปการะของญาติที่ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ต่อมาเมื่ออายุ 15 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดอินทร์สุวรรณ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ภายหลังบรรพชา เป็นสามเณรแล้ว หลวงพ่อได้มีโอกาสเดินทางไปยังวัดบูรพา จ.อุบลราชธานี ณ วัดแห่งนี้เอง หลวงพ่อได้ฝากตัวเป็นศิษย์ ของท่านพระอาจารย์เสาร์ กันตสีลเถระ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และเริ่มรับการฝึกอบรมด้าน ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จากท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นครั้งแรก ต่อมาในปีพ.ศ.2483 ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พาหลวงพ่อไปฝากตัวเป็นศิษย์ ท่านเจ้าคุณพระปัญญาพิศาลเถระ ณ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งหลวงพ่อได้จำพรรษาเรื่อยมาจนอายุครบบวช จึงได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดแห่งนี้ หลวงพ่อได้ปฏิบัติศาสนกิจช่วยงานพระศาสนาตลอดมา กระทั่งในปีพ.ศ. 2513 หลวงพ่อจึงดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาส วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา ตลอดเวลาที่ผ่านมา หลวงพ่อมิเคยหยุดบำเพ็ญประโยชน์ต่อพระศาสนา และสังคม ท่านยังคงรับเป็นองค์บรรยายธรรม และอบรมสมาธิภาวนาให้แก่ศาสนิกชนอย่างสม่ำเสมอ ท่านเป็นผู้สร้างคุณประโยชน์ แก่พระศาสนา และประชาชนอย่างสูง เป็นผู้ยินดีเอาใจใส่ในการอบรมสั่งสอนธรรมแก่ พระภิกษุ สามเณ ตลอดถึงสาธุชน ผู้มาถึงสำนักด้วยความเมตตา เป็นผู้ชี้นำในธรรมปฏิบัติ ทั้งเป็นผู้ปฏิบัติสำรวมตนในพระธรรมวินัย ซึ่งเป็นแบบอย่างอันดี แก่ศิษยานุศิษย์มาโดยตลอด ควรแก่การเครารพเทิดทูนยิ่ง

ธรรมโอวาท
๑. ผู้ที่จะปฏิบัติธรรม เพื่อให้ได้สมาธิที่ถูกต้อง เป็น "สัมมาสมาธิ" ให้ได้ปัญญาเป็น "สัมมาทิฏฐิ" ต้องอาศัยศีลเป็นมูลฐาน ศีลที่เรา รักษาบริสุทธิ์ บริบูรณ์ดีแล้วนั้นแหละ จะประคับประคองจิตใจ ให้มีความสงบลงสู่ความเป็นสมาธิอย่างถูกต้อง เมื่อสมาธิอาศัย อำนาจแห่งศีลเป็นเครื่องอบรม "ปัญญา" คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นมา ย่อมเป็น "สัมมาทิฏฐิ"

๒.ขอให้ถือคติว่า สมาธิหรือการปฏิบัติธรรมอันใด ถ้าหากมันเป็นไปเพื่อความอยากใหญ่ เป็นไปเพื่อการพอกพูนกิเลส เป็นไปเพื่ออิทธิฤทธิ์ พึงเข้าใจเถิดว่า มันเป็นมิจฉาสมาธิ จึงออกนอกหลักพระพุทธศาสนา

ภาพพระธาตุ

(http://img338.imageshack.us/img338/8748/141l.jpg)(http://img338.imageshack.us/img338/5079/142qq.jpg)
 (http://img338.imageshack.us/img338/1364/143x.jpg)




แหล่งข้อมูล: เว็บธรรมะไทย


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 13:38:18 PM
หลวงปู่วัน อุตตโม
วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม จ.สกลนคร

(http://img151.imageshack.us/img151/9858/68028034.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

พระอาจารย์วัน อุตตโม เดิมชื่อ วัน นามสกุล สีลารักษ์ เกิดวันที่ 13 สิงหาคม 2465 ที่ตำบลตาลโกน อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร บิดาชื่อ นายแหลม สีลารักษ์ มารดาชื่อ นางจันทร์ สีลารักษ์ มีพี่น้อง 2 คน พระอาจารย์วัน อุตตโม เป็นคนโต และมีพี่น้องต่างมารดาอีก 3 คน

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

หลวงปู่ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดศรีบุญเรือง ตำบลพันนา อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2479 โดยมี พระราชกวี (จูม พันธุโล) เป็นอุปัชฌาย์ ได้กลับมาจำพรรษาที่วัดอรัญญิกวาส อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร พระอาจารย์วัง ฐิติสาโร ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านได้พาออกเที่ยววิเวก 2 พรรษา และพาไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านสามผง ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม อีก 2 พรรษา พรรษาที่ 5 พระอาจารย์วัน อุตตโม ได้กราบลาอาจารย์เพื่อไปศึกษาฝ่ายปริยัติธรรมที่วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมืองสกลนคร พระอาจารย์วัน อุตตโม ได้รับการชักชวนจากพระอาจารย์สิงห์ ธนปาโล ไปฝากตัวเป็นศิษย์ กับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ที่วัดป่าบ้านท่าฆ้องเหล็ก อยู่ใกล้กับจังหวัดอุบลราชธานี

ต่อมาท่านได้อุปสมบทที่วัดศรีธรรมาราม จังหวัดยโสธร เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2485 โดยมีพระครูจิตตวิโสธณาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาคล้าย วิสารโท เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่ออุปสมบทเป็นพระได้ทราบข่าวการมรณภาพของพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ที่วัดบูรพาราม จังหวัดอุบลราชธานี จึงเดินทางไปนมัสการศพท่าน และได้พบพระอาจารย์พรหม จิรปุญโญ ที่วัดป่าสุทธาวาส ขณะที่จำพรรษาในปี พ.ศ.2488 พระอาจารย์วัน อุตตโม ได้จำพรรษาอยู่ร่วมกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่ที่วัดบ้านหนองผือ (วัดภูริทัตราวาส) มีหน้าที่ คือ

1. ทำข้อวัตรอุปัฎฐากพระอาจารย์มั่น ภูริทตตฺโต เพื่อช่วยพระอาจารย์เนตร อีกแรงหนึ่ง
2. รักษาความสะอาดและจัดแจงศาลาโรงฉัน
3. ตักน้ำ
4. ดูแลน้ำร้อน
5. ควบคุมดูแลสิ่งของที่จะจัดถวายครูบาอาจารย์
6. ต้อนรับแขกที่มาหาครูบาอาจารย์

ความหวังของพระอาจารย์วัน อุตตโม ที่จะได้อุปัฎฐากพระอาจารย์ใหญ่ได้สมความปรารถนา ต่อมาจึงไปกราบลาพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เพื่อไปวิเวกที่บ้านบัว และได้กลับมาปฏิบัติอุปัฏฐากพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต จนมรณภาพ

หลังจากเสร็จงานฌาปนกิจศพหลวงปู่มั่นแล้ว พระอาจารย์วัน อุตตโม จึงเที่ยววิเวก ไปจำพรรษาที่วัดป่าพระสถิตย์ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย พังงา ภูเก็ต และกลับมาสร้างวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร
ความมุ่งหมายของการมาอยู่ถ้ำอภัยดำรงธรรม มี 4 ประการ คือ
1. เพื่อรักษาสุขภาพ
2. เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ด้วยเป็นนักบวชในพุทธศาสนา ต้องบำเพ็ญธุระ 2 ประการ คือ ต้องศึกษาเล่าเรียน ท่องบ่นจดจำพระปริยัติธรรม และบอกสอนผู้อื่นเรียกว่า คันถธุระ
3. เพื่อประโยชน์ของหมู่คณะ เมื่อท่านปฏิบัติตัวของตนไปในปฏิปทาใดก็ได้ อบรมสั่งสอนหมู่คณะให้ดำเนินรอยในปฏิปทานั้น ประโยชน์ที่พึงได้ย่อมอยู่ที่ตัวบุคคลแต่ละคน เท่าที่จะสามารถปฏิบัติได้
4. เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนคนไทย ถือว่าวัดเป็นจุดเด่นของบ้านเมืองตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.2504 ท่านได้ขึ้นมาจำพรรษาที่ถ้ำอภัยดำรงธรรมเป็นปีแรก จนถึงปี พ.ศ.2523 ท่านได้รับอาราธนานิมนต์ทางกรุงเทพฯ พร้อมด้วยพระคณาจารย์อื่น ๆ อีก 4 รูป คือ พระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร และพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม ไปขึ้นเครื่องบินที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ.2523 เมื่อเครื่องบินมาถึงเขตจังหวัดปทุมธานี อำเภอคลองหลวง เครื่องบินได้ประสบพายุหมุนและประกอบกับฝนตกหนัก เครื่องบินจึงเสียหลักตกลงที่ท้องนาเขตอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี พระอาจารย์วัน อุตตโม พร้อมด้วยคณะถึงแก่มรณภาพ พร้อมผู้โดยสาร

ธรรมโอวาท
๑. คนกตัญญูกตเวที จึงเป็นบุคคลที่หาได้ยากและมีน้อย

ภาพพระธาตุ

(http://img151.imageshack.us/img151/2593/091x.jpg)



ดัดทอนและแก้ไขจาก: สำนักงานวัฒนธรรมรจังหวัดสกลนคร 


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 13:42:26 PM
หลวงปู่หลุย จันทสาโร
วัดถ้ำผาบิ้ง จ.เลย

 (http://img100.imageshack.us/img100/3706/66419588.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เป็นบุตรของ คุณพ่อคำฝอย วรบุตร ลูกชายเจ้าเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ประเทศลาว และ เจ้าแม่นางกวย (สุวรรณภา) วรบุตร ธิดาของผู้มีอันจะกินเขตเมืองเลย ท่านถือกำเนิดเมื่อ วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ 2444 เวลารุ่งอรุณจวนสว่าง ได้ชื่อว่า วอ มีพี่สางต่างบิดา 1 คน และ น้องชายร่วมบิดามารดาอีก 1 คน ขณะที่อยู่ที่เชียงคาน มีการติดต่อกับฝรั่งฝั่งลาว ท่าน ศึกษาศาสนาคริสต์อยู่ 5 ปี จนคุณพระเชียงคาน ลุงของท่าน เรียกท่านว่า เซนต์หลุย หรือ หลุย ท่านจึงถูกเรียกชื่อว่า หลุย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

อุปสมบท เป็นพระมหานิกาย ณ อำเภอแซงบาดาล จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อปีพุทธศักราช 2466 โดยมีอัยการภาคเป็นเจ้าภาพบวชให้
ท่านได้มีโอกาสฟังธรรมเทศนาจาก ท่านพระอาจารย์บุญ ปญฺญาวโร รู้สึกเลื่อมใสมาก จึงขอถวายตัวเป็นศิษย์ ได้ขอญัตติจตุตถกรรมใหม่ เป็นพระธรรมยุตที่วัดศรีสะอาด อำเภอเมือง จังหวัดเลย

ท่านได้พบกับ พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และอยู่ปฏิบัติรับฟังโอวาทจาก พระอาจารย์เสาร์ โดยมี พระอาจารย์บุญ เป็นพระพี่เลี้ยง ที่วัดพระพุทธบาทบัวบก จากนั้น ก็ได้ไปกราบนมัสการ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มหาเถระที่ท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย ได้อยู่อบรมรับฟังโอวาทและฝึกปฏิบัติกับพระอาจารย์มั่น จวบจนเข้าพรรษา จึงกลับมาจำพรรษาต่อกับ พระอาจารย์เสาร์ ที่วัดพระพุทธบาทบัวบก

ในพรรษานี้ ท่านได้ภาวนาจนจิตรวมแล้วเกิดอาการสะดุ้ง พระอาจารย์บุญ จึงให้ญุตติจตุถกรรมใหม่ที่ วัดโพธิสมพรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2468 โดยมี ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เมื่อครั้งเป็นพระครูสังฆวุฒิกรป็นพระอุปัจฌาย์ และ ท่านพระอาจารย์บุญ ปญญาวโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ท่านจึงได้บวชถึง 3 ครั้ง คือ ปี 2466, 2467 และ 2468

ท่านเปี่ยมล้นด้วยเมตตาธิคุณ กรุณาธิคุณ โดยไม่อ้างกาลเวลา แม้อาพาธอย่างหนักก็ยังปรารภปัจฉิมเทศนาเป็นครั้งสุดท้าย จวบจนเวลา 23.30 น. ท่านได้กล่าวว่าท่านประคองธาตุขันธ์ต่อไปไม่ไหว คงจะปล่อยวางแล้ว ขอเอาจิตอย่างเดียว และขอขอบใจที่พระเณรได้ช่วยกันอุปัฏฐากท่าน หากได้ล่วงเกินซึ่งกันและกัน ก็ขอให้อโหสิกรรมให้แก่กันและกันด้วย กระทั่งถึงเวลา 00.43น. ของ คืนวันที่ 24 ล่วงเข้าสู่ วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม 2532 หลวงปู่ได้กล่าวเป็นคำสุดท้ายว่า "เอาขันธ์ไว้ไม่ไหวแล้ว" หลวงปู่ได้จากไปพร้อมอาการสงบด้วยสติ รวมสิริอายุได้ 88 ปี 65-67 พรรษา

ธรรมโอวาท

1.หลักการม้างกาย ของท่าน คือ การพิจารณาปล่อยวางธาตุขันธ์ ส่วนการภาวนาหรือทำจิตทำใจ ให้ดูอาการของจิต ก่อนตาย อย่าไปดูอาการของเวทนา ให้ดูจิตอย่างเดียว เวลาธาตุจะตีลังกาเปลี่ยนภพ จิตจะออกจากร่าง ให้พิจารณาตามจิต จะเห็นว่า จิตจะออกจากร่างอย่างไร ไปอย่างไร จิตจะเข้าๆ ออกๆ อย่างไร จะมืดๆ สว่างๆ อย่างไร จะมีอาการเหนื่อยหอบมาก ให้กำหนดตามจิต จะเห็นอาการจิตชัด แต่หากตามไม่ทัน ก็ให้ปล่อยไป ให้ได้ปัจจุบันขณะ

ภาพพระธาตุ

(http://img100.imageshack.us/img100/3644/181yq.jpg)(http://img100.imageshack.us/img100/2198/182go.jpg)



แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 13:45:28 PM
หลวงปู่สาม อกิญจโน
วัดป่าไตรวิเวก จ.สุรินทร์่ี

 (http://img177.imageshack.us/img177/2827/39016890.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

-

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

ในปีนั้น พ.ศ.๒๔๖๘ ได้มีภิกษุหนุ่มรูปหนึ่ง ผิวพรรณหมดจด ผ่องใสกิริยาท่าทางสำรวม สอบถามได้ความว่ามีความมุ่งมั่นในการศึกษาทางพระศาสนา และเคยเดินทางไปแสวงหาที่เรียนด้านปริยัติที่กรุงเทพฯ แต่หาที่พำนักไม่ได้ จึงต้องกลับมาจำพรรษาที่สุรินทร์คืน พระภิกษุหนุ่มรูปนั้น ชื่อ พระสาม อกิญฺจโน ได้มากราบถวายตัวเป็นศิษย์เรียนพระกรรมฐานกับหลวงปู่ดูลย์ ที่บ้านหนองเสม็ด

พระสาม อกิญฺจโน ชอบใจต่อแนวทางปฏิบัติภาวนาและกิจธุดงค์เพราะถูกกับจริตของท่าน ต่อมาได้ติดตามหลวงปู่ดูลย์ออกธุดงค์ไปในสถานที่ต่างๆ ละแวกใกล้เคียงจังหวัดสุรินทร์ ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงปู่ดูลย์ เห็นว่าพระสาม อกิญฺจโน ได้รับผลจากการปฏิบัติพอสมควร และมีศรัทธามั่นคงดีแล้ว จึงแนะนำให้เดินทางไปกราบและศึกษาธรรมกับ พระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ที่ เสนาสนะป่าบ้านสบบง อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม

พระสาม กับพระบุญธรรม รวม ๒ องค์ ใช้เวลาเดินเท้า ๑๕ วัน จึงไปถึงจังหวัดนครพนม ได้อยู่พำนักปฏิบัติธรรมกับ พระอาจารย์ใหญ่ ๓ เดือน แล้วส่งไปให้พำนักกับ หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม สหายสนิทของหลวงปู่ดูลย์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ กิ่ง อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร

ต่อมา พระบุญธรรม ได้มรณภาพลง เหลือแต่ พระสาม ได้ติดตาม หลวงปู่สิงห์ ไปหลายแห่ง และเป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ธรรมะใน กองทัพธรรม

พระสาม อกิญฺจโน ได้ออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมไปทั่วทุกภาคของประเทศและเคยมาพักที่วัดสันติธรรมอีกด้วย ถือว่าเป็นพระที่เจริญด้วยธุดงควัตร เที่ยวธุดงค์เป็นเวลานาน พำนักจำพรรษามากแห่ง เพิ่งมาพำนักประจำที่ วัดป่าไตรวิเวก อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เมื่อท่านอายุ ๖๘ ปี

หลวงปู่สาม อกิญฺจโน มรณภาพเมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ สิริรวมอายุได้ ๙๑ ปีเศษ ท่านมรณภาพหลังหลวงปู่ดูลย์ ๘ ปี (หลวงปู่ดูลย์มรณภาพเมื่อ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖)
 

ภาพพระธาตุ

(http://img177.imageshack.us/img177/3936/211nl.jpg)



แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 13:50:00 PM
พระครูการุณยธรรมนิวาส (หลวง กตปุญโญ)
วัดป่าสำราญนิวาส จ.ลำปาง

 (http://img144.imageshack.us/img144/1686/90122379.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

นามเดิมชื่อ หลวง สอนวงศ์ษา บิดาชื่อนายสนธิ์ มารดาชื่อนางสียา เกิดเมื่อวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๔ ณ บ้านบัว ต.สว่าง อ.พรรณนานิคม จ.สกลนคร โดยเป็นพี่ชายคนโต

เมื่ออายุได้ ๗-๘ ขวบ ได้ไปปรนนิบัติหลวงลุง ซึ่งเป็นพระมหานิกายอยู่วัดใกล้บ้าน พร้ามกับเรียนหนังสือไปด้วย จึงมีจิตใจโน้มเอียงมาทางพระพุทธศาสนา จนได้อ่านหนังสือ พระไตรสรณคมน์ ของพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม จึงมีความเลื่อมใสมากขึ้น

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

เมื่ออายุ ๒๒ ปี จึงอุปสมบทในสังกัดมหานิกาย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ณ พัทธสีมา วัดศรีรัตนาราม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้รับฉายาว่า ขนฺติพโล ท่านมีความขยันอดทน ทั้งปริยัติและปฏิบัติ จนสอบได้ นักธรรมชั้นโท ระยะนั้นหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร กลับไปเยี่ยมบ้านเกิดพระหลวงจึงได้ไปกราบศึกษาข้อวัตร ปฏิปทา และอุปัฏฐากรับใช้อยู่หลายเดือน

ครั้งหนึ่งท่านได้ไปกราบพระธาตุพนม และได้แวะกราบนมัสการหลวงปู่แว่น ธนปาโล ที่อำเภอเมืองสกลนคร จึงได้มีโอกาสพบหลวงปู่มั่น จนซาบซึ้งในรสพระธรรม จึงเดินทางแสวงหาครูบาอาจารย์ทางภาคเหนือ

ได้แปรญัตติใหม่ เมื่อวันที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ ณ วัดเชตวัน อ.เมือง จ.ลำปาง โดยมีพระครูธรรมาภิวงค์ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่แว่น ธนปาโล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาใหม่ว่า กตปุญฺโญ ท่านได้ติดตามครูบาอาจารย์หลายองค์ เช่น หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร หลวงปู่แว่น ธนปาโล ไปในหลายจังหวัดในเขตภาคเหนือ เพื่อฝึกปฏิบัติอบรมกัมมัฏฐานภาวนา จนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสำราญนิวาส ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ และในปีเดียวกันก็ได้เป็นเจ้าคณะตำบลอำเภอเกาะคา แม่ทะ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๐๙ ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูการุณยธรรมนิวาส และปี พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงปู่หลวงได้ดูแลรักษา พัฒนาวัดป่าสำราญนิวาส ทั้งทางด้านศาสนสถานและศาสนวัตถุ เทศนาสั่งสอนญาติโยม หลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ เป็นพระเถระผู้ใหญ่ที่มีปฏิปทาอันงดงามเปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม เป็นที่เคารพเลื่อมใส ศรัทธาของสาธุชน

หลวงปู่หลวง ได้ละสังขารด้วยอาการอันสงบ ในวันจันทร์ที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ เวลา ๐๑.๑๐ น. ซึ่งตรงกับวันปวารณาเข้าพรรษา ณ ห้องไอซียู โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กรุงเทพ รวมสิริอายุได้ ๘๒ ปี ๔ เดือน ๑๕ วัน ๕๓ พรรษา (เฉพาะญัตติธรรมยุติกนิกาย)

ธรรมโอวาท
๑. หลักธรรม หลักธรรมในโลก มี 2 อย่าง คือโลกียธรรม 1 โลกุตรธรรม 1 ความดีในโลกก็มี 2 คือ อริยทรัพย์ ทรัพย์ กับโภคทรัพย์ๆ คือโลกธรรมแปด ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ฯ โลกุตรธรรมมี มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1 ฯ รวมความให้สั้นลงมาอีกคือ ธนาผลคือ วัตถุข้าวของเงินทองเป็นต้น อริยะยส คือ มรรคแปด พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคา พระอรหันต์ พระอรหันต์ เป็นต้น

๒. คติธรรมที่ดีที่สุด หลงมากทุกข์มาก หลงน้อยทุกข์น้อย ไม่หลงเสียเลยไม่มีทุกข์ เลิกหลงกันทีเถอะ

๓. อุดมคติธรรม ว่า บุคคลเรา ใจมันง่าวใบ้ง่าวบอด หลงคอดอยู่ในหนังบั้งขี้ มีแต่ทุกข์ตลอดไป สิ่งที่แก้กันได้คือ สร้างศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นในใจ ฯ

ภาพพระธาตุ

(http://img405.imageshack.us/img405/2708/411nw.jpg)(http://img405.imageshack.us/img405/2549/412xp.jpg)
                        (http://img405.imageshack.us/img405/2278/413z.jpg)





แหล่งข้อมูล: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่ และ ไชยา สิริธัมโม, พระครูสังฆรักษ์ และคณะ. 2548. อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระครูการุณยธรรมนิวาส (หลวงปู่หลวง กตปุญโญ). ขอนแก่นการพิมพ์, ขอนแก่น. 


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 20:01:36 PM
หลวงปู่กอง จันทวังโส
วัดสระมณฑล จ.อยุธยา

 (http://img215.imageshack.us/img215/2818/67140849.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่กอง จันทวังโส มีนามเดิมว่า กอง ถนอมทรัพย์ เป็นบุตรคนที่ 2 ใน 3 คน ของคุณพ่อฝอย และคุณแม่ทัด ถนอมทรัพย์ เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2442 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 5 บ้านเดิมอยู่ที่ ต.บ้านพราน อ.แสวงหา จ.อ่างทอง ซึ่งท่านก็ได้เรียนหนังสือและจบการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 ที่โรงเรียนวัดบ้านพราน อ.แสวงหา จ.อ่างทอง นั่นเอง

มูลเหตุบรรพชา
ครั้นเมื่อมารดาของหลวงปู่เสียชีวิตลง ท่านจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร และไม่ได้ลาสิกขาจนกระทั่งอายุครบบวช เนื่องจากหาจะสึกเมื่อไร ก็มักจะเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุอยู่เสมอ ในขณะที่หลวงปู่ยังเป็นสามเณรอยู่นั้น ได้ติดตามพี่ชายไป จ.สุพรรณบุรี และอยู่วัดพระลอยกับหลวงพ่อแต้ม เมื่ออายุครบบวช จึงได้กลับไปอุปสมบท ณ วัดบ้านแก อ.แสวงหา จ.อ่างทอง หลังจากนั้นจึงได้ไปจำพรรษาอยู่ ณ วัดข่อย หรือ วัดข่อยวังปลาในปัจจุบัน

ที่วัดข่อยนี้เอง หลวงปู่ได้ศึกษาวิทยาการต่างๆ ทั้งทางโลกและทางธรรม กับหลวงพ่อเข็ม ท่านได้ศึกษาอยู่จนได้เป็น พระปลัดกอง มีหน้าที่อบรมสั่งสอนพระเณรที่วัด ซึ่งท่านเป็นพระที่มีวินัยเข้มงวดกวดขันมาก หลังจากนั้นจึงได้ลาสิกขาบทกลับมาใช้ชีวิตฆราวาส

ลาสิกขา
ในช่วงชีวิตฆราวาส หลวงปู่ได้มีครอบครัวเฉกเช่นคนทั่วไป แต่เมื่อภรรยาของท่านออกลูกสาวคนแรกก็เสียชีวิตลง ท่านจึงได้แต่งงานใหม่อีกครั้ง โดยมีบุตร-ธิดาที่เกิดจากภรรยาคนที่สองอีก 3 คน ท่านใช้ชีวิตอยู่ที่ จ.อ่างทองระยะหนึ่ง จึงย้ายมาอยู่ที่ จ.พิจิตร ซึ่งที่นี่เอง ภรรยาคนที่สองของท่านก็ได้เสียชีวิตลงอีก ท่าานจึงเกิดความเบื่อหน่ายทางโลก อีกทั้งบุตรและธิดาท่านโตพอจะช่วยเหลือตนเองได้แล้ว จึงนำไปฝากไว้กับตาและยายเพื่อให้ไปศึกษาต่อในชั้นมัธยม ส่วนท่านจึงได้กลับเข้าอุปสมบทอีกครั้ง

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

การอุปสมบทครั้งนี้ ท่านได้สละเพศฆราวาสของท่าน ณ วัดเทวประสาท ต.ห้วยเกต อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร ในขณะนั้นท่านมีอายุได้ 55 ปีแล้ว โดยมีท่านพระครูพิบูลย์ศีลสุนทรเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอธิการทองอยู่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่อวันที่ 18 กรกฏาคม พ.ศ.2495 โดยได้รับฉายาว่า จันทวังโส เมื่อบวชแล้วท่านได้ศึกษาวิทยาการต่างๆจากหลวงปู่มหาทิม ซึ่งพระอาจารย์มหาทิม เป็นพระผู้มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม รวมถึงคาถาอาคมต่างๆ ต่อมาหลวงปู่กองจึงได้ติดตามอาจารย์มหาทิมลงมากรุงเทพ ฯ ด้วย โดยไปจำพรรษาที่วัดพระสิงห์ กรุงเทพฯ จากนั้นท่านจึงได้ไปศึกษาอบรมอยู่กับหลวงพ่อมิ ซึ่งเป็นอาจารย์ของพระอาจารย์มหาทิม (หลวงพ่อมิ เป็นศิษย์ของหลวงปู่คง วัดซำป่างาม จ.ชลบุรี) เมื่ออยู่ได้ระยะหนึ่ง ท่านจึงได้แยกย้ายกับพระอาจารย์มหาทิม เพื่อไปธุดงค์แสวงหาโมกขธรรมตามป่าเขา

ในการธุดงค์ของหลวงปู่กอง ได้ปลีกวิเวกไปตามป่าเขาลำเนาไพร ตามที่สงบสงัด บางครั้งก็ได้ไปพบกับครูบาอาจารย์และสหายธรรมมากมาย ครั้นเมื่อกลับจากธุดงค์แล้ว ท่านจึงได้ไปจำพรรษาวัดโน้นบ้างวัดนี้บ้าง ตามที่สหายธรรมของท่านได้ชักชวนไป จนกระทั่งในที่สุด หลวงปู่ได้มาจำพรรษาที่วัดสระมณฑลซึ่งเป็นพระอารามเก่าแก่ในสมัยอยุธยา ซึ่งเหลือเพียงโบสถ์และพระพุทธรูปโบราณ วัดมีอาณาเขตเพียงแค่รอบโบสถ์ ล้อมรอบด้วยบ้านเรือนประชาชน

ในสมัยที่หลวงปู่ออกธุดงค์อยู่นั้น หลวงปู่ได้เดินธุดงค์ไปถึงที่ถ้ำบัวแดง จ.ชัยภูมิ ณ สถานที่นั้นเองที่ท่านได้เจอกับพระอาจารย์อีกองค์หนึ่งของท่าน ที่ท่านให้ความเคารพเทิดทูนมาก นั่นคือ หลวงปู่เทพโลกอุดร ด้วยความเคารพรัก และบูชาในคุณธรรมของท่าน หลวงปู่จึงได้สร้างรูปเหมือนหลวงปู่เทพโลกอุดรขนาดใหญ่ ไว้ให้ศิษยานุศิษย์บูชาไว้ภายในโบสถ์ด้วย

หลวงปู่กอง ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดสระมณฑล จนกระทั่งละสังขาร ในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2546 สิริอายุได้ 104 ปี 9 วัน 51 พรรษา
 

ภาพพระธาตุ

(http://img215.imageshack.us/img215/2633/221xb.jpg)(http://img215.imageshack.us/img215/161/223wm.jpg)
               (http://img215.imageshack.us/img215/4004/222sc.jpg)




แหล่งข้อมูล: ตัดทอน-เรียบเรียงจาก ศิษย์ใหม่. 2546. หลวงปู่กอง จนฺทวํโส. หนังสือที่ระลึกงานฌาปณกิจ. ม.ป.พ.


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 20:12:55 PM
พระญาณสิทธาจารย์ (สิม พุทธจาโร)
วัดถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่ี

(http://img263.imageshack.us/img263/4508/19845911.jpg)
 
ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

ท่านมีนามเดิมว่า สิม วงศ์เข็มมา เกิดเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2452 ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 ปี ที่บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร บิดามารดาชื่อ นายสาน - นางสิงห์คำ วงศ์เข็มมา มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 10 คน ท่านเป็นคนที่ 5

สิ่งบันดาลใจให้หลวงปู่อยากออกบวชคือ ความสะดุ้งกลัวต่อความตาย หลวงปู่กำหนด "มรณํ เม ภวิสฺสติ" มา ตั้งแต่ยังไม่ได้ออกบวชจวบจนสิ้นอายุขัย ของท่าน หลวงปู่ก็ยังใช้อุบายธรรมข้อเดียวกันนี้อบรมลูกศิษย์ลูกหาอยู่เป็นประจำ เรียกว่า หลวงปู่เทศน์ครั้งใด มักจะมี "มรณํ เม ภวิสฺสติ" เป็นสัญญาณเตือนภัยจากพญามัจจุราชให้ลูกศิษย์ลูกหาตื่นตัวอยู่เสมอทุกครั้ง

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

เมื่อท่านอายุ 17 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดศรีรัตนาราม ซึ่งเป็นวัดมหานิกาย ณ บ้านบัว วันที่ 8 กรกฎาคม 2469 ตรงกับวัน อาทิตย์ แรม 7 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรง โดยมีพระอาจารย์สีทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ ถวายตัวเป็นศิษย์ พระอาจารย์มั่น และได้ขอญัตติใหม่มาเป็น โดยท่านพระอาจารย์มั่นฯ เป็นประธาน และเจ้าคุณธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ ที่วัดป่าบ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม เมื่อสามเณรสิมอายุครบบวช ได้เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดศรีจันทราวาส ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2472 ตรงกับ วันอังคารขึ้น 10 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเส็ง โดยมีเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) เมื่อครั้งยังเป็นพระครูพิศาลอรัญญเขต เจ้าคณะธรรมยุติจังหวัดขอนแก่น เป็นพระอุปัชฌาย์ และมีพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระปลัดดวงจันทร์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า "พุทฺธาจาโร"

ในชีวิตสมณะของท่าน ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่า "โสสานิ กังคะ" คือไปเยี่ยมป่าช้าเป็นธุดงควัตร และที่วัดป่าเหล่างานี้เอง ที่หลวงปูได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมอย่างใกล้ชิดกับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ทั้งได้มีโอกาสมักคุ้นกับพระกรรมฐานองค์สำคัญๆ หลายองค์ เช่น หลวงปู่เทสก์ เทสฺรํสี, หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ, ท่านพ่อลี ธมฺมธโร, ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นต้น

ปี พ.ศ. 2479 เมื่อสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) แห่งวัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เดินทางไปเยี่ยมเยือนพระอาจารย์สิงห์ ขนุตยาคโมที่วัดจักราช สมเด็จฯ ท่านได้แลเห็นจริยาวัตรของหลวงปู่เกิดชื่นชอบถูกใจ จึงเอ่ยปากขอตัวหลวงปู่สิม ซึ่งท่านพระอาจารย์สิงห์ท่านก็มิได้ขัดข้อง หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร จึงได้ร่วมเดินทางมากับสมเด็จฯ ที่วัดบรมนิวาส มาจำพรรษาและศึกษาพระธรรมวินัย ในสำนักสมเด็จฯ ได้รับความรู้แตกฉานในพระธรรมวินัยมากขึ้น พร้อมกันนั้นหลวงปู่ก็ได้ทำหน้าที่อบรมสั่งสอนการปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพระธุดงค์กรรมฐานให้แก่พระเณรจำนวนมาก
หลวงปู่สิม ได้ธุดงค์ไปในหลายจังหวัด จนการปฏิบัติธรรม ก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก

หลวงปู่สิม ได้พักจำพรรษาที่วัดโรงธรรมสามัคคี นานถึงห้าปี จึงย้ายไปจำพรรษาที่ ถ้ำผาผัวะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในสภาพหลังสงคราม โลกครั้งที่ 2 หลวงปู่ได้รับรู้ความคับจิตคับใจของบรรดาชาวบ้านทั้งหลาย หลวงปู่ได้ปลุกปลอบใจของชาวบ้านที่กำลังสิ้นหวังให้กลับมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยการหยั่งพระสัทธรรมลงสู่จิตของพวกเขา
เจ้าชื่น สิโรรส ได้อพยพครอบครัวหลบภัยสงครามไปอยู่ที่ถ้ำผาผัวะ ขณะที่หลวงปู่ธุดงค์ จำพรรษาอยู่ที่ถ้ำผาผัวะ เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาใกล้จะยุติ เจ้าชื่น สิโรรส ซึ่งอพยพจากถ้ำผาผัวะ กลับคืน ตัวเมืองเชียงใหม่ ได้กราบอาราธนาหลวงปู่ให้ย้ายเข้ามาพักจำพรรษา ที่ตึกของแม่เลี้ยงดอกจันทร์ กีรติปาล (คิวริเปอร์) ณ ที่นี้เองที่หลวงปู่สิมพบกับลูกศิษย์ คนแรกที่อุปสมบทที่เชียงใหม่คือ พระมหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ซึ่งต่อมาก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัด "สันติธรรม" เมื่อสงครามสงบ เจ้าของบ้านคือ แม่เลี้ยง ดอกจันทร์ และลูกหลานที่อพยพหลบภัยสงครามไปจะกลับคืน ถิ่นฐานเดิม หลวงปู่จึงปรารภเรื่องการสร้างวัด คุณแม่นิ่มนวล สุภาวงศ์ เกิดศรัทธาขึ้นมาอย่างแรงกล้า ที่จะสร้างวัดถวายหลวงปู่ "วัดสันติธรรม"จึงได้ถือกำเนิดขึ้น

ช่วงปี พ.ศ. 2498-2403 หลวงปู่ได้จำพรรษาที่วัดสันติธรรม จังหวัดเชียงใหม่ จนต้นปี พ.ศ. 2503 หลวงปู่จึงย้ายไปภาวนาที่ถ้ำปากเปียงบ่อยครั้ง ปี พ.ศ. ได้พบถ้ำผาปล่อง ซึ่งเป็นบ้านสุดท้ายในการบำเพ็ญภาวนาในชีวติของท่าน ปี พ.ศ. 2504 ท่านพระอาจารย์ลี ธมฺมธโร ได้ถึงแก่มรณภาพ หลวงปู่ได้ช่วยอยู่ดูแลวัดอโศการาม ในฐานะรักษาการเจ้าอาวาส จนกระทั่งปี พ.ศ. 2508 ปี พ.ศ. 2509 หลวงปู่ได้รับการขอร้องจาก ท่านเจ้าคุณนิโรธธรรมรังษี ให้ช่วยรับตำแหน่งรักษาการ เจ้าอาวาส วัดป่าสุทธาวาส อยู่ 1 พรรษา

ระหว่าง พ.ศ. 2506-2509 หลวงปู่ได้มีปัญหาอาพาธด้วยโรคไตมาตลอด พ.ศ. 2510 หลวงปู่จึงได้ตัดสินใจวาง ภารกิจต่างๆ โดยลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสทุกวัดที่ท่านดูแลอยู่ จากนั้น ท่านก็มาจำพรรษา ณ ถ้ำผาปล่องตลอดมา

หลวงปู่มีเมตตาอย่างล้นเหลือต่อลูกศิษย์ เป็นผู้มีความเด็ดเดี่ยวเข้มแข็ง อดทน พูดจริง ทำจริง ถือสัจจะมั่นคง เป็นผู้ไม่มากโวหาร หลวงปู่ได้รับสมณศักดิ์ "พระครูสันติวรญาณ" ในวันที่ 5 ธันวาคม 2502 และได้รับพัดยศโดยเลื่อนจากสมณศักดิ์ที่ "พระครูสันติวรญาณ" เป็น "พระญาณสิทธาจารย์" ในวันที่ 12 สิงหาคม 2535 และในคืนวันที่ 13 สิงหาคม 2535 พระเณรพร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกา ได้พร้อมใจกันเจริญพระพุทธมนต์ ฉลองสมณศักดิ์ถวายหลวงปู่ ที่ถ้ำผาปล่อง หลังจากเจริญพระพุทธมนต์หลวงปู่ได้กลับเข้ากุฏิที่พักด้านหลังภายในถ้ำผาปล่อง และได้มรณภาพในเวลาประมาณ ตีสาม สิริรวมอายุของหลวงปู่ 82 ปี 9 เดือน 19 วัน อายุพรรษา 63 พรรษา

ธรรมโอวาท
๑. มีทุกข์อย่าบ่น ทนเอา

๒.อย่าประมาทเรื่องความตาย ให้เร่งภาวนาทำจิตให้หมดกิเลส หมดทุกข์ หมดร้อนให้ได้ก่อนความตายจะมาถึง

ภาพพระธาตุ

(http://img263.imageshack.us/img263/8995/081mf.jpg)(http://img101.imageshack.us/img101/9277/082c.jpg)
(http://img101.imageshack.us/img101/456/083nd.jpg)(http://img101.imageshack.us/img101/1144/084j.jpg)
(http://img101.imageshack.us/img101/1592/088f.jpg)(http://img101.imageshack.us/img101/8130/085z.jpg)
(http://img153.imageshack.us/img153/5679/086e.jpg)(http://img153.imageshack.us/img153/1146/087t.jpg)




แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดสันติธรรม. 2548. 50 ปี สันติธรรมานุสรณ์. กลางเวียงการพิมพ์, เชียงใหม่ 


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 20:16:43 PM
หลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมวโร
วัดป่าแก้วบ้านชุมพล จ.สกลนคร

(http://img153.imageshack.us/img153/3317/45797108.jpg)
 
ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

เกิด วันเสาร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๗ ตรงกับวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๘ ปีชวด ณ บ้านศรีฐาน ตำบลกระจาย อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร (ปัจจุบันเป็นอำเภอป่าติ้ว)

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

บรรพชาเมื่อปี ๒๔๘๗ ที่วัดป่าสำราญนิเวศน์ ตำบลบ้านบุ่ง อำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีท่านพระครูทัศนวิสุทธิ (มหาดุสิตเทวิโร) เป็นพระอุปัชฌายะ ท่านได้มีโอกาสพบและปฏิบัติธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ในปี ๒๔๙๑ เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพ ท่านติดตามเป็นศิษย์ปฏิบัติกับท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโนมาโดยตลอด

ปี ๒๕๐๘ ท่านรับนิมนต์ชาวบ้านตำบลค้อใต้มาเป็นเจ้าอาวาส วัดป่าแก้ว บ้านชุมพล อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร แทนหลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งไปสร้างวัดใหม่ที่ถ้ำกลองเพลและอยู่เรื่อยมาจนมรณภาพ

หลวงตามหาบัวได้พูดถึงพระอาจารย์สิงห์ทองว่า "ท่านสิงห์ทองเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาดั้งเดิมตั้งแต่เริ่มออกบวชใหม่ๆ และสนใจทางด้านปฏิบัติเรื่อยมา แล้วก็มาอยู่กับหลวงปู่มั่นด้วยกัน พอหลวงปู่มั่นมรณภาพแล้วก็ติดสอยห้อยตามเราเรื่อยมา จนกระทั่งมาถึงวาระที่โยมแม่มาอยู่ด้วย ก็พอดีกับคณะศรัทธาทางบ้านชุมพลนี้ไปนิมนต์ท่านมาอยู่สถานที่นี่ ท่านก็เลยได้พาโยมแม่ท่านมาอยู่ที่นี่ จนกระทั่งถึงกาลอวสานแห่งชีวิตของท่าน
ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเอาจริงเอาจัง เรื่องความเพียรนี้ยกให้ว่าเก่ง เดินจงกรมนี้ทางจงกรมจะเป็นโสกเป็นเหว ท่านสิงห์ทองนี้เดินจงกรมขนาดนั้น แต่นิสัยชอบตลกหน่อย เวลาพูดมีตลกนิด ๆ เป็นนิสัยอย่างนั้นมาดั้งเดิม แต่ท่านเอาจริงเอาจังมาก นี่ท่านมรณภาพหรือท่านเสียลงไปตายลงไปแล้ว ก็ยังแสดงให้เราทั้งหลายได้เห็นความปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คือผลแห่งการปฏิบัติดีของท่านได้ปรากฏขึ้นมา เวลานี้อัฐิของท่านเริ่มกลายเป็นพระธาตุไปโดยลำดับลำดาแล้ว"

มรณภาพ เมื่อ ๒๗ เมษายน ๒๕๒๓ เนื่องจากเครื่องบินตก ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ธรรมโอวาท
๑. กิเลส ตัณหา นำมาซึ่งความทุกข์ของใจ

ภาพพระธาตุ

(http://img144.imageshack.us/img144/8313/031pr.jpg)(http://img144.imageshack.us/img144/7573/032nnw.jpg)




แหล่งข้อมูล : คัดลอกจาก www.thaniyo.net


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 20:19:50 PM
หลวงปู่คำตัน ฐิตธัมโม
วัดป่าดานศรีสำราญ จ.หนองคาย

 (http://img441.imageshack.us/img441/2171/39782789.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่บวชเป็นผ้าขาว ฝึกภาวนากับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ ขณะที่หลวงตาจำพรรษาที่บ้านห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร (ประมาณ พ.ศ.2495)

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

หลวงตามหาบัวได้เป็นธุระเตรียมจัดบริขารในการบวชให้ โดยหลวงตากล่าวว่า

"...หลวงพ่อตันนะ องค์หนึ่งนะ อันนี้ก็ เราบวชให้เลยนะ
เป็นตาปะขาว แกภาวนาดี แกเล่าภาวนาให้ฟัง เข้าท่านี่ว่ะ
เราเลยให้ไปบวชมุกดาหาร เราไม่ไปแหละ
แต่ให้โยมพาไป ให้พระพาไป บริขารเราเตรียมพร้อมเสร็จแล้ว
ให้ไปบวชแล้วมาอยู่กับเรา หลวงพ่อตันนี้องค์หนึ่ง..."

ท่านเป็นพระบวชเมื่ออายุมาก แต่ท่านตั้งใจปฏิบัติจริงจัง เอาชีวิตเป็นเดิมพันในการปฏิบัติ บวชแล้วก็ได้มาอบรมธรรมเป็นศิษย์หลวงตา ภายหลังจึงได้มาจำพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี จนกระทั่งหลวงตามั่นใจในคุณธรรมหลวงปู่คำตัน แล้วจึงมอบหมายให้หลวงปู่คำตันไปดูแล และฝึกอบรมพระกรรมฐาน ณ วัดป่าดานศรีสำราญ จ.หนองคาย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

หลวงปู่มรณภาพเมื่อปี พ.ศ.2540

ธรรมโอวาท
"...หมดแนวนี้หมด หมดเฮานี้ โลกอันนี้ มีแต่เรื่องสมมติทั้งนั้นแหละ...
...สู้ พุทโธ ไม่ได้ดอก เฮาเฮ็ดแนวใด๋ ก็สู้อันนี้ บ่ ได้ดอก ในโลกนี้..."

ภาพพระธาตุ

(http://img441.imageshack.us/img441/3696/051y.jpg)




แหล่งข้อมูล: ธรรมะหลวงปู่จาก http://se-ed.net/pratongtum/bua/6_manu_saiyaitum_index.htm
เรียบเรียงประวัติจาก: พระธรรมวิสุทธิมงคล. 2544. หยดน้ำบนใบบัว : คติธรรมและชีวประวัติพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี. โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, กรุงเทพฯ.
และ กระทู้ http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5125989/Y5125989.html


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 20:23:41 PM
หลวงปู่เข่ง โฆษธัมโม
วัดป่าสีห์พนม จ.สกลนคร

 (http://img245.imageshack.us/img245/8457/76747635.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่มีนามเดิมว่า เข่ง ธิอัมพร ต่อมาได้สมรสกับนางชาดา ธิอัมพร มีอาชีพทำนา อยู่ที่บ้านขาม ตำบลค้อใต้ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส หลวงปู่มีนิสัยชอบเข้าวัด รักษาศีล โดยท่านได้อบรมภาวนาอยู่กับหลวงปู่สิงห์ สหธัมโม ที่วัดธาตุฝุ่น จ.สกลนคร เป็นประจำ

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

หลวงปู่อุปสมบทขณะที่มีอายุได้ 57 ปี ตามคำชักชวนของหลวงปู่บุญมา คัมภีรธมฺโม ซึ่งเป็นพระลูกชายที่บวชอยู่ก่อนแล้วได้รับฉายาว่า "โฆสธมฺโม" ที่อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย โดยมีพระครูสีลขันธ์สังวรเป็นพระอุปัชฌาย์

เมื่อบวชแล้วหลวงปู่บุญมาจึงพาหลวงปู่เข่งไปจำพรรษาที่วัดป่าบ้านกลางใหญ่ ซึ่งในขณะนั้นเป็นพรรษาแรกของหลวงปู่เข่ง และเป็นพรรษาที่ 10 ของหลวงปู่บุญมา ปี 2503 พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่เข่งได้เดินทางท่องธุดงค์ไปวิเวกภาวนาที่ถ้ำพระ ท่องปาติโมกข์ 227 ข้อ อยู่ 5 วัน 5 คืน ก็สามารถท่องได้หมด แม้จะไม่รู้หนังสือ เป็นที่น่าอัศจรรย์

จากถ้ำพระก็ได้ไปบ้านสว่างเกิดเป็นไข้มาลาเรีย จึงย้อนกลับมาบ้านกลาง อยู่กับพระอาจารย์คำบุ ธัมมธโร ซึ่งขณะนั้นท่านได้มาพักที่ถ้ำผึ้ง แล้วก็ลาพระอาจารย์คำบุไปอยู่ที่วัดใกล้บ้าน คือวัดธาตุฝุ่น อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร

ช่วงที่อยู่ที่ถ้ำผึ้งนั้น หลวงปู่เข่ง ได้เข้าไปอยู่ในถ้ำเล็กๆ ตอนกลางคืนไม่ทราบว่ามีตัวอะไรมากินสัตว์ วันนั้นท่านกลัวมาก ก็เพราะกลัวมากนี่แหละ หลวงปู่เข่งเลยตั้งจิตอธิษฐานว่า "หากจะได้อยู่ในพระพุทธศาสนา จะมีบารมี ได้สร้างบุญได้ปฏิบัติต่อไป ขอให้บังเกิดสิ่งอัศจรรย์อย่างใดอย่างหนึ่ง" และในวันนั้นเอง ก็ได้เกิดผลอัศจรรย์ หลวงปู่จังตัดสินใจไม่สึก ครองเพศบรรพชิต จวบจนกระทั่งมรณภาพ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2537 ขณะมีอายุได้ 90 ปี พรรษาที่ 33

 

ภาพพระธาตุ

(http://img245.imageshack.us/img245/8106/071gv.jpg)(http://img245.imageshack.us/img245/4307/072tv.jpg)



แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: ตัดทอนและเรียบเรียงจากนิตยสารโลกทิพย์ และ กระทู้ http://larndham.net/index.php?showtopic=18922&st=20 


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 23:24:01 PM
พระครูอินทวุฒิกร (ต่วน อินทปัญโญ)
วัดกล้วย จ.อยุธยา่ี

 (http://img401.imageshack.us/img401/6170/19767738.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

นามเดิม ต่วน สิทธิวงษา บิดา-มารดา นายเหม - นางเฉียบ สิทธิวงษา อาชีพ ทำนา

ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2444 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในบรรดาพี่น้องหลายคน ท่านเองเป็นคนรูปร่างเตี้ยล่ำ ผิวคล้ำ วัยเด็กเรียนหนังสืออยู่กับพระที่วัด และติดตามพระอาจารย์เดินธุดงค์เข้ามาในประเทศไทย ตั้งแต่ยังเป็นสามเณร เมื่อมีอายุครบอุปสมบท ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่กรุงพนมเปญ และจำพรรษาอยู่ที่นั้น 1 พรรษา เมื่อออกพรรษารับผ้ากฐินแล้ว จึงเดินทางเข้ามาในประเทศไทย

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

หลวงปู่ต่วน ได้เรียนวิชาอาคม เวทมนต์คาถาต่างๆ มากมาย ร่างกายของท่านมีรอยสักยันต์และอาบน้ำยาว่านเต็มไปหมด หลังอุปสมบทเป็นพระภิกษุแล้วท่านได้เดินธุดงค์ปฏิบัติธรรมเข้ามาในประเทศไทย มีพระที่เป็นสหายร่วมเดินธุดงค์หลายรูป แต่ส่วนใหญ่กลับสู่ประเทศเขมรหมด คงเหลือสหายธรรมอยู่ในประเทศไทยเพียง 2 รูป คือ หลวงปู่หิน วัดระฆัง ธนบุรี กับ หลวงปู่สร้อย วัดทางหลวง อ.บางซ้าย จ.อยุธยา

ต่อมาในปี พ.ศ. 2469 ท่านได้มาจำพรรษาวัดหัวโนน หรือวัดหัวใน ต.หนองแค อ.หนองแค จ.สระบุรี เพื่อเรียนวิปัสนากรรมฐาน กับหลวงปู่ทา เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นชาวจังหวัดอุทัยธานี หลวงปู่ทาเป็นพระอาจารย์ที่มีวิชาอาคมมาก ท่านเป็นพระสหายที่ร่วมเดินธุดงค์กับหลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ จ.อยุธยา

หลวงปู่ต่วน จำพรรษาเพื่อเรียนวิชากับหลวงปู่ทา ที่วัดหัวโนน เป็นเวลา 3 พรรษา หลังจากนั้น หลวงปุ่ทาก็ได้ให้หลวงปู่ต่วนมาอยู่ที่วัดกล้วยเพื่อพัฒนาวัดกล้วยให้เจริญ เมื่อเดินทางออกจากวัดหัวโนนแล้วท่านได้ไปพักกับ หลวงปู่หิน พระสหาย เพื่อเรียนวิชากับหลวงปู่นาค วัดระฆัง เมื่อออกจากวัดระฆังแล้ว ก็มาพำนักอยู่ที่วัดกล้วยและพัฒนาเสนาสนะ จนมีความเจริญทุกวันนี้

ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2529 หลังจากวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ต่วน แล้ว ก็ทำพิธีสามหาบเก็บอัฐิธาตุ และทำพิธีบรรจุอัฐิลงในรูปเหมือนของท่าน ในการทำพิธีบรรจุอัฐินั้น หลายคนสงสัยว่าทำไมอัฐิของท่านจึงมีสีขาวสะอาดและมีสีสันสวยงาม และที่แปลกอีกอย่างหนึ่งคือ ทำไมบริเวณกระดูกหน้าแข้งของท่านจึงเป็นหินสีน้ำตาล และกระดูกศีรษะเป็นสีเขียว สีฟ้า ขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จักเรื่องกระดูกที่แปรเป็นพระธาตุกันมากนัก พระครูประภัศรญาณสุนทร ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสองค์ต่อมา จึงได้เก็บกระดูกส่วนศีรษะไว้ชิ้นหนึ่ง และส่วนหน้าแข้งที่เป็นหินชิ้นหนึ่ง โดยไม่นำไปบรรจุในรูปเหมือนของท่าน ต่อมาเมื่อไปเก็บเศษขี้เถ้า จึงได้พบฟัน และลูกตาสีนิลทั้ง 2 ข้าง ส่วนเศษกระดูกนั้นในระยะแรกก็มีไขมันจับเยิ้มอยู่ แต่พอนานๆไปก็กลายเป็นผลึกหยกสีต่างๆและกลายเป็นพระธาตุเม็ดเล็กๆ กระดูกส่วนอื่นๆ ก็จับตัวเป็นเหมือนปะการังสีขาว

ธรรมโอวาท
๑. ข้อคิด กระดานแผ่นเดียว : มนุษย์เรานั้นจะอยู่ในฐานะอะไรก็ตาม จะอยู่ตึก หรือ กระต๊อบ ก็มีค่าเพียงกระดานแผ่นเดียว

๒. ศีล : ย่อมผูกใจไว้ซึ่งจิตโดยธรรมชาติ เพราะเหตุนั้นธรรมชาติอันเป็นเครื่องผูก ที่เรียกว่าศีลย่อมถูกข่มไว้ซึ่งจิต เพราะเหตุนั้นธรรมชาติอันเป็นเครื่องข่มที่เรียกว่าศีลนี้ ย่อมยังกุศลกรรมทั้งหลายให้ทรงไว้ เพราะเหตุนั้นธรรมชาติอันเป็นเครื่องยังกุศลกรรมทั้งหลายให้ทรงไว้จึงชื่อว่า ศีล

ภาพพระธาตุ

(http://img401.imageshack.us/img401/9738/101wr.jpg)(http://img100.imageshack.us/img100/8479/108kx.jpg)
(http://img100.imageshack.us/img100/4314/104h.jpg)(http://img146.imageshack.us/img146/1349/103lm.jpg)
(http://img242.imageshack.us/img242/6907/107m.jpg)(http://img242.imageshack.us/img242/7418/105nr.jpg)




แหล่งข้อมูล-ภาพประกอบ: วัดกล้วย หมู่ที่ 11 ต.กะมัง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา, คุณเรวัต


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 23:28:15 PM
พระครูศาสนูปกรณ์ (บุญจันทร์ กมโล)
วัดสันติกาวาส อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี

 (http://img245.imageshack.us/img245/2374/62923669.jpg)

ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล เกิดเมื่อวันศุกร์ แรม 4 ค่ำ เดือน 10 ปีมะโรง จุลศักราช 1278 ตรงกับวันที่ 15 เดือนกันยายน พุทธศักราช 2459 ที่บ้านคำพระ (กุดโอ) ตำบลคำไฮ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด บิดาชื่อคำภา นามสกุล กัมปันโน มารดาชื่อ มุม มีพี่น้องร่วมท้องบิดามารดาด้วยกัน 5 คน โดยหลวงปู่เป็นลูกชายคนที่ 4 โดยครอบครัวมีอาชีพเลี้ยงช้าง

พออายุได้ 13 ปี ท่านจึงย้ายตามมารดา ซึ่งขณะนั้นหย่ากับโยมบิดาของหลวงปู่ ไปอยู่บ้านบึงเป่ง ตำบลงูเหลือม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น วันหนึ่งพี่เขยให้ไปไถนา การไถนารู้สึกลำบากมากเพราะยังเล็กอยู่ เมื่อเวลาไถนาไป จิตเกิดความเมตตาสงสารควายที่กำลังลากไถอยู่เป็นอันมาก ในขณะนั้นจิตประหวัดไปถึงพระพุทธเจ้า ทันใดนั้นก็ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นที่ใจ เหมือนกับเป็นรูปโฉมของพระพุทธองค์จริงๆ จิตเกิดปีติเป็นกำลัง และมีจิตเลื่อมใสอยากจะบวชในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก และมีปีติอิ่มเอิบอยู่อย่างนั้น

บรรพชาครั้งที่ 1
ในปีพ.ศ. 2472 หลวงปู่จึงได้บวชเป็นสามเณรฝ่ายมหานิกายที่วัดบ้านท่าเดื่อ ตำบลตูม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น โดยมีพระอาจารย์อุ้ย เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อบวชแล้วก็พำนักอยู่ในสำนักวัดบ้านท่าเดื่อ โดยมีพระอาจารย์ทอกเป็นพระพี่เลี้ยง ขณะที่บวชอยู่นั้น หลวงปู่มีความรู้สึกว่า การปฏิบัติไม่ได้ตรงตามเจตนาที่ตั้งใจมาบวช เนื่องจากสภาพแวดล้อมในขณะนั้น เช่นการปฏิบัติของหมู่พระเณร ที่บางวันฉันอาหารเย็น หรือรับเงิน แต่หลวงปู่ก็พยายามรักษาศีลและการปฏิบัติให้ถูกต้องเสมอ พอเมื่อหลวงปู่ไม่สบายจึงถูกโยมให้สึก

บรรพชาครั้งที่ 2
ในปีพ.ศ. 2473 หลวงปู่ย้ายตามโยมมารดากลับมาที่บ้านเดิม จ.ร้อยเอ็ด จึงมีความคิดที่จะบวชใหม่อีกครั้ง พออายุได้ 18 ปี หลวงปู่จึงได้บวชเป็นสามเณรอีกครั้ง โดยหลวงปู่ได้ถวายตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์คำดี ซึ่งเป็นพระธุดงค์กัมมัฏฐานสายพระอาจารย์มั่น ที่มาปักกลดอยู่ไม่ไกลจากบ้านของหลวงปู่ และแจ้งความประสงค์ขอบรรพชา ท่านอาจารย์คำดีจึงพาหลวงปู่ไปบวชที่วัดฟ้าหยาด บ้านคำไฮ ตำบลคำไฮ อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีพระครูวิจิตร (จันทา) เป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดฝ่ายมหานิกาย เพราะในสมัยนั้นพระอุปัชฌาย์ฝ่ายธรรมยุตมีน้อยและอยู่ห่างไกล และพาหลวงปู่กลับมาจำพรรษาที่วัดโนนช้างเผือก โดยอยู่ศึกษากับพระอาจารย์สิ้ว ต่อมาพระอาจารย์สิ้วพาหลวงปู่ธุดงค์ไปนมัสการพระธาตุพนม และขากลับท่านได้พบกับหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล ที่วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร จึงตั้งใจว่าหากอายุครบบวช ท่านจะมาบวชและศึกษากับหลวงปู่เสาร์

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

เมื่ออายุครบบวช ท่านได้อุปสมบทที่วัดเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2479 เวลา 15.15 น. โดยมีท่านเจ้าคุณพระโพธิญาณมุนี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาบุญถึง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่ออุปสมบทแล้วได้กลับมาอยู่วัดป่าศรีไพรวัลย์ ถือนิสัยกับท่านพระอาจารย์สีโห เขมโก ได้ตั้งใจปฏิบัติกิจวัตร อาจาริยวัตร ข้อวัตรปฏิบัติด้วยความเคารพไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

ครั้นต่อมาท่านจึงได้เดินทางไป จ.อุบลราชธานี เพื่อขอศึกษากับพระอาจารย์เสาร์ดังที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ครั้งเป็นสามเณร และได้อยู่อบรมกับท่านพระอาจารย์เสาร์ ต่อมาท่านก็ได้ไปจำพรรษาตามที่ต่างๆ และศึกษาปฏิบัติร่วมกับพระอาจารย์องค์อื่นๆ อีกมากมาย

ในปีพ.ศ. 2493 มีผู้ถวายที่ดิน เพื่อสร้างวัดป่าขึ้นโดยเรียกชื่อว่า วัดป่าหนองท้ม ภายหลังท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม พันธุโล) ที่วัดโพธิสมภรณ์ อุดรธานี ได้เดินทางมาเยี่ยมชม และได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่เป็น "วัดป่าสันติกาวาส" ในการสร้างวัดนี้ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ได้เดินทางมาร่วมสร้างวัดด้วย

หลวงปู่ได้จำพรรษา ฝึกอบรมพระ เณร และญาติโยม ที่วัดป่าสันติกาวาสเรื่อยมา จนกระทั่งมรณภาพ หลวงปู่มรณภาพอย่างสงบที่วัดป่าสันติกาวาส ในปี พ.ศ.2537 พรรษาที่ 59


ธรรมโอวาท
๑. “ถ้าทำสติให้กล้ามากขึ้นไป มันก็ปรากฏขึ้นมาให้เราเห็นด้วยทางใจ ใจของเราก็รู้ รู้ธรรมอยู่ที่นี่ มรรคผลอยู่ที่นี่ ไม่ได้อยู่ที่อื่น ก็อยู่ที่ใจของเรานั่นเอง ไม่ได้อยู่นอกเหนือจากใจของเราไป เราก็จะรู้จะเห็นอยู่ที่นี่ สมาธิอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ใจนี่เอง”

๒. “ความตั้งมั่นนั้นได้ชื่อว่าสมาธิ ท่านก็บอกอยู่อย่างนั้น ปัญญาความรอบรู้ในกองสังขารนั่น สังขารคือความคิด ความนึก ความปรุง ความแต่ง คิดในอารมณ์ต่าง ๆ นั่นเรียกว่าสังขาร เรามีสติรู้เท่าทัน สังขารเหล่านี้มันปรุงขึ้นมา เราระงับ เราตัดออกไม่ให้มันเกิด ไม่ให้มันมีในใจเรา ให้ใจเราตั้งอยู่มั่นอยู่ในสมาธินั่นแหละ มรรคผลมันจะเกิดขึ้นที่ไหน มันก็เกิดในใจนั่นแหละ ก็ปรากฏอยู่ที่นั่น จะไปหาเอาที่ไหน มรรคผลไม่ได้อยู่นอกเหนือจากใจของตน

ไปบำเพ็ญที่ไหนก็เอา ‘ใจ’ นั่นแหละไป ในดงในป่าในภูเขาที่ไหนก็เอา ‘ใจ’ นั่นแหละบำเพ็ญ นี่ให้เราเข้าใจอย่างนั้น นักปฏิบัติทั้งหลายอย่าลืมตัว อย่าหลงตัวเท่านี้แหละ หมั่นฝึกหัดสติของตนให้กล้า เมื่อสติของเรามันกล้าพอแล้ว จะกำหนดดูที่ไหนมันก็ทะลุปรุโปร่งไปหมด ถ้าสติมันกล้าพอแล้ว มันมีกำลังพอแล้ว กำหนดดูกายของตน มันก็ทะลุปรุโปร่งไปหมด หรือจะกำหนดดูอะไรก็รู้ซาบซึ้งอยู่ภายใน...”

ภาพพระธาตุ

(http://img411.imageshack.us/img411/7496/151yq.jpg)(http://img411.imageshack.us/img411/1189/154y.jpg)
(http://img411.imageshack.us/img411/2355/152eu.jpg)(http://img411.imageshack.us/img411/73/153v.jpg)




แหล่งข้อมูล-ธรรมะหลวงปู่: เว็บไซต์ธรรมะ 5 นาที ตัดทอนและเรียบเรียงประวัติหลวงปู่จาก เว็บกมโล


หัวข้อ: Re: พระสาวกธาตุสมัยปัจจุบัน
เริ่มหัวข้อโดย: กระเบนท้องน้ำ ที่ 05 เมษายน 2010, 23:37:00 PM
พระครูสุคันธศีล (ครูบาคำแสน [ทิม] อินทจักโก)
วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่

(http://img146.imageshack.us/img146/4358/42719317.jpg)
 
ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

หลวงปู่คำแสน กำเนิดวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2431 ตรงกับเดือน 3 เหนือ แรม 9 ค่ำ เวลา 06.00 น. ปีชวด ณ บ้านป่าพร้าวใน ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ บิดาชื่อท้าวภูมินทร์พิทักษ์ มารดาชื่อคำป้อ รังสี มีนามเดิมว่า ทิม เมื่อครั้งเยาว์วัย หลวงปู่เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย อารมณ์แจ่มใส รู้จักคุณบิดามารดา ช่วยบิดามารดาทำนา

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

เมื่ออายุ 10 ขวบได้เข้าวัด พออายุ 12 ปี จึงได้ขอบวชเป็นสามเณร ได้ตั้งใจเล่าเรียนค้นคว้าพระธรรมวินัย และวิปัสสนากรรมฐานกับครูบาอริยะ วัดคับภัย จนถึงอายุครบบวช 20 ปีบริบูรณ์ ได้รับฉายาว่า "อินฺทจกฺโก" แปลว่าผู้มีพลังดุจจักรพระอินทร์ท่านเป็นพระที่ยึดมั่นอยู่ในสัมมาปฏิบัติ เมื่อบวชได้ 1 พรรษา ได้มีผู้นิมนต์ไปรักษาการเจ้าอาวาสวัดอื่นๆ เกือบ 10 ปี หลวงปู่ได้ออกจาริกอบรมเผยแพร่ไปในท้องที่ต่าง ๆ เช่น อำเภอสะเมิง และตามป่าดอยของภาคเหนือ ต่อมาภายหลังท่านหลวงปู่คำแสน หรืออีกนามหนึ่งคือ "พระครูสุคันธศีล" ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดสวนดอก ซึ่งเป็นวัดหลวงของจังหวัด เชียงใหม่ ท่านได้ทำนุบำรุง และอนุรักษ์วัดสวนดอกเป็นเวลา 30 ปี ท่านเป็นปูชนียบุคคลที่ควรยกย่อง ท่านได้อุทิศชีวิตบำรุงพระพุทธศาสนา มั่นคงดำรงตนในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ประพฤติธรรมสมถะ มีดวงจิตเหนืออิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ จนได้รับสมญานามว่า "รอยยิ้มแห่งพระอรหันต์"

หลวงปู่คำแสนได้มรณภาพด้วยความสงบ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2519 เวลา 24.00 น. รวมอายุได้ 88 ปี 3 เดือน "รูป ร่างกายจะย่อยยับดับไป แต่ชื่อความดีโคตรหาดับไปไม่ฯ"

ธรรมโอวาท
“ศีลบริสุทธิ์ ถือสัจจะบริสุทธิ์ ถือหลักพรหมวิหารธรรม ๔ ประการอันบริสุทธิ์ เพื่อเสริมสร้างบารมีธรรม สัจจะบารมีนี้สำคัญ ถ้ามีสัจจะแล้วทำอะไร ปฏิบัติอะไร ก็จะได้ผลเสมอ แม้เรากำลังน้อยทำไม่ไหว ก็ยังมีสิ่งที่มองไม่เห็นตัวท่านช่วยประคองให้จนได้พบกับความสำเร็จนะ เออ… เออ… สร้างให้ดีสร้างให้จบมันก็จะสิ้นทุกข์ ไม่ยากไม่ลำบากอีกต่อไปทำดีไปเถิดดีเองแหละ

ศีลเป็นรากแก้วของชีวิต จะทำดีมีชื่อเสียงได้ก็ด้วยศีลธรรมนี้เอง ใครมีศีลผู้นั้นเป็นเทวดา ผู้ใดรักษาศีลได้มั่นคงผู้นั้นมีสติสัมปชัญญะแล้วเพราะศีลนี้ทำให้กาย วาจา ใจ ของมนุษย์สูงขึ้น ถ้ายังมุ่งหวังอยากได้สมาธิ ก็ต้องมีศีล อยากได้ปัญญาก็รักษาศีลเสียก่อน ได้ศีลแล้วธรรมะจะเกิดขึ้นในตัวเราเอง

ธรรมะอยู่ที่ไหนล่ะ อยู่ที่ใจ อยู่ที่ตัวเรานี่ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว มีเป็นธรรมดา จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ของใครของมันนะ

ธรรมอยู่ในกายเรานี้แล้วทุกอย่าง สติปัญญา เอามาเป็นเครื่องวัด วัดมันไปทุก ๆ วัน เราจะได้รู้ว่าอะไรตกต่ำบ้าง เมื่อตกต่ำเราก็รีบสร้างให้ปกติอย่าพร่อง บุญกุศลเป็นของดีบริสุทธิ์ จำไว้นะ”

ภาพพระธาตุ/อัฐิ

(http://img146.imageshack.us/img146/2762/301v.jpg)(http://img146.imageshack.us/img146/7194/302dw.jpg)




แหล่งข้อมูล : คัดลอกและแก้ไขจาก www.rabeangmai.com และ
ป่องโกษา. ม.ป.ป. ล่าพระอาจารย์และท่องเชียงแสน โดยฤาษีลิงดำ. เยลโล่การพิมพ์, กรุงเทพฯ
ธรรมะหลวงปู่จาก: http://b.domaindlx.com/timeforteen/news/view.asp?id=27